วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สัตว์เลี้ยงแสนรัก - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #8 (๖๓.)

เจ้าหลง มาเที่ยวบ้านผึ้งตอนเด็ก


[นกขุนทอง]
คุณแม่ไม่ค่อยชอบเลี้ยงสัตว์
ในอดีต ที่บ้านเคยเลี้ยงนะ ที่จำได้ก็มี นกขุนทอง นกเขา
แต่ก็เป็นสัตว์ที่คุณแม่ไม่ได้ซื้อหามาเอง
คุณน้าซื้อมา หรือญาตินำเข้ามา อะไรทำนองนั้น
นกขุนทอง นี่เค้าพูดได้จริง ๆ นะ
พูดตามที่เราพูด เช่น สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ อะไรทำนองนี้
เมื่อเวลาผ่านไป นกเหล่านั้นก็ตายไป ตามอายุขัย
ตอนนั้นมีหลานน้อย ลูกคนแรกของน้าปุ๊
มาอยู่บ้านผึ้ง พักหนึ่ง
ชื่อ ขวัญตา ที่บ้านก็คลึกคลื้นกันใหญ่
ตอนนั้นน้องเค้าเล็กมาก พอโตขึ้นมาอีกหน่อย
น้าม็อกก็แยกออกไปช่วยเลี้ยงที่บ้านในเมือง
จำได้ว่าช่วงนั้นก็เลี้ยงนกหลายชนิด
คำที่นกขุนทองพูดได้ คำหนึ่งคือ ขวัญตา
ยังจำได้ติดหูอยู่เลย

[ไอ้แดง]
เคยเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง
สมัยที่ผมยังเด็กมาก น่าจะเรียนอยู่ชั้นประถม
ที่จำได้ เพราะคุณยายปันตื่นมาแต่เช้า
หุงข้าวด้วยฟืน ด้วยเตาถ่าน
ในสวนมีต้นไม้เยอะ ตัดไม้มาทำฟืนบ่อยเลย
หุงข้าวก็เป็นแบบสะเด็ดน้ำ
เหมือนข้าวต้ม แต่ใช้ไม้ขัดฝาหม้อไว้
พอได้ที่ เม็ดพอง ก็รินน้ำออก
จากนั้นก็อังไฟต่ออีกสักพัก
น้ำข้าวนี่หละของดี เค้าว่าเป็นสุดยอดอาหาร
ทิ้งไปก็เสียดาย
คุณยาย จึงเอาน้ำข้าวไปให้สุนัข
สรุปว่า น้ำข้าวคืออาหารหลักของไอ้แดง
ผมเองได้รับหน้าที่เกี๋ยข้าวหมา (หมา = สุนัข)
ก็เป็นงานที่ไม่ชอบครับ เพราะสุนัขสมัยนั้นไม่ได้อาบน้ำปะแป้ง
ตัวสกปรกมอมแมม
เหม็นจากการไปคลุกดิน ท่องเที่ยวนอกบ้านเป็นประจำ
ได้เวลาอาหารนั่นหละ ก็จะกลับมา
ส่อยหางดิ๊ก ๆ ล้อมหน้าล้อมหลังผม ผู้ทำหน้าที่เกี๋ยข้าวหมา
น้ำข้าวอย่างเดียวไม่พอ อาหารเหลือกิน ที่ไม่เผ็ด
ก็จะคัดไปให้หมากิน กินแบบคนเรานี่หละ กระดูกงี้ของโปรด
แต่ละมื้อก็เต็มถ้วยเต็มชาม ไม่ค่อยน่าทานนะ
แต่สุนัขเลียชามมันแพลบ หมดถึงหยดสุดท้าย

[อาลัยสุดใจ]
ตอนที่ไอ้แดง แข็งตาย
เค้าว่ามันป่วยตายอยู่หน้าบ้าน
ลากศพมันไปฝังไว้ข้างห้องนอนของผมที่หน้าบ้าน
จำได้ว่า ผมก็ร้องไห้ เสียใจกับการจากไป คิดถึงด้วย
ตั้งแต่ไอ้แดงตายไป ไม่เคยเลี้ยงสุนัขที่บ้านผึ้งอีกเลย
และคุณน้าทุกคน ก็ไม่มีใครเลี้ยงสุนัข
ประหนึ่งว่าทุกคน เห็นปัญหา
คือ ไม่อยากเป็นภาระดูแล และไม่อยากเสียใจ
แต่ครอบครัวผมที่บ้านกล้วยไม้
กลับเลี้ยงสุนัขที่หลงมา ถูกทิ้งไว้ในตลาดตัวหนึ่ง
คงเพราะ ภรรยา กับลูก ๆ
ไม่มีประสบการณ์ที่ต้องเสียสุนัขแสนรัก
คุณแม่ ท่านเห็นเจ้าหลงก็คงจะไม่ชอบใจ
เพราะโตวันโตคืน เห่าเก่งด้วย
หลัง ๆ ท่านเอาเจ้าหลงไปฉีดยาวัคซีนประจำปี
มีสมุดพกประจำตัว ทำต่อเนื่องประมาณ 3 ปี
ก่อนท่านจะความจำเสื่อม
แล้วผมก็จัดการเรื่องฉีดยาหลง
คือ โทรตามหมอหมาเอง ผมไม่ฉีดเองหลอก
เพราะไม่เชี่ยว และหลงเองก็ไม่เชื่องซะด้วย
และแล้ว มิถุนายน 60 เจ้าหลงก็โดนรถชนตาย
ใส่ทะลัก นอนตายข้างถนน หลังเลิกเลี้ยงในกรงได้ครึ่งปี
หลงมีอายุประมาณ 6 ปีแล้ว โตมากแล้ว
ผมก็ฝังมันไว้ข้างทาง จุดที่ถูกรถชนตายนั้นหละ
การจากไปของหลง ผมไม่ได้เล่าให้คุณแม่ฟัง
เพราะช่วงที่หลงตาย
คุณแม่ลืมหมดแล้ว ทั้งลูก ทั้งหลาน และเจ้าหลง
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ท่านจำหลงได้
จำสุนัขแถวบ้านผึ้งที่เพื่อนบ้านมาเล่าให้ฟังว่าดุ
และ เล่าเชิงเปรียบเทียบ แสดงความเป็นห่วยบ่อย ๆ
ตอนนี้ท่านไม่พูดถึงเลย กับสุนัขที่ชื่อหลง
เพราะลืมแล้ว

ตรุษจีน เมื่อหลายปีก่อน



ภาพเจ้าหลง
https://www.facebook.com/gthaiall/media_set?set=a.524003444300948.122638.100000738912455

วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สวนดอกไม้ของแม่ - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #7 (๖๒.)

ถ่ายภาพกับคุณน้า เรือนชานที่บ้าน ตอนนี้โตล่ะ  


[คุณแม่เหมือนต้นไม้]
ตัวผมก็เหมือนต้นไม้ที่คุณแม่ปลูก
ตอนนี้ต้นก็โต ดอกก็บาน จนใกล้ร่วงแล้ว
มีเมล็ด มีเกษร โบยบินไปออกต้นใหม่แล้ว
ดอกในต้นแอบร่วงไปแล้วหลายดอก หลายกลีบแล้ว
ส่วนคุณแม่ก็เหมือนต้นไม้เช่นกัน
ดูเหมือนกลีบดอกร่วงไปหลายดอก หลายกลีบแล้ว เยอะด้วย
เหมือนต้นซากุระที่ญี่ปุ่น ร่วง 5 เซนติเมตรต่อวินาที
เมื่อมองย้อนกลับไป
ในช่วงที่ผมยังเป็นต้นไม้ต้นเล็กของคุณแม่
ในช่วงลูกผีลูกคน จะรอดแหล่ มิรอดแหล่ เพราะเจ็บป่วยประจำ
ตอนนั้นผมก็เห็นคุณแม่ปลูกต้นไม้
มีแปลงดอกกุหลาบที่หน้าบ้าน ยังติดตาผมอยู่เลย

ชวนคุณแม่ถ่ายภาพกับดอกไม้ที่ร้านอาหาร

[แปลงดอกกุหลาบ]
ในสวนหลังบ้านจะมีไม้ผล
แต่หน้าบ้านจะมีแปลงดอกกุหลาบ
คุณแม่ปลูกไว้หลายแปลง
เหมือนปลูกประชัน กับสวนกุหลาบใหญ่ที่อยู่บ้านตรงข้าม
บ้านนั้นมีตัง เค้ามีสวนดอกกุหลาบ สวนสัตว์ และอีกมากมาย
ทุกเช้าตอนตี 5
จะเห็นคุณยายท่านหนึ่ง เดินออกมาจากซอยนั้น
หิ้วคุหิ้วของใส่ดอกกุหลาบจนเต็ม ไปขายในตัวเมือง
มีรถสี่ล้อเจ้าประจำมารับ
แล้วเดินทางไกลออกไปถึง 16 กิโลเมตร
เพราะทุกเช้าจะตัดดอกกุหลาบจากในสวน
ที่อยู่ตรงข้ามบ้านเรา มีรั้วรอบขอบชิดเป็นสังกะสีสูงท่วมหัวผม
ออกไปขายทุกวัน ในฤดูที่ดอกเบ่งบาน
ชักเล่าไปไกลล่ะ
กลับมาเล่าเรื่องที่บ้านของคุณแม่ดีกว่า
ที่บ้าน จะมีแปลงกุหลาบประมาณ 4 แถว ราว ๆ นั้น
แต่ละแปลงก็มีต้นกุหลาบอยู่หลายต้น
ปลูกกันเป็นงานอดิเรก เอางาม ไม่ได้ปลูกแบบมืออาชีพเขา
จำได้ เพราะตอนเด็ก เช้ามืด ผมชอบแอบไปยืนฉี่ที่ต้นกุหลาบ
ห้องน้ำก็อยู่ไกล ฉี่เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ล่ะกัน คิดบวกไว้ก่อน
ออกไปก็กลัวผี แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ ปวดฉี่นี่ครับ

คุณแม่กับน้าตี (อัลบั้ม ปู่เก๋)


[เรือนกล้วยไม้]
สงสัยสมัยนั้น คุณแม่คงจะว่าง
ไฟฟ้าก็พึ่งเข้าบ้าน มีไฟส่องสว่าง แทนตะเกียงน้ำมัน
ทีวีก็พึ่งซื้อได้ไม่นาน
ไอ้มดแดง อิงคิวซัง ซามูไรพ่อลูกอ่อน ก็คงไม่ดู
เห็นดูแต่ดาวพระศุกร์ กระบี่ไร้เทียมทาน หรือละครน้ำเน่า
เช้ามา เย็นมา หรือสุดสัปดาห์ ก็ไปดูแลกล้วยไม้
คุณแม่ทำเรือนกล้วยไม้ขนาดกว้างยาว 6 เมตร
พึ่งรื้อไปได้ไม่นาน ตอนนี้เห็นแก้วมังกรขึ้นอยู่แถวนั้น
ในเรือนกล้วยไม้จะมีกล้วยไม้เกาะกับกาบมะพร้าว
ห้อยจากหลังคาระแนงไม้ เรียงกันเต็มไปหมด
ที่พื้นดินก็ยกขึ้นสูง ด้วยการหาท่อนไม้มาวาง
แล้ววางกระถางต้นไม้นานาพันธ์บนท่อนไม้
มีอิฐวางไปตามทางเดิน จะได้ไม่เฉาะแฉะเวลารดน้ำ
ผมถูกใช้ไปรดน้ำบ่อย ๆ
อยู่เฉย ๆ ผมก็คงไม่เข้าไปเองหรอกครับ
เพราะไม่ชอบ ดูมืดทึม ๆ ยุงเยอะ และกลัวงู
อยู่กันหลายคนก็ช่วยกันดูแล คุณยาย คุณแม่ คุณน้า

[บ่อน้ำ]
น้ำสมัยนั้น หายาก ต้องแบกต้องหาม
ก็คงไม่มีใครเอาน้ำประปามารดน้ำต้นไม้เป็นแน่
ที่ข้างเรือนกล้วยไม้ มีบ่อน้ำ
ที่ต้องใช้แรงสาวขึ้นมาทีละคุ ถึงจะได้น้ำไปใช้
เครื่องมือตักน้ำจากบ่อ
จะมีเสาต้นสูง เป็นที่ค้ำยันกัน
มีไม้ไผ่ผูกกับถังน้ำด้านหนึ่ง หย่อนลงไป แล้วดึงขึ้นมา
ใช้หลักคานงัด ทำให้ไม่ต้องออกแรงมากในการดึงขึ้น
เพราะมีหินถ่วงไว้กับปลายอีกด้านหนึ่งของคาน
น้ำในถังจะกระฉอก หากดึงเร็ว ดึงช้าก็ไม่เสร็จงานสักที
หากได้น้ำเต็มถังแสดงว่าเชี่ยวชาญล่ะ
บ่อนี้ มีที่กรองน้ำ
ที่บ้านจะกรองน้ำ แล้วเอามาต้มดื่มกัน
ช่วงแรกของชีวิตที่บ้านผูกไว้กับบ่อน้ำ
อาบน้ำ ซักผ้า ทำกับข้าว ผ่านบ่อนี้
สมัยนั้นผมก็แก้ผ้าลงกะละมัง อาบน้ำตรงนั้นหละ
ก่อนใช้น้ำ ก็ต้องเอามากรองก่อน
ทำเครื่องกรองเอง ใช้หิน ใช้ทราย ใช้ถ่าน เป็นใส้กรอง
เพราะมีตะกอนอยู่บ้าง ตามประสาน้ำบ่อ
จะใสปิ้งเหมือนน้ำประปาก็คงไม่ใช่
ดังนั้น รดน้ำในเรือนกล้วยไม้แต่ละที ทำกึดยากเลย
ก็ต้องสาว ต้องหิ้วกันหลายรอบ นั่นหละที่ผมไม่ชอบ
ทั้งหมดคือเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำเรื่องสวนดอกไม้ที่บ้านผึ้ง

คุณแม่ที่สวนทวีชล เชียงใหม่

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เลี้ยงด้วยไม้เลว/ไม้เรียวของแม่ - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #6 (๖๑.)


ไม้เรียวของคุณแม่ ก็เหมือนคฑาวิเศษ คอยชี้ทางให้ผม ไม่หลงทาง

ไม้เลวยาวเมตรกว่า ๆ ของคุณแม่ไม่เคยหายไปไหน มันยังอยู่ในใจของผมตลอดมา และตลอดไป


[ไม้เลว]
ที่บ้านผึ้ง เป็นบ้านหลังใหญ่
ช่วงหลังนี่ คุณน้าย้ายออกไปมีครอบครัวกัน
ในบ้านจะมีคุณแม่เป็นพี่ใหญ่ น้าปุ๊เป็นน้องเล็ก
มีคุณยายปัน และผมเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน
ตอนเด็กแอบคิดว่า เราคงเป็นเด็กเลว
โดนไม้เลวตีเป็นประจำเลย
ทำการบ้านไม่ได้ ก็โดนตี
ทำของตกหล่นเสียหาย ก็โดนตี
ทำอะไรไม่ได้อย่างใจ ก็โดนตี
ไปเที่ยวค่ำมืดดึกดื่นหน่อย ก็โดนลากคอกลับมาตีที่บ้าน
คุณแม่เป็นคนออก "ธำรงวินัย" ประจำบ้าน
คุณแม่เค้าตีลูกไม่เหมือนคุณครูนะครับ
เพราะคุณครูตีเด็ก จะมีเด็กหลายคนมารับไม้เลว
แต่คุณแม่ตีผม ก็จะมีผมคนเดียวคอยรับไม้เลว
แล้วตีไม่เป็นจังหวะด้วย ออกแนวรัว ๆ หน่อย
คุณครูตี ก็จะเป็นจังหวะ ให้หยุดหายใจหายคอ

[ตอนถูกตี]
ผมรู้ว่าที่ถูกตี เพราะผมทำผิดอะไรสักอย่าง
อย่างที่บอกว่าคุณแม่มี ธำรงวินัย ของท่าน
ท่องศัพท์ไม่จำ
อ่านหนังสือไม่ออก
คิดเลขไม่ได้
เอาหละ วันไหนคุณแม่สอน แล้วไม่ได้อย่างใจ
ผมก็จะโดนลงทัณฑ์
จำได้ว่าคุณน้า กับคุณยายจะคอยปกป้อง
คุณแม่ตีมา ก็เหวี่ยงเอาเหวี่ยงเอา
โดยคุณน้า กับคุณยายบ่อย ๆ
คำว่า "พอแล้ว" จากปากคุณน้า เหมือนเสียงสวรรค์
และเสียงนั้นจะได้ยินหลังผมโดนไปแล้วหลายป๊าบ
ในความทรงจำของผม
จำได้ว่าคุณแม่ไม่ตีผมต่อหน้าคุณพ่อ
สงสัยผมจะเป็นเด็กดี ตอนอยู่ต่อหน้าคุณพ่อเสมอ
ทำให้รู้สึกว่า คุณพ่อเสมือนเทวดาของผม

[ไม้เลว]
ไม้เลวอยู่บนหลังตู้
ตานวล เป็นน้องของยายปัน ท่านชอบมาที่บ้าน
ปะลองหมากฮอสกับผมเสมอ แพ้บ้าง ชนะบ้าง
จำได้ว่า ตานวลเป็นคนเตรียมไม้เลวไว้ให้คุณแม่
เป็นไม้ไผ่ที่เหลาเอาเสี้ยนออกแล้ว
หรือไม้หวาย เพราะตีแล้วไม่หัก
ข้อดีของไม้แต่ละแบบต่างกันไป
ถ้าใช้ไม้ไผ่ เวลาตีแล้วแตก หรือหัก
คุณแม่จะหยุดตี คงรู้ว่าเป็นอันตราย
แต่ถ้าใช้ไม้หวาย เนื้อตัว แข้งขา
จะมีนายแดงนูนขึ้น เหมือนในข่าวนั่นหละครับ
คุณน้า คุณยาย ก็จะมาปฐมพยาบาล
เอายาหม่อง หรืออะไรที่ใช้สมานแผลโดนตีมาทาให้
ที่รู้ว่าไม้อยู่บนหลังตู้ และใช้ไม้อะไร
เพราะผมแอบปีนตู้ แล้วเอาไม้ไปเล่น
เป็นจอบดาบที่ชื่อ ฮุ้นปวยเอียง หรือ เอี้ยก้วย หรือ ยาจกซู
ก็แล้วแต่จินตนาการจะพาไป
เล่นเสร็จก็จะเอาไปซ่อน ไม่ให้แม่เอามาตี
หลายครั้งพอจะตี
แต่แม่ไปหาไม้ไม่พบ แล้วผมก็รอด อิอิ

[ติดนิสัยตีเด็ก]
ผมชอบตีเด็กนักศึกษา
คงติดมาจากคุณแม่ที่ตีผมมาแต่เล็กแต่น้อย
แต่การตี ณ วันนี้ ได้เปลี่ยนไปในทัศนคติของผม
เปลี่ยนการตีเป็นการลงทัณฑ์ด้วยการหักคะแนนนักศึกษา
และย้ำว่าคะแนนที่ลดลง ทำให้เข้าไปไม่ถึงเกรด A ที่ฝันไว้
แต่ผมใช้การว่ากล่าวนักศึกษา เน้นการยกตัวอย่าง idol แทน
เพราะการทำร้ายนักศึกษาด้วยคำพูด
จะเจ็บลึกกว่าตีด้วยไม้เลว และไม่ใช่ทุกคนที่ยอมรับการลงทัณฑ์
การตีของคุณแม่ หรือสาเหตุที่คุณแม่ตีผม
เพราะผมทำผิดกฎ ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ออกนอกลู่นอกทาง
หรือเหตุด้วยประการทั้งปวงตามที่คุณแม่จะกำหนด
จนคำว่า กฎ กลายเป็นอะไรที่ผมคุ้นชิน
เสพติดกฎ ว่าเป็นสิ่งที่ต้อง(ไม่)ปฏิบัติ บิดพริ้วไม่ได้เป็นอันขาด
เมื่อใดทำผิดกฎ ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความเสี่ยง
เสี่ยงที่จะต้องถูกลงทัณฑ์ และผมจำการลงทัณฑ์ได้ดีว่าเจ็บปวด
จึงกลายเป็นนิสัยติดตัว ที่ไม่ชอบทำผิดกฎ
เห็นไฟแดงก็ไม่ฝ่า กลัวฝ่าไม่พ้น
เห็นสุราก็ไม่กล้าดื่ม กลัวผิดศีล เดี๋ยวจะตายเร็วไปซะ
เห็นบุหรีก็เดินหนีเลย กลัวปอดไม่สวย
ทุกวันนี้ก็ลุ้นว่า DNA ของผมจะดั้นด้นไปถึง 60 ขวบรึเปล่า
รอลุ้นกันไป ก็คงอีกไม่นานเกินลืม วันนั้นก็ต้องมาถึง
สรุปว่า ขอบคุณไม้เลว ขอบคุณคุณแม่
ไม้เลวยาวเมตรกว่า ๆ ของคุณแม่
ไม่เคยหายไปไหน 
มันยังอยู่ในใจของผมตลอดมา และตลอดไป
อีกนัยหนึ่ง 
ไม้เรียวของคุณแม่ ก็เหมือนคฑาวิเศษ คอยชี้ทางให้ผม
ไม้เลวอันนั้น คือ ไม้เลวที่ทำให้ผมใส่ใจกับกฎ กติกา มารยาท
และอีกซะป๊ะซะเปด ที่จะต้องปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติ
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงทัณฑ์ ด้วยไม้เลวที่แสนน่ากลัว
ชีวิตผมที่คุณแม่เลี้ยงดูมา มาได้ถึงเพียงนี้ก็พอใจอย่างที่สุดแล้วครับ

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อะไรคือของรักของหวง - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #5 (๖๐.)

ภาพระหว่างเดินทางไปร่วมงานสำคัญ


[ของเต็มบ้าน]
ที่บ้านคุณแม่ ที่ผมเคยอยู่
เดี๋ยวนี้ยังเห็นของสะสม เยอะเหมือนเดิม
แม้จะเก็บบ้านมาหลายรอบ
หนังสือของคุณพ่อ ที่ท่านจากไป 20 ปีแล้ว
ก็ยังอยู่ในตู้เหมือนเดิม เป็นหนังสือเก่าที่คัดเก็บไว้
แม้มีไม่มาก แต่ก็รู้ว่าแม่จะไม่ทิ้งแน่
รูปถ่ายเก่า ใช้เล่าความหลังได้เสมอ
ไม่มีอัลบั้มไหนหายไปเลย งานศพ งานแต่ง งานบุญ งานเที่ยว
หยิบมาพูดมาคุยกับคุณแม่ได้หมด
ในของสะสมมากมาย ที่เกษียณมา 20 ปี
คุณแม่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะทิ้ง คือ ชุดทำงาน
ยังเบียดกันอยู่ในตู้เหมือนเดิม เหมือนสมัยที่ท่านทำงานอยู่

[สาวออฟฟิศ]
สมัยนี้ พนักงานองค์กรก็มักจะซื้อเสื้อใส่กัน
แต่สมัยก่อนไม่มีนะครับ ต้องจ้างตัด
อาชีพช่างตัดเสื้อ เป็นที่นิยมของสาว ๆ สมัยก่อนอยู่ไม่น้อย
คุณแม่ก็มีสังคมเป็นเพื่อนสาวออฟฟิศ
ประเด็นพูดคุยตามประสาสาว ๆ ก็คงเป็นเรื่องชุดทำงาน
ดูจากเสื้อในตู้แล้ว ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ
ผมคงแก่ขึ้นเยอะ
เพราะมีลูกศิษย์คนหนึ่ง
ไปทำงานในแผนกเดิมที่คุณแม่เคยทำ
เพื่อนคุณแม่ ณ ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนร่วมงานกับลูกศิษย์ไปแล้ว

[ชุดสวย]
ในออฟฟิศของคุณแม่
เวลาพูดคุยกันยามว่าง ก็คงมีเรื่องชุด
ก็คงจะคุยเรื่อง ชุดใครสวย ชุดใครใหม่ ตัดที่ไหน ช่างชื่ออะไร
คุณแม่จะมีข้อมูลเรื่องช่างตัดเสื้อคนใหม่มาตลอด
ตัวที่พึ่งตัดมา ก็ใส่ได้ไม่กี่ครั้งเอง ยังไม่ทันหมอง ก็จะตัดใหม่ล่ะ
สมัยที่ผมโตพอจะขี่มอเตอร์ไซค์ได้แล้ว
คุณแม่จะวานให้ไปส่งตัดเสื้อ ไปทีก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง
คุยกันตั้งแต่ทำความรู้จัก เลือกแบบ ออกแบบ วัดตัว ปิดการขาย
รอจนเหงาหงอยเลยหละ
นั่นทำให้ผมเป็นคนไม่ชอบค่านิยมการแต่งตัวที่ต้องใหม่ตลอด
ผมจึงซื้อเสื้อใหม่น้อยมาก
และเสื้อที่มีโลโก้ของมหาวิทยาลัยก็เยอะอยู่แล้ว
หลังไปตัดเสื้อแต่ละครั้ง
เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ผมก็ต้องทำหน้าที่ไปรับเสื้อตามนัด
ถ้าคุณแม่ไปด้วย ก็จะไปลองเสื้อ มีการแก้ไข เอาเข้านิด เอาออกหน่อย
ถ้าโชคดี ไปแล้วก็ได้เสื้อกลับมา ลองแล้วไม่ต้องแก้ไข
ถ้าโชคไม่ดี ไปแล้วก็ไปอีก เพราะตัดยังไม่เสร็จ แก้ไข หรือไม่พบช่าง

[ไม่ทิ้งไป]
ชุดสวยหลายสิบชุด
ที่คุณแม่ก็คงตัดใจทิ้งไม่ลง แม้เกษียณมาแล้ว 15 ปี
ยังมี เอกสาร หนังสือ พระเครื่อง เหรียญ สแตมป์
กระเป๋า รองเท้า และของที่ระลึกอีกเยอะ
ที่เป็นของคุณพ่อ พบเห็นได้ในบ้านอยู่ไม่น้อย
ยังเก็บไว้ในความทรงจำ ให้รำลึกถึงเสมอ
กลับมามองตนเองบ้าง
ผมก็มีของสะสมเหมือนกัน คือ หนังสือ กับอุปกรณ์เก่า
จะทิ้งอะไรไปแต่ละอย่างตัดใจยากมาก
ถึงได้เข้าใจคุณแม่
ว่าของในบ้าน ณ ตอนนี้ คงสำคัญทุกชิ้น

วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ห้องแถวเมื่อห้าสิบปีก่อน - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #4 (๕๙.)

ภาพของผม กับบ้านหลังแรกที่บ้านผึ้ง


"คุณแม่มีบ้านหลังเดียว มาตลอด  75 ปี
ตอนเล่าอาจดูเหมือนมีหลายหลัง
เพราะ ย้ายบ้าง รื้อบ้าง ไปอยู่บ้านน้าชั่วคราวบ้าง
ผมต่างหากที่มีมากกว่า 1 หลัง
เมื่อนับรวมบ้านภรรยาเข้าไปด้วย
"


[บ้านหลังแรก]
คุณแม่เกิดที่วังกะพี้ อุตรดิตถ์ พร้อมพี่น้องอีก 5 คน
ดังนั้นบ้านที่วังกะพี้ จึงเป็นบ้านหลังแรกของท่าน
รายละเอียดผมไม่ทราบเลย ท่านไม่ใช่นักเล่าเรื่องซะด้วย
ย้ายมาตอนอายุ 12 ขวบ และคงเลือนรางสำหรับท่านเช่นกัน
น้องของท่านก็คงจำอะไรไม่ได้เลยเหมือนกัน
แต่ผมเคยกลับไปเยี่ยมบ้านยายมูลหลายครั้ง
เคยไปเดินเล่นในทุ่งนา เพราะมีที่นาที่ต้องดูแล
เป็นมรดกของตระกูลชาวนาน่ะครับ

[ห้องแถวในโรงงานน้ำตาล]
คุณแม่ย้อนวัยไปราวอายุ 18 ปี
จะรักสวยรักงาม หวีผม ชอบเสื้อสีฉูดฉาด และขี้อาย
เวลาพูดถึงห้องแถว ที่เป็นบ้านพักในโรงงานน้ำตาล
ก็จะพูดถึงเพื่อนบ้าน อาทิ ป้าทอง ที่สี่แยก
เพื่อนสมประสงค์ที่สนิทกัน และอีกหลายคน
ที่ผมเองก็จำไม่ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์ก่อนผมเกิดซะอีก
ท่านบอกว่าจำห้องแถวได้ เพราะพึ่งไปนอนที่ห้องแถวมา
และย้ายมาได้ไม่กี่วันนี้เอง
พบน้อง ก็จะให้น้องไปส่ง
พบพี่มะลิ ก็จะให้พี่มะลิเอารถไปส่ง
พบผม ก็จะให้ผมไปส่ง บ่อยเลย
บอกว่าอยากไปเอาของ เอาถุงที่แขวนไว้กับมุ้ง
เอาเสื้อเอาผ้า เอารองเท้า เพราะไม่มีใส่เลย
ท่านจำบ้านตนเองไม่ได้
ความจำเสื่อมตั้งแต่ พ.ย.59 ตอนที่ล้ม แล้วเปลี่ยนข้อสะโพกที่หัก
ตอนนั้นน้าปุ๊มาช่วยดูแลใกล้ชิด ก่อนผมออกงาน
พอถามเรื่องบ้านก็บอกว่าเป็นบ้านน้า ไม่ใช่บ้านของท่าน
และท่านก็ยังไม่มีลูก มีหลาน
และอยากกลับบ้านของตนเอง นั่นก็คงหมายถึงห้องแถว

[บ้านผึ้ง]
ตาหลิน พาคุณแม่และครอบครัว
ย้ายออกจากห้องแถว ที่เป็นสวัสดิการของพนักงานโรงงานน้ำตาล
มาซื้อที่อยู่ที่บ้านผึ้ง ที่เป็นบ้านสวน ปีไหนก็ไม่ทราบ
แต่ก่อนที่ผมจะเกิดหลายปีทีเดียว
บ้านเดิมหน้าตาเป็นอย่างไร ผมก็จำไม่ได้เลย
แต่มีภาพถ่ายอยู่ใบหนึ่งที่คุณพ่อเคยถ่ายไว้ แต่ก็ไม่เห็นอะไรมากนัก
เป็นบ้านชั้นเดียว อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่
รวมพี่น้องแม่หกคน ตาหลิน กับยายปัน ก็มีกันถึง 8 คน
ที่อยู่บ้านหลังนี้
ผมเป็นเด็กเล็กคนเดียวในบ้าน
และเป็นเด็กคนเดียวของบ้านนี้มาโดยตลอด
ผมไม่ค่อยสนิทกับคุณแม่ เพราะครอบครัวใหญ่
น้า ๆ จะช่วยกันดูแลผม คือ น้าปุ๊ น้าเปี้ยก น้ารินทร์
ส่วนน้าม๊อก กับน้าตีนั้น แยกบ้านออกไปตั้งแต่หนุ่มสาว
และน้าม็อกกลับมาใช่ช่วงที่ผมโตเป็นหนุ่มน้อยแล้ว
ก็มาทันดูแลยายปันที่ป่วยเป็นมะเร็งตับ
ช่วงผมจบ และทำงานใหม่ ๆ ได้เพียง 2 - 3 ปี

[บ้านพักในหมือง]
คุณแม่ย้ายงานจากโรงงานน้ำตาล ไปอยู่เหมืองแม่เมาะ
คาดว่าท่านไปอยู่บ้านพัก กับเพื่อน ๆ พนักงาน
แบบไหน ยังไง ไม่รู้เลย ท่านก็ไม่เคยเล่า
ตอนนี้ท่านก็จำอะไรไม่ได้เลย ถามใครก็คงไม่ได้แล้ว
แต่ท่านมีที่อยู่ในเหมืองแน่นอน
คงอยู่กับเพื่อนหลายคน
เคยเห็นภาพใช้ชุดเดรสย้อนยุคกับเพื่อน ๆ

[บ้านพักของคุณพ่อ]
หลังแต่งานกัน และมีผม
คุณแม่อยู่บ้านพักในเหมืองกับคุณพ่อ
ผมไปอยู่ตอนเล็ก ๆ มีพี่เลี้ยงมาดูแล ตอนท่านไปทำงาน
ภายหลังถึงส่งผมไปอยู่กับยายที่บ้านผึ้ง
เคยเห็นในรูปถ่าย และเห็นตอนที่ผ่านบ้านพักตอนไปฝึกงานในเหมือง
สมัยที่ยังไม่ได้รื้อบ้านพักทิ้ง ก็จะเห็นเป็นบ้าน 2 ชั้น
มีระแนงไม้ ให้ไม้เลื้อยขึ้นไปอย่างสวยงาม
ก็เห็นจากภาพน่ะครับ
ในความทรงจำ ก็รู้แต่ว่าเป็นบัาน 2 ชั้น เท่านั้นเอง

[บ้านหลังที่สอง]
ที่บ้านผึ้งมีบ้านหลังแรก และรื้อออกสร้างใหม่
ผมเรียกบ้านไม้ 2 ชั้นที่สร้างใหม่ว่า บ้านหลังที่สอง
ผมไม่ทราบที่มาที่ไปของบ้านหลังแรกเลย
อาจซื้อที่ดินพร้อมบ้านก็ได้
แต่บ้านหลังที่สองนั้น น่าจะสร้างก่อนผมเข้าโรงเรียน
เป็นบ้านที่คุณแม่สร้าง หลังจากทำงานมีเงินเดือนแล้ว
เป็นไม้ 2 ชั้น ใต้ถุนสูง
แล้วคุณแม่ก็ต่อเติมไปเรื่อย ๆ
เริ่มจากการขยายด้านหลังเป็นห้องครัว
ขยายเรือนชานติดครัว ออกไป
ทำให้ออกมานอนกันกองคะรึบ ในช่วงหน้าร้อน
กางมุ้งกันเต็มเรือนชาน เพราะอากาศร้อนมาก
ล้างหน้าแปรงฟัน ก็ยืนที่ชั้นสอง
ผมก็แอบยืนฉี่จากเรือนชานบ่อย ๆ ไม่อายฟ้าดิน
จากนั้นก็ก่อผนังที่ใต้ถุน แรก ๆ มีน้ารินทร์ไปนอน
จนน้า ๆ แยกออกมาสร้างบ้านในระแวกเดียวกัน
แล้วสุดท้ายก็ ก่อผนักปูนเป็นห้องนอนให้ผม
นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมมีห้องส่วนตัว
ที่อยู่ใต้ห้องนอนของคุณแม่
ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ในเมืองกับอาอิ๊ด อาน้อย
เพื่อเรียนพิเศษ เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

[บ้านหลังนี้]
บ้านที่อยู่ปัจจุบัน คงสร้างราวปี 2535 - 2537
โดยรื้อบ้านหลังเดิม
แล้วย้ายไปอยู่บ้านท้ายสวนเป็นการชั่วคราว
ซึ่งน้าเปี้ยกเคยสร้างไว้ ต่อมาก็แยกครอบครัวออกไป
ในบริเวณบ้าน ที่บ้านผึ้งนี้ เคยมีบ้าน 3 หลัง
คือ บ้านใหญ่ บ้านน้ารินทร์ และบ้านน้าเปี้ยก
แต่ปัจจุบันลื้อย้ายไปหมดแล้ว เหลือเพียงบ้านใหญ่หลังเดียว
สมัยก่อน บ้านน้าทั้งสองจะมีทรงคล้ายกัน
คือ 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น และ 1 ห้องน้ำ ใต้ถุนสูง
บ้านน้าเปี้ยก จะมีห้องน้ำบนบ้าน
บ้านน้ารินทร์ จะมีห้องน้ำแยกออกมาจากตัวบ้าน
ปัจจุบันบ้านใหญ่ที่สร้างใหม่ คือ บ้านคุณแม่
จะเป็นบ้านก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว มีไม้เป็นส่วนประกอบพองาม
มี 3 ห้องนอน 1 ห้องทานอาหาร 1 ห้องครัว 2 ห้องน้ำ
ส่วนห้องนั่งเล่น จะมีหลายห้อง เป็นบ้านเล่นระดับ
เห็นว่าได้ช่างทรัพย์ เป็นคนเถินมาเป็นผู้รับเหมา
หลังคุณแม่ล้ม ก็รู้ว่าท่านต้องมีคนดูแล
ผมจึงย้ายกลับเข้ามาดูแลคุณแม่เป็นเวลา 1 ปีแล้ว
เพราะก่อนหน้านี้
ผมแยกครอบครัวออกไปอยู่ดูแลลูกสาวทั้งสาม
ตอนนี้ลูก ๆ กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย จะจบ ม.6 ล่ะ
ดังนั้นการดูแลลูก จึงปล่อยเป็นหน้าที่ของภรรยา
ส่วนลูกสาวคนโต ไปเรียนที่บางกอก ดูแลตนเองได้แล้ว
ปีนี้ลูกสาวอีกสองคน ก็กำลังลุ้นว่าจะไปอยู่ที่ไหนต่อไป

วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ตื่นเช้า เดินทางไกล ทุกวัน - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #3 (๕๘.)



[กิจวัตรตอนเช้า]
เดี๋ยวนี้ คุณน้าตื่นตีสี่กว่า ผมตื่นตีห้า แม่ตื่นหกถึงเจ็ดโมง
แต่ละคนก็มีกิจวัตรต่างกันไป ของผมจะเยอะหน่อย
เริ่มจากชงกาแฟ ทานอาหารเช้า เข้าห้องน้ำ
เตรียมอาหารให้คุณแม่ อย่างเยอะทุกมื้อเลย
แล้วก็พาคุณแม่ไปทานข้าว
แล้วแว็บมาล้างห้องน้ำ ถูห้องนอน ซักผ้า
จากนั้นก็เฝ้าไม่ให้คุณแม่หนีไปไหน
ทุกเช้า ผมจะนึกถึงกิจวัตรในอดีตของผมกับคุณแม่เสมอ



[ในอดีตนู้น ก่อนผมเกิด]
ก่อนผมเกิด ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กัน
คุณแม่ต้องไปอยู่ในเหมืองแม่เมาะ เพราะไกลบ้าน
เป็นช่วงบุกเบิกเหมือง จึงยังไม่มีรถบริการที่สะดวกแบบปัจจุบัน
ช่วงแรก คุณแม่ต้องไปอยู่ในเหมือง หลายปีทีเดียว
ยุคแรกจะเข้าแม่เมาะ จะไปทางงาว แต่เลี้ยวขวาเข้าแม่เมาะ
ระยะทางจากในเมืองไปถึงที่ทำงานก็กว่าครึ่งร้อยกิโลเมตร
ปัจจุบันไปทางแพร่ แล้วเลี้ยวซ้าย ระยะทางเพียง 27.4 กิโลเมตร
เส้นเดิมก็ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว เพราะไกลกว่ามาก แต่คนแถวนั้นใช้กันอยู่
ต่อมาก็เอาผมไปฝากไว้กับคุณยายที่เกาะคา
เพราะต้องทำงานกัน อยู่กับคุณยายดูแลง่ายกว่า
เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง การเดินทางก็สะดวกขึ้น
เริ่มมีไฟฟ้าใช้ ถนนดีขึ้น และมีรถบริการ
คุณแม่ จึงกลับมาอยู่ที่เกาะคา
ตื่นกันตั้งแต่ตี 5
เพราะต้องนั่งสองแถวจากเกาะคาไปในเมือง ระยะ 16 กิโลเมตร
ไปที่จุดจอดรถบริการ อยู่ข้างบุญวาทย์
ต่อมาจุดจอดรถบริการ เริ่มมีหลายสาย
ไปแม่เมาะอีก 27.4 กิโลเมตร
ในที่สุดก็มีรถบริการมาจอด ป้ำที่เลยบ้านฟ่อนมาหน่อย
คุณแม่ไม่ต้องตื่นแต่ตี 5 อีกแล้ว หกโมงออกบ้านก็ได้
สมัยแรกที่ต้องตื่นแต่ตี 5
เพราะถ้าไปไม่ทันรถบริการออก วันนั้นก็ไม่ได้ไปทำงาน ต้องกลับบ้าน
ส่วนผมก็ตื่นพร้อม ๆ กันกับคนในบ้าน แต่จะออกบ้านทีหลัง
มีรถประจำมารับผมที่หน้าบ้านตอน 6.30น.
ตื่นมาก็ต้องเตรียมตัวเข้าห้องน้ำ ผลัดกันเข้า เพราะมีห้องเดียว



[ไปรถไฟ]
ยังจำเหตุการณ์ขึ้นรถไฟตอนเด็กที่ไปกับคุณแม่ได้เลย
มีอยู่ครั้งหนึ่ง หรือหลายครั้งก็จำไม่ได้ถี่ถ้วน เพราะเล็กนัก
คุณแม่พาผมไปแม่เมาะ
นั่งรถไฟจากในเมืองไปลงสถานีรถไฟแม่เมาะ
แล้วก็มีรถมารับไปที่บ้าน
รู้สึกตื่นเต้น หลับไม่ลงไปตลอดทาง
มีของขายตลอดทางเช่นกัน
สมัยนั้นยังมีแม่ค้าหิ้วของพะรุงพะรังขายที่สถานีเต็มไปหมด
เพราะเป็นตอนเช้า นั่งรถไฟก็หนาว ลงรถไฟก็หนาว
ก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่ง
ที่คุณแม่ใช้เป็นเส้นทางเดินทางไปที่ทำงาน
หากให้นึกถึงที่ทำงานของคุณแม่ กับคุณพ่อแล้ว
ผมจะจำที่ทำงานของคุณพ่อที่กองโรงงานเหมืองได้มากกว่า
คงเพราะไปบ่อยกว่านั่นเอง

วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ย้ายภูมิลำเนา - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #2 (๕๗.)

คุณแม่กับผมในเหมืองแม่เมาะ


[เริ่มต้นชีวิต]
บรรพบุรุษของยายปัน เป็นครอบครัวชาวนา
ทำนาหาเลี้ยงชีพ
แต่คุณแม่เป็นลูกสาวคนโตของพนักงานบริษัทน้ำตาล
เพราะตาหลินเป็นช่างหล่อ กับยายปันขึ้นหีบอ้อยให้โรงงานน้ำตาล
เกิดที่วังกะพี้ อุตรดิตถ์
ต่อมาย้ายมาโรงงานน้ำตาลเกาะคา ลำปาง ช่วงประถม 6
มีสวัสดิการอยู่ห้องแถวในโรงงาน
จนตาหลินเกษียณ
ก็ต้องออกมาหาซื้อที่สวน ปลูกบ้าน และเริ่มทำสวนที่บ้านผึ้ง
พอคุณแม่โตเป็นสาว ก็ผันตัวเองเป็นลูกชาวสวน
ก่อนจะไปเป็นสาวโรงงานน้ำตาล
และเป็นสาวเหมืองถ่านหินจนเกษียณ

[ช่วงเป็นสาว]
คุณแม่คงไม่ชอบทำสวนเท่าไร
เพราะตอนผมโตมา ไม่ค่อยเห็นคุณแม่เข้าสวน
ในสวน 2 ไร่ มีต้นไม้เยอะ ทั้งลำไย มะม่วง มะพร้าว
มีร่องน้ำ ต่อมาก็ขุดบ่อ เลี้ยงปลา แต่ถมบ่อไปล่ะ
หลังคุณแม่จบ ม.ศ.5
คุณแม่ก็ไปทำงานโรงงานน้ำตาลแป๊ปนึง
จากนั้นก็ถูกชวนไปทำที่การไฟฟ้าแม่เมาะ
แต่ต้องไปอยู่ที่นู่น
เพราะระยะทางไกลบ้านกว่า 50 กม.
สมัยนั้นเดินทางลำบากมาก
ผ่านถนนลูกรังหลายสิบกิโลทีเดียว

[ทำงานในเหมืองแม่เมาะ]
ชีวิตในเหมืองแม่เมาะ เค้าก็มีที่พักให้
จนพบพ่อสอาด เป็นนายช่างในเหมือง
ต่อมาก็มีผมตอนคุณแม่อายุ 26 ขวบ
คุณพ่อสอาดก็อายุราว 30 ขวบ
ตาหลินจากไปด้วยมะเร็งกระดูก
ในวันเผา คุณแม่ไม่ได้ไปงานศพ เพราะอยู่ไฟที่บ้านผึ้ง
ตอนเด็ก ๆ ผมไปโตในเหมืองแม่เมาะ
เพราะคุณพ่อมีบ้านพัก จำได้ว่าเป็นบ้าน 2 ชั้น
ช่วงที่ผมเป็นเด็กเล็ก มีคนในเหมืองมาเล่นด้วยบ่อย ๆ
เปลี่ยนพี่เลี้ยงไปหลายคน เห็นคุณแม่ว่าอย่างนั้น
ผมพอจำชีวิตในเหมืองได้ เพราะมีภาพ
คุณพ่อถ่ายภาพไว้เยอะ
ท่านชอบเล่นกล้องตั้งแต่เป็นนักศึกษาที่จุฬา
กล้องเก่าของท่านผมก็ยังเก็บไว้อยู่
ผมก็เคยเอาไปถ่ายรูปมาแล้ว
เป็นกล้องฟิล์มและมีซองหนังที่ดูดีมาก

วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #1 (๕๖.)

ครอบครัวของคุณแม่ อยู่ในห้องแถวที่โรงงานน้ำตาลเกาะคา


[ลืมไปเยอะ ต้องทบทวน]
เดี๋ยวนี้คุณแม่ย้อนวัยไปเยอะ
วันก่อน บอกว่า จะกลับไปเอาเสื้อนักเรียนที่ห้องแถว
เพื่อใส่ไปลาคุณครู ห่วงเรื่องเรียนไม่จบ
อยากให้ตามเพื่อนนักเรียนมาให้ จะฝากเพื่อนไปลาคุณครูด้วย
พอถามว่าเรียนชั้นอะไร คุณแม่ก็บอกว่า ม.4
อันที่จริงแล้ว ห้องแถวที่คุณแม่คิดถึง
ก็ย้ายออกมาตั้งแต่ตาหลินเกษียณ ออกจากโรงงานก่อนผมเกิด
นั้นก็นานแล้ว ตั้งแต่ผมยังไม่ได้จุติมายังโลกนี้เลย
เวลาคุยด้วย
ผมมักเล่าเรื่องเก่า ว่าประวัติคุณแม่เป็นอย่างไร
เบี่ยงเบนความสนใจ และเป็นการทบทวนความทรงจำ
แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
หลังทบทวนไป 1 - 2 ชั่วโมง
คุณแม่ก็ลืมล่ะ และรบเร้าจะไปห้องแถวเหมือนเดิม

[วังกระพี้ สายยายปัน]
เครือญาติสายคุณแม่ม่วย ผมไม่ค่อยทราบมากนัก
รู้ว่ามีเยอะ ก็ต้องมาทบทวนกับน้าม็อก ให้แน่ใจบ่อยเลย
คุณแม่ม่วย เป็นลูกยายปัน กับตาหลิน
ยายปัน เป็นลูกตาอ้าย กับยายมูล
ยายปัน มีพี่น้อง 7 คน
คือ ยายปัน ยายจีด (แม่ น้าแขก) ยายน้อย (แม่ พี่ตั้ม)
ตานวล (พ่อน้าศรีจัน) ตากูล ตาก้ำ (พ่อ น้าหวานกับน้าทุย) ตาส่ง (พ่อ น้าหอย)
ตอนยายปันย้ายมาเกาะคา ตาส่ง กับ ตาก้ำ
ก็ย้ายมาทำงานโรงงานน้ำตาลที่เกาะคา และได้แฟนอยู่บ้านศาลา
แล้วมีญาติจากวังกะพี่ย้ายมาอยู่บ้านศาลา อีกหลายคน
เคยมาเยี่ยมคุณแม่ที่จำได้ก็มีแม่คำ แม่สังวาล แม่บาน
น้าแขก ที่น้าม็อกเคยไปอยู่ด้วย
เคยมาจากกรุงเทพฯ มาเยี่ยมคุณแม่ด้วย

[กรุงเทพ สายตาหลิน]
ตอนที่คุณแม่อยู่ไฟผม เป็นช่วงเผาตาหลิน
ท่านเสียจากการเจ็บป่วย
น่าจะเป็นมะเร็งกระดูก ส่วนยายปันเป็นมะเร็งตับ
ตาหลินเอง เดินทางมาจากเมืองจีน
แล้วมีพ่อแม่บุญธรรม ที่กรุงเทพ
น้าม็อกเรียกว่าเป็นน้องบุญธรรม ของครอบครัวที่กรุงเทพ
ตาหลินทำงานเป็นช่างหล่อ
น้าม็อกเล่าว่า
แม่ของตาหลินตัวขาว ๆ สูง ๆ มาจากเมืองจีน
เคยมาเยี่ยมพูดคุยกับยายปัน
แล้วพ่อแม่บุญธรรมกับครอบครัวก็เคยมา
ร่วมกันสร้างสะพานข้ามแม่น้ำวัง ไปฝั่งอำเภอ

[ตาหลิน ยายปันพบกันที่วังกะพี้]
ที่วังกะพี้มีโรงงานน้ำตาล
ตาหลินเป็นช่วงหล่อ ยายปันขึ้นหีบอ้อย
แต่งงานกันที่วังกะพี่
ต่อมาก็ย้ายมาอยู่โรงงานน้ำตาลเกาะคา
มีลูกกับยายปันได้ 5 คน
แล้วมีน้าปุ๊เป็นคนที่ 6 ที่เกาะคา
พี่น้องแม่มีกัน 6 คน
คือ แม่ม่วย น้าม็อก น้าเปี้ยก น้ารินทร์ น้าตี น้าปุ๊
น้าปุ๊มาคลอดที่ห้องแถวในโรงงานน้ำตาลเกาะคา

https://www.youtube.com/watch?v=EsMSA4vdqjU



วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

โรคที่สาม กับเซคคันโอพิเนียน (๕๕.)



[ครบหนึ่งปีหลังคุณแม่ล้ม]
วันนี้ 20 พ.ย.60 มาโรงพยาบาล (ล้ม 9 พ.ย.59)
มาฟังผลหลังส่งเสมหะตรวจแล็บติดต่อกัน 3 วัน
มาตั้งแต่ 7 โมงเศษ ได้ออกสีโมงกว่า
น้องแอ็ดบอกมาพร้อมกัน แต่หนูกลับก่อนนะค่ะ
หากเปรียบเทียบระหว่าง
อยู่รอหมอที่โรงพยาบาล กับ อยู่บ้านรอเวลาให้ผ่านไป
ผมว่าอยู่โรงพยาบาลเวลาเดินเร็วกว่าอยู่บ้านมากมาย
เพราะอยู่บ้าน ก็นั่งนับเข็มวินาที ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านจุดไข่ปลาไปทีละจุด
แม้จะดูหนัง อ่านบุ๊ค ค้นกูเกิ้ล แลกเปลี่ยนกับเพื่อนเฟส เหมือน ๆ กัน
แต่อยู่โรงพยาบาล เห็นคนไข้หลากหลาย เข้าพบหมอ แล้วเค้าก็หายไป
มีคนใหม่ มานั่งรอ แล้วเค้าก็เข้าพบหมอ แล้วก็หายไป
เป็นอย่างนี้เกือบทั้งวัน มาทีไรก็พบคนรู้จัก
ครั้งนี้ พบเพื่อนคุณแม่ที่บ้านศาลา
เจ็บป่วยท่านก็มาโรงพยาบาล มาพูดคุยกับคุณแม่
ลูกของท่านทำงานสมุทรปราการก็ลาออก มาอยู่เป็นเพื่อนเหมือนกัน
แล้วคุณแม่ก็ร้องไห้ ท่านร้องเสมอเวลาคิดถึงเรื่องเจ็บป่วย

[เข้าพบหมอ]
คุณหมอคนใหม่ ไม่ใช่คุณหมอที่นัด
คุณหมอแจ้งว่า ถ้าไม่รีบรักษาจะแย่ไปกว่าเดิมมาก
คุณหมอคนใหม่ มีเซคคันโอพิเนียนว่า อาจมีอีกโรคที่เป็นไปได้
หลังดูฟิล์มแล้วก็บอกว่าก้ำกึ่งระหว่าง 2 โรคซะด้วย
เพราะผลแล็บเป็น negative ทั้ง 3 วันที่เก็บเสมหะ
ทำให้ไม่อาจบ่งชี้ได้ว่าเป็นโรคที่สงสัย
แล้วคุณแม่ก็ไม่มีอาการไข้ อาการอื่นที่บ่งบอกว่าเป็นโรคที่สงสัย
หากเริ่มรักษาจะมีผลข้างเคียง และต้องรับยาต่อเนื่อง 6 เดือน
ถ้าไม่มั่นใจว่าใช่ ก็มักจะไม่รักษา
สรุปแล้วคุณหมอคนใหม่ ให้ส่งไป CT Scan ที่ รพ.ศูนย์ฯ
แต่ต้องรอคิวแป๊ปนึง
และตรวจเลือดก่อนไปทำ CT Scan ด้วย

[โรคที่สาม]
โรคแรก คือ อัลไซเมอร์ คุณแม่รับยาตลอด
อาการทรง ๆ คือ ลืมผมเหมือนเดิม
หากมีอะไรเข้ามากระทบ ก็จะจำผม ลูก และภรรยาได้เป็นบางครั้ง
โรคที่สอง คือ การเคลื่อนไหว หลายเดือนมานี้ไม่ล้มเลย
แต่เซชนประตู โต๊ะเก้าอี้ เนื้อตัวเขียวหลายจุด
ท่านบ่นว่าเจ็บซี่โครงขวา ก็คงเซชนเก้าอี้ขาสิงห์ตอนกลางคืน
เวลาลุกเข้าห้องน้ำ
ในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมาท่านเข้าห้องน้ำกลางคืนไม่ทัน
ช่วงนี้ผมเปลี่ยนการเปิดไฟ
พอไฟส่องจากห้องน้ำไปที่เตียง เข้าตาท่าน กระตุ้นให้ลุกได้ทัน
สัปดาห์นี้ดีขึ้นมาก เข้าห้องน้ำทันเกือบ 90%
เรื่องเจ็บท้อง หรือท้องอืด บ่นบ้าง บางทีก็บอกไม่เป็นไร ไม่ได้เป็นประจำ
แต่ก็ทานอาหารช่วยระบายตลอด
ไม่พบปัญหาการถ่ายหนัก เหมือนกับช่วงเดือนแรกที่ต้องช่วย
เดี๋ยวนี้ท่านดูแลตัวเองได้แล้ว เรื่องถ่ายหนัก
แต่ถ่ายเบานี้ กลางวันจะไม่ค่อยมีปัญหา ใช่คำว่าไม่ค่อย
ส่วนกลางคืนก็ดีขึ้นมาก ๆ หากเทียบกับเดือนเศษที่ผ่านมา
โรคที่สาม คือ ปอด
ที่พบ เพราะหมอท่านเทียบ x-ray 2 รอบห่างกัน 3 เดือน
แล้วเห็นว่ามีอะไรผิดปกติอยู่ในฟิล์ม
ส่วนอาการภายนอก ไม่ค่อยเห็นความผิดปกติ
ก็คงได้ทราบหลัง CT Scan ที่จะไปทำตามที่ รพ. นัดหมายต่อไป

[Updated เพิ่มเติม]
[ย้ายไป CT-Scan ที่รพ.ค่ายฯ]
เมื่อวันจันทร์ไปหาหมอตามนัด
ทีแรกได้รับแจ้งว่าจะ CT-Scan ที่ รพ.ศูนย์ฯ
เค้าบอกว่าคงหลายเดือน เพราะคิวยาว
วันนี้ศุกร์ รพ.ค่ายฯ โทรมาบอกว่ารออยู่นะ
พอไปติดต่อ รพ.เกาะคา ก็ทราบว่าเค้าจัดใหม่
ขลุกขลักเรื่องเอกสารนิดหน่อย
แต่ผลการนัดเร็วกว่าเดิมมาก ๆ
โดยย้ายจาก รพ.ศูนย์ฯ ไป รพ.ค่ายฯ
ทำให้ไม่ต้องรอตามที่ทราบมา
ต้องขอบคุณทุกฝ่ายครับ ทำงานรวดเร็วมาก
ได้ยาแก้ฆ่าเชื้อ (ผมเรียกว่าแก้อักเสบ) กับยาแก้ไอที่คุณหมอให้มา
ทำให้คุณแม่ดูแข็งแรงขึ้น ไอแห้ง ๆ อยู่บ้าง แต่ไม่มาก
นัดวันนี้ไม่ได้งดน้ำอาหาร นัดใหม่วันจันทร์
พบกันกับ CT-Scan ที่ รพ.ค่าย

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ในวันที่คุณแม่อ่อนแอ แล้วร้องไห้ ก็นั่งกุมมือกัน (๕๔.)

อาหารเช้านี้


[วันนี้จิตใจอ่อนแอ]
พักนี้ คุณแม่ร้องไห้ ปล่อยโฮถี่ขึ้น
ก็มีสาเหตุจากการเจ็บข้อสะโพก และคุมปัสสาวะไม่ได้
จากเหตุเซล้มบ่อย อาจบนที่นอนบ้าง
ข้างที่นอนบ้าง และมักเป็นเวลากลางคืน
ที่ล้มก็มาจากการเจ็บข้อสะโพกที่ผ่าเปลี่ยน
และความไม่เข้าใจว่าทำไมไม่หาย อยากหาย
วันนี้คุณแม่บอกว่ามีเรื่องอยากเล่า แต่ก็ลืมไป
และนั่งกุมมือผมอยู่พักหนึ่ง เมื่อตอนตี 5 กว่า ๆ
ผมว่าท่านรู้สึกดีนะ ที่มีคนอยู่ข้าง ๆ ในยามที่ท่านอ่อนแอ
ก็ดีใจนะ ที่มีโอกาสได้ดูแลท่านยามชรา และเจ็บป่วย
หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง เช้ามา
ท่านก็ปกติ อาการอ่อนแอหายไปแล้ว
ส่วนผม
ปกติแล้ว ผมจะร้องไห้ เวลาดูภาพยนตร์ที่สะเทือนใจ
เห็นใครในภาพยนตร์ก็พาให้คิดถึงคุณแม่ และตนเอง
ร้องไห้บ่อยกว่าคุณแม่ แต่ก็ดีขึ้น เป็นการระบาย
จากความเครียดที่เห็นคุณแม่เจ็บป่วย

[วูบ]
การวูบหลับ เหมือนสับปะหงก
เคยเห็น ก็จะเห็นบ่อยขึ้นช่วงนี้
เช่นตอนเล่าเรื่องยายที่เสียไป เพราะท่านถามถึงประจำ
หรือเล่าเรื่องที่ผมเป็นลูก ไม่ใช่เพื่อน
ท่านก็ดูจะไม่ค่อยยอมรับ ทำให้ง่วงซึมเกิดขึ้นเร็วมาก
ประมาณ 6 - 7 เดือนก่อน
คุณแม่วูบจริง คือ วูบเป็นลมคาอ่างล้างหน้า
ต้องประคองมาที่เตียง นั่นเป็นครั้งเดียวที่วูบนานเป็นนาที
ส่วนวูบสัก 1 วินาที นี่ก็จะเป็นประจำ
เหมือนนั่ง ๆ อยู่ แล้วสับปะหงก จากนั้นสติก็คืนมา

[ทานขนมเก่งผิดปกติ]
พักนี้ ท่านบ่นติดปากว่าหิว
ไม่ได้ทานข้าวมา 3 วัน
คิดว่าน้า กับผม ไม่หาอะไรให้ทาน
ก็อยากออกไปหาขนมในครัวทานเอง
บางมื้อทานข้าวเต็มจานหมด ผลไม้ นม ensure
ขนมยูโร 2 ชิ้น ตามด้วยแคล็กเกอร์อีก 3 แผ่น
และสับปะรดชีทอีก 2 แผ่น
มีที่ชอบ คือ น้ำพริกกะปิ ชะอมทอด ปลาทู ผักนึ่ง ไข่
แต่บางมื้อก็ไม่ค่อยจะได้เลย
เตรียมกะละมังให้ท่านเททิ้ง หรือใส่ขยะไว้ เต็มทุกวัน
ขึ้นกับรายการอาหาร และอารมณ์อยากช่วงนั้น
ผมก็ว่าดีล่ะ ท่านอยากกินอะไรก็ไม่ได้ห้าม
หาให้เต็มที่ ที่ท่านทานได้

https://www.youtube.com/watch?v=emklHU_DzRw



วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560

วันแรกที่จ้างคนดูแลคุณแม่ และเกือบขวบปีแล้ว (๕๓.)



[ออกบ้านคนเดียว]
ผมออกบ้านไปสอนหนังสือ
บางวันก็ออกบ้านคนเดียว
บางวันก็ออกบ้านสองคน ไปกันกับคุณแม่
พาคุณแม่ไปฝากญาติ แล้วผมก็ไปสอนหนังสือ
โดยมีงานสอนสัปดาห์ละ 2 วัน คือ อังคาร กับพฤหัสบดี
เปลี่ยนไปตามที่หัวหน้ากำหนดมาให้ในแต่ละภาคเรียน
ที่ผ่านมา ก็จะมีญาติสนิท คอยช่วยเหลือ ดูแลคุณแม่
คุณแม่อายุ 75 ปี
ส่วนญาติสนิทก็เกษียณหมดแล้ว
สุขภาพแต่ละท่านก็เป็นไปตามวัย
แต่ทุกท่านแข็งแรงกว่าคุณแม่อย่างชัดเจน
ทุกท่านก็มีกิจที่ต้องทำในแต่ละวัน
มีภูมิลำเนาแตกต่างกันไป
เมื่อวานเป็นวันแรกที่ต้องเริ่มหาคนดูแลคุณแม่
ก็ได้พี่มะลิ มาช่วยดูแล จ้าง 300 บาท เท่าค่าแรงขั้นต่ำ

[อยู่คนเดียวไม่ได้]
คุณแม่ท่านอยู่คนเดียวไม่ได้
แม้สุขภาพจะดีขึ้นมาก
อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ ทานข้าวเองได้
เดินได้ถ้ามีที่เกาะ แต่เดินมากจะขาเขียว
แต่การล้มในห้องน้ำก็เฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง
หัวโนประจำ แต่มี 2 รอบ ที่เย็บ  8 เข็ม กับ 4 เข็ม
ทานข้าวก็ไม่รู้เวลา
บ่อยเลยที่ทานข้าวเย็นแล้ว
พอกลับเข้าบ้านกลับบอกว่าหิวข้าว จะออกไปทานข้าว
มีครั้งหนึ่งที่ท่านแอบเดินออกบ้าน ไปหาข้าวทาน
หลังทานข้าวเช้าไม่ถึงชั่วโมง เอาไม้ส้อยมะม่วงค้ำถ่อไป
แอบไปตอนผมเข้าห้องน้ำ เพื่อนบ้านต้องพะยุงมาส่ง

[มีแผนสอง คือ แวนเซนต์วูร์ด]
แม้จะมีพี่มะลิ กับญาติสนิทที่จะดูแลคุณแม่
แต่เมื่อวาน
ไปคุยกับผู้ดูแลที่โรงพยาบาลแวนเซนต์วูร์ด
มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ลำปาง
ทำให้ได้ข้อมูลว่า
ถ้าพาคุณแม่ไปอยู่แบบ Day care
คิดค่าบริการ 500 บาท
แต่ถ้าอยู่ประจำ ก็ต้องติดต่ออีกครั้ง
เพราะช่วงนี้ เตียงเต็มแล้ว
ก็ไปคุยไว้ เผื่อต้องใช้แผนสองเข้าสักวัน
คือ ถ้าทุกคนที่จะดูแลคุณแม่ ติดภารกิจกันหมด

[เล่าเรื่องคุณแม่]
ผมมักเล่าเรื่องคุณแม่ให้คนสนิทฟัง
เป็นการระบาย แต่สงสัยว่าเค้าไม่ชอบฟัง
ก็คงจะจริงนะ
เพราะผมมักเล่าเรื่องการขับถ่าย
เรื่องฉี่ เรื่องอึ ว่ามีปัญหาอย่างไร
และท่านก็มีปัญหาจริง
ตั้งแต่ปลายกันยายน ท่านเริ่มคุมการฉี่ไม่ได้
กลางวันจะคุมได้ดีกว่า ก็ลุ้นกันทุกวันเลย
แต่กลางคืน จะมี 2 วันใน 1 เดือนที่ไปทัน ไม่เลอะ
ที่เหลือก็ปล่อยที่หน้าห้องน้ำ หรือบนพื้นในห้องน้ำ
ก็ต้องค่อย ๆ ปรับตัวกันไป ทั้งผม และคุณแม่
นี่ผมก็ลุ้นว่าตนเองคงไม่โชคร้าย ล่วงลับไปก่อนคุณแม่
เพราะนึกไม่ออกว่าท่านจะอยู่อย่างไรต่อไป
เวลาดูหนังแล้วเห็นคนตาย อยากเล่าสู่กันฟัง
แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้เล่า ว่าฆ่าตัวตายเค้าทำกันอย่างไร
เพราะเข้าใจไปเอง ว่าคงไม่มีใครอยากฟังเรื่องการตาย
เค้าว่าเป็นลางร้าย
แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงบ่อยเลย
อาจเป็นเพราะเคยศึกษาเรื่องการจัดงานศพมาก่อน

http://www.thaiall.com/data/health.htm



13 เมษายน 2560 
เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ

ถ้าสนใจดูหนังเรื่องความตาย
เรื่อง "คนทำศพ" ได้รางวัลเพียบ
และสมควรอย่างยิ่ง ดูไปก็ร้องไห้ไป
Departures(2008)
https://iizitem.wordpress.com/2013/01/28/departures2008/


วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

วันนี้ปล่อยโฮ หลังดูหนังเศร้า ถือโอกาสระบาย เก็บไว้เยอะแล้วหนัก (๕๒.)

ล้ม ก็มาทำแผล เย็บหลายเข็มเหมือนกัน


[ตีกรอบ]
เปิดภาคเรียนมาได้ เกือบ 2 เดือนแล้ว
ผมโชคดีที่ที่ทำงานให้รับผิดชอบสอนวิชาที่เคยสอน
ไม่ต้องไปทุกวันเหมือนแต่ก่อน
วันไหนมีสอน จะพาคุณแม่ไปฝากน้าไว้
มีน้าหลายคนคอยให้กำลังใจเสมอมา พึ่งท่านได้
ล่าสุด พบปัญหาว่าคุณแม่มีกรอบความคิดของตนเอง
ไม่ค่อยฟัง
คือ ท่านคิดนอกกรอบ เกินกว่าที่คาดไว้มาก
ทำให้ต้องเปลี่ยนกรอบ และปรับไปตามสถานการณ์
พูดเรื่องกรอบ ทุกครั้งที่ไปพบนักศึกษาแต่ละกลุ่ม
ก็จะเตรียมกรอบไปให้นักศึกษา
วันนี้เอากรอบเรื่อง Ascii table
อีกวันเอาเรื่อง linked list บ้าง
array, algorithm, pseudocode บ้าง
ง่าย ๆ หน่อยก็ blogger กับ multimedia
ล่าสุดก็ array of char กับ pyramid
เข้าไปคุยกันนักศึกษาทีไร
ก็พบกรอบความคิดไปด้วย
ก็พบว่า นักศึกษาบางคนคิดนอกกรอบ
แล้วบางคนก็คิดในกรอบที่วางไว้ เป็นธรรมดาของโลกน่ะครับ

[ผมถูกตีกรอบ]
ปกติอยู่บ้าน ผมก็จะกำหนดกรอบให้ตัวเอง
เอาเรื่อง json, xml, android, gcc บ้าง
แต่ส่วนใหญ่วนกลับไปที่ responsive กับ wp ครับ
เพราะเป็นหน้ากากของทุกเรื่อง
เปลี่ยนเรื่องนิดนึง
วันนี้ดูหนังเรื่อง Odd Thomas (2013)
เคยดูแล้ว วันนี้กลับไปดูอีก
เพราะไม่หาอะไรคิด ทำ ตรวจงาน หรือเตรียมสอน
ก็จะดูหนัง
ผมเป็นคนที่ไม่ฟังเพลงครับ แต่ดูหนังได้
บางวันดู 3 เรื่อง บ่อยเลย

[สะปอยอยนิดนึง]
ช่วงชีวิตของผมปล่อยโฮ ก็ไม่กี่ครั้ง
ปล่อยตอนทุกข์ หรือเศร้ามากมายนั่นหละ
จะปล่อยตอนอยู่คนเดียว ปลีกวิเวกด้วย
ที่จำได้ก็พึ่งเป็นช่วงปีนี้หละครับ
เค้าว่าให้สวดมนต์ นั่งสมาธิ
อ่านหนังสือธรรมะ
ฟังเทป ฟังธรรม และอีกมากมาย ที่จะช่วยได้
แต่วันนี้ พอปล่อยโฮไปรอบนึง
รู้สึกสบายใจขึ้น ได้ผ่อนคลาย
คงเพราะได้ระบาย ที่เก็บไว้นาน
ปล่อยโฮตอนเห็นฉากจบในหนัง
หลังเห็น พระเอกต้องตกอยู่ในความเศร้า
เห็นใครเศร้า แล้วก็อดเศร้าไม่ได้
สมัยเด็กดู ดาวพระศุกร์ คนที่บ้านผมก็ร้องไห้ระงม
ตอนนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรกับเค้าหรอก ยังเล็กนัก
นึกถึงช่วงนี้
จำได้ว่าที่เคยปล่อยโฮไปอีกเรื่อง
ก็ตอนดูเรื่อง ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้ 
ชีวิตก็อย่างนี้หละครับ มีสุข มีเศร้า
คละเคล้ากันไป



หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ




วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560

คุมกล้ามเนื้อได้ยากขึ้น (๕๑.)

นั่งพัก เปลี่ยนมุมดูทีวี


ไม่ได้เขียนมาเดือนกว่าแล้ว
หลัง ๆ มามีอาการใหม่เกิดขึ้น 2 - 3 อย่าง

[ต้องให้มะขามแขกวันเว้นวัน]
ระบบขับถ่ายเริ่มมีปัญหา
คุณแม่จะบ่นปวดท้องเข้าห้องน้ำบ่อย
ดื่มน้ำน้อย ให้ดื่มก็บอกว่าท้องอืด
แอบเทน้ำทิ้งบ้างก็มี
บางครั้งจำได้ ก็จะให้เทน้ำใส่แก้วเยอะ ๆ
ในอดีตชอบดื่มน้ำมาก
เดี๋ยวนี้ จิบน้ำ ยังยากเลย
เพราะกลืนน้ำไม่เก่งเหมือนก่อน
บ่นปวดท้อง อยากเข้าห้องน้ำ
ดูแล้วให้มะขามแขก วันเว้นวันกำลังดี
ให้ครั้งละ 4 เม็ด
อาหารมีผลไม้ครึ่งหนึ่งทุกมื้อ
น้ำนมมีทั้ง ensure และ foremost รสจืด
ที่น่าจะเสริมการดื่มน้ำ
ที่เป็นน้ำกับยาก่อนอาหาร และน้ำกับยาก่อนนอนได้
อันที่จริงมียาระบายอีก 2 ขนาน
แต่ช่วงนี้เน้นสมุนไพรมะขามแขก
ที่เน้นการบีบลำไส้ใหญ่
มากกว่ายาระบายที่เพิ่มน้ำในลำไส้ใหญ่
เพราะให้ทีไร ท้องเสียทุกที

[ขากระตุก]
ขาคุณแม่กระตุกเห็นได้ชัดในบางวัน
เป็นผลจากโรคพาร์กินสัน กินยามา 2 ปีแล้ว
เห็นอาการเพิ่มขึ้นชัดเจนลงไปที่ขาก็ช่วงนี้
หลัง ๆ มา ช่วงเย็นจะกระตุกถี่ขึ้น
ถามท่าน ก็บอกว่ายุงกัน
ผมนึกถึงเท้าเป็นเหน็บเลย
คงรู้สึกว่าจี๊ด ๆ ที่เท้า เวลากระตุก

[น้ำลายไหล]
คุณแม่กลืนน้ำลายยากมาหลายเดือน
ช่วงนี้สำลักน้ำลายถี่มาก แต่ไม่ค่อยสำลักอาหาร
ทานข้าวช้า ท่านระวังเป็นที่สุด
คำไหนกลืนไม่ได้ก็คาย
กลางคืนก่อนนอน สติกำลังจะหาย
คุณแม่จะสำลักน้ำลายอย่างรุนแรงทุกคืน
หลัง ๆ มานี้ ท่านบ่นว่าน้ำลายไหลออก
เวลานอน ต้องคอยเช็ด
เข้าใจว่าการคุมริมฝีปากเริ่มแย่ลง
เช้ามาพูดได้ไม่ชัด
สายมาพูดได้ดีขึ้น
เวลาสติแข็ง ๆ ท่านก็พูดได้เสียงดังฟังชัดเลย
บางคืนก็นอนเพ้อคนเดียวตอนตีหนึ่ง
เล่าได้ชัด เป็นเรื่องเป็นราว ก็มี

วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มะขามแขก ใช้ไม่ได้ผล (๕๐.)

มีทั้งยาก่อนอาหาร ยาก่อนนอน
ยาระบาย และยาแก้แพ้


[อาการท้องผูก]
นั่งค้นในเว็บพบว่า
ผู้คนมากมายมีอาการท้องผูก มีหลายแบบ
คนธาตุเบา ทานอะไรนิดหน่อยก็แก้ไขได้
คนธาตุหนัก ทานอะไรเยอะหน่อยก็แก้ไขได้
คนท้องผูกอย่างมีสาเหตุ ต้องแก้ที่ต้นเหตุ
คุณแม่ของผม เป็นพาร์กินสัน
กล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารมีปัญหา
ประสาทควบคุมอัตโนมัติทำงานได้ไม่ดี
ไปหาหมอทั้งเรื่องการกลืน ปัสสาวะ และอุจจาระ
แต่ละอาการ ก็แก้ไขต่างกันไป เน้นธรรมชาติบำบัด
อาหารก็เน้น กล้วย มะม่วง มะละกอ สับปะรด ปลา กุ้ง
ขนมปังอ่อน ขนมหวาน
ช่วงนี้ มะม่วงน้ำปลาหวาน กับมะขามคลุก ทานทุกวัน
วิธีแก้ก็ใช้ยา
มะขามแขก
Bisolax
Laevolac
มีครั้งที่ไปหาหมอ สวนทวาร 2 วันต่อกันก็ไม่ออก
หมอให้ Laevolac มา พบว่า ออกมาแต่โดยดี
หลังทานไป 2 ช้อนโต๊ะ

[มะขามแขก 5 วันต่อกัน]
ช่วงแรก มะขามแขก มีฤทธิ์ทำให้ลำไส้หดตัว
แล้วเร่งให้อุจจาระออกมาแต่โดยดี
ทานเข้าไป ลำไส้จะหดตัว จนรู้สึกได้
คุณแม่ก็รู้สึก พยายามเข้าห้องน้ำทุกวัน
แต่ไม่ออก บ่นว่าอยากถ่าย แต่ไม่ออก
ช่วงแรกเคยได้ผล ทานเช้า ออกเย็นก็เคย
ทานวันที่หนึ่ง ไปออกวันที่สาม ก็เคย
เริ่มตั้งแต่วันละ 2 เม็ด ไปถึงวันละ 4 เม็ด
แต่ช่วงหลังทานวันละ 4 เม็ด
ต่อกัน 5 วัน ไม่ออก แต่บ่นว่าปวดท้องอยากถ่าย
พออุจจาระที่ค้างท่อแข็ง
ใช้การสวนทวาร ก็ไม่ได้ผล
ก็ต้องพึ่งคุณหมอ
ท่านก็ตรวจเอ็กซเรย์ ให้ยา และมีคำแนะนำดี ๆ ให้

[ยาเพิ่มน้ำให้อุจจาระ]
อาการท้องผูกเป็นได้หลายสาเหตุ
คุณหมอให้ x-ray พบว่าลำไส้ไม่ตัน แต่ค้างท่อ
ก็ให้ยาน้ำ Laevolac
ให้คุณแม่กิน 1 ช้อนโต๊ะ ตอนบ่าย
แล้วกินอีกครั้งประมาณห้าโมงเย็น
พอหกโมง ก็ออกมา และออกมาอีกหลายครั้ง
ผมว่าเป็นยาที่ดีมาก แต่กลับผลข้างเคียง
1 ขวด มีไม่กี่ช้อนโต๊ะ ทานได้ไม่กี่ครั้งจะหมดขวด
กลับผลข้างเคียงด้วย เพราะรู้สึกจะดีมาก
ช่วงหลัง 
เปลี่ยนให้ยา Bisolax เป็นยาเม็ด
คุณสมบัติคือเพิ่มน้ำให้อุจจาระ 
หลังทานมาขามแขกมา 5 วัน แล้วไม่ออก
ก็ให้ Bisolax แบบเม็ด
พบว่าวันแรกของ Bisolax ระบายท้องหลายครั้ง 

คุณแม่ ก็สบายตัว ผมเองก็เบาใจ
เพราะถ้าไม่ออกก็คงต้องใช้ Laevolac
ที่เพิ่มน้ำให้อุจจาระเหมือนกัน แต่เป็นคนละตัวยา
อาการท้องผูกในผู้สูงอายุที่ต้องทานยาพาร์กินสัน
เป็นอะไรที่ต้องสู้กันยาวไป

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

อาการของคุณแม่ดีขึ้น (๔๙.)

ทานยำวุ้นเส้นทะเล ที่โลตัส คุณแม่พอทานได้


[คุยการกิน การขับถ่ายได้ ก็สบายใจ]
อาการโดยรวม ทางร่างกายภายนอกดีขึ้นมาก
คุณแม่สามารถเดินเองได้ในระยะใกล้ ๆ
เดินเองได้ในห้องน้ำช่วงกลางวัน
เพราะที่เกาะเยอะ
ท่านไม่ยอมให้ผมเข้าไปช่วยในห้องน้ำ
อยากช่วยเหลือตนเองตลอด
แม้จะเซล้มบ้าง โชคดีทุกครั้งที่ไม่มีอะไรหัก
การขยับร่างกาย ดีขึ้นกว่าช่วงก่อน
หลายวันที่ผ่านมาไม่มีคายอาหารเลย
ทานได้หมด เลือกน้อยลง
เพราะเอาผัดผักให้ และท่านบอกโอเค
ท่านก็ทานได้ เช่น ถั่วงอก หรือดอกกระหล่ำ
แต่ก็มีข้าวเพียง 2 ช้อน ส่วนอีกครึ่งเป็นผลไม้
ทานขับถ่ายมีมะขามแขกจะให้ทุก 3 วัน 4 เม็ด
ถ้าให้ก่อนนอน จะดีกว่าให้ตอนเช้า
เพราะฤทธิ์ของยาจะไปออกตอนกลางวัน

[ความทรงจำหายไป]
เช็คเรื่องความจำตลอด
ระยะหลังท่านจำผมไม่ได้
จึงจำครอบครัวของผมไม่ได้เลย
จำไม่ได้ว่า พ่อของผม กับ แม่ของคุณแม่เสียชีวิตไปนับสิบปี
ถามหา และอยากติดต่อเสมอ
ถ้าบอกความจริงก็จะโกรธ หาว่าโกหก
ตอนหลังมา ก็เออออห่อหมกไปกับคุณแม่
หรือเปลี่ยนเรื่องคุย เช่นเล่าอาการเจ็บป่วย
คุณแม่ก็จะลืมเรื่องที่คาใจไปได้ระยะหนึ่ง
แล้วคุณแม่ก็คิดว่าอายุยังไม่มากนัก
รักสวย รักงาม เหมือนตนอสาว ๆ

[สระผมเอง]
สัปดาห์ที่แล้ว
คุณแม่มีความทรงจำว่าต้องให้ร้านเสริมสวยสระให้
วันนี้ คุณแม่ขอสระเอง สระที่อ่างล้างหน้า
ถือเป็นครั้งแรก ในการสระผมวิธีนี้
ก็ลุ้นว่าครั้งต่อไป จะเลือกวิธีไหน
เพราะที่ผ่านมา
ป้าไผแก้ว ร้านเสริมสวย ก็แนะนำให้สระเอง
เดินทางไปมาก็ลำบาก
และการสระผมก็ไม่ยากนัก ทำได้

[การสั่นมีมากขึ้น]
ระยะนี้ ขาคุณแม่สั่นบ้าง บางทีก็สั่นครึ่งตัว
แต่ไม่มาก ที่ทราบก็ประมาณ 3 - 4 ครั้งต่อวัน
หลังทานยาคุมพาร์กินสันก่อนอาหาร
อาการยังไม่เกิด จะเกิดหลังทานยาแล้วหลายชั่วโมง
ก็ติดตามอาการนี้ไปเรื่อย ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560

กินอิ่ม นอนหลับ ขับถ่ายสะดวก (๔๘.)

นี่ก็ย่างเข้าเดือนที่หก
พึ่งจะลงตัวในการดูแล 3 เรื่องหลักของคุณแม่

อาหารเย็น ในเย็นวันหนึ่ง
ช่วงฤดูร้อน ที่ร้อนสุด ๆ


[กินอิ่ม]
คุณแม่ทานได้เฉพาะของที่ชอบ กับคนที่ใช่
อะไรที่ให้แล้วไม่ทาน แสดงว่าไม่ชอบ
อาหารคาวก็มี
ข้าวผัด กุงเชียง ไข่เค็ม ปลากรอบ
ปลาทู ชะอมทอดไข่ น้ำพริกกะปิ โจ๊ก
นอกนั้นก็นึกไม่ค่อยออกว่าชอบทานอะไร
แต่ผลไม้ กับขนมทานได้หมด
ทำให้การเตรียมอาหาร ก็ต้องเสิร์ฟหลายอย่างพร้อมกัน
โดยปิดท้ายด้วย ensure คือ อาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ
ผลไม้ก็พยายามหาที่มีไฟเบอร์เยอะ ตามฤดูกาล
เช่น สับปะรด ส้มโอ กล้วย ส้ม มัน ฟักทอง แอปเปิ้ล
ผลคือ คายอาหารระหว่างทานลดลงมาก

[นอนหลับ]
มีอยู่วันหนึ่ง เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
คุณแม่เวียนศีรษะ ทานข้าวไม่ได้ ไปหาหมอ
คุณพยาบาลแนะนำว่าให้นอนดึก
ผมก็ปรับพฤติกรรม คุยกับคุณแม่ ก็ต้องคุยกันบ่อย
ให้นอน 3 ทุ่ม สองทุ่มกว่าก็ทานยาก่อนนอน
เพราะ 6 โมงเย็น แม่ก็อยากเดินเข้าไปหลับแล้ว
พอคุยเข้าใจท่านก็จะยอมมานั่งดูทีวี
แต่ต้องนั่งเฝ้า
ไม่อย่างนั้นก็จะงัวเงียเดินเข้าไปหลับอยู่เรื่อย
บางครั้งเผลอ ท่านก็เดินเข้าไปล้มบนที่นอน
ก็ต้องนั่งเฝ้า และบอกท่านว่านอนดึกเพื่อสุขภาพ
สมองจะได้พักผ่อน ไม่อ่อนล้าในตอนกลางวัน
ผลการนอน 3 ทุ่มน่าประทับใจ
ท่านตื่นนอนกลางดึกน้อยลงมาก
บางวันก็ลวดเดียว ถึงเช้าเลย

[ขับถ่ายสะดวก]
ล่าสุด ไม่ถ่าย 10 วัน
ใช้ทั้งมะขามแขก และสวนทวาร
คุณหมอให้ ยาแลคตูโลส หรือ แลคทูโลส (Laevolac)
ทาน 2 ช้อนโต๊ะ และซ้ำอีก 1 ช้อนโต๊ะ
ที่ค้างไว้ 10 วันออกหมดเลย หลังทาน 4 ชั่วโมง
พอออกมาเที่ยวนี้แล้ว โล่งใจ
ผมก็ตั้งใจเพิ่มมะขามแขก
จาก 2 เม็ดเป็น 4 เม็ด และเพิ่มน้ำ เพิ่มกากเยอะ ๆ
เพราะรอบที่แล้วให้ 2 เม็ด ทานต่อกัน 4 วัน
บวกสวนทวาร หลายวัน แต่ไม่เห็นผล
ถ้าให้ 4 เม็ด แล้วไม่เห็นผล
คงต้องให้ยาแลคตูโลส แบบที่หมอให้
แต่ทาน 2 ช้อนโต๊ะนี่ ขวดหนึ่งก็ทานได้ไม่กี่ครั้ง
เห็นประสิทธิภาพของการแก้ท้องผูกแล้ว
รู้สึกน่ากลัวเหมือนกัน
ที่รู้ คือ ต่อไปมียาที่ใช้สู่กับท้องผูกอย่างได้ผลแล้ว

ยาแก้ท้องผูกขั้นเทพ เมื่อทาน 2 ช้อนโต๊ะ
ผมว่าได้ผลกว่ามะขามแขก 2 เม็ด แน่นอน


วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

รักแม่ต้องไม่ตามใจ ห้ามนอนแต่หัววัน (๔๗.)

ชวนคุยจนเหนื่อย ในที่สุดคุณแม่ก็นั่งหลับ


[เวียนหัว อาเจียน]
มีอยู่วันหนึ่ง คุณแม่ตื่นเช้ามาก็ปกติ
ทานข้าวไปได้ 3 คำ
คายทุกคำ แล้วหยุดทานเลยในมื้อนั้น
หยุดทุกอย่าง แม้แต่นม
จากนั้นคุณแม่ก็บอกว่า
ในคอสั่น แล้วก็หยุด
แขนขวาทั้งแขนกระตุกให้เห็นชัด
ซึ่งเป็นอาการของพาร์กินสัน
ที่ส่อออกมาให้เห็นได้ชัดเจนกว่าทุกครั้ง
จากนั้นก็เริ่มอวกน้ำลาย สลับกับฟลุบนอน
ก็ให้นอนที่โต๊ะอาหารเลย หนุนหมอนฟลุบกับโต๊ะ
เพราะคุณแม่อวกเกือบตลอด ทุก 5 นาทีแล้วหยุด
ความถี่ดีขึ้น ทิ้งระยะห่างแต่ละครั้งนานขึ้น
อาการแบบนี้ เคยเป็นประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วหยุด
แต่ครั้งนี้เป็นนาน จนไม่สามารถทานข้าวเที่ยงได้
กว่าจะฟื้นตัวก็บ่าย 2
ถึงจะเริ่มทานอะไรได้ปกติ
ก็เริ่มจากแตงโมแสนอร่อย

[ขอยาหมอ]
จากการเจ็บป่วย
จึงไปโรงพยาบาล เพื่อขอยากันเวียนหัว กับอาเจียน
เพราะยาอื่นมีแล้ว ทานตลอดในการควบคุมของหมอ
แล้วก็ขอหนังสือรับรองผู้พิการด้วย ก่อนไป พมจ.
เพื่อขอบัตรผู้พิการ และใช้สิทธิผู้พิการต่อไป
คุณหมอให้ยามา 2 รายการตามที่ร้องขอ
ต่อไปเวลาเวียนหัว ก็จะได้กิน
เพราะอวกนาน ๆ แล้วไม่ดีเลย
การรับรองผู้พิการ ก็ติดต่อห้องกายภาพ
คุณพยาบาลแนะนำดี อำนวยความสะดวก
จนได้ใบรับรองผู้พิการมาเรียบร้อย

[อย่าตามใจคุณแม่]
คุณพยาบาลที่โรงพยาบาลเกาะคา
แนะนำดีมาก ละเอียดยิบ เหมือนอยู่ในเหตุการณ์
ทำให้ผมเห็นภาพ มั่นใจที่จะไปควบคุมคุณแม่ได้
ปกติตามใจคุณแม่ จะให้นอนแต่หัววัน ก็ราว 18.00น.
แล้วคุณแม่ก็จะเรียกลุกเข้าห้องน้ำ
เกือบทุก 2 ชั่วโมง
ก่อนมืด กับก่อนแจ้ง ก็จะถี่หน่อย
คุณพยาบาลบอกว่า ที่เล่ามา นอนเร็วไป
น่าจะนอนจริงราว 3 - 4 ทุ่ม
จะได้ไปตื่นตอนเช้า
เพราะนอนเร็ว ก็จะตื่นดึกในขณะที่ทุกคนหลับ
ถ้านอนเร็ว ก็จะหลับแป๊ปเดียว กลางคืนก็ไม่นอน
ทำให้สมองไม่ได้พัก และคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้
คิดฟุ้งซ่าน
เก็บคำพูดคนอื่นมาเป็นเรื่องตัวเองได้
อาจทำให้เวียนหัวตอนกลางวัน และอาเจียน
พฤติกรรมที่ถูกต้องในช่วงต่อไป
คือ ต้องคุยกับแม่ช่วงเย็น ไม่ยอมให้เข้านอนเร็ว
ช่วงแรกนี้ ปล่อยให้ท่านหลับบนรถเข็นไปก่อน
เพราะเปลี่ยนทันทีก็ไม่ดี ต้องค่อยเป็นค่อยไป
โชคดีที่ท่านฟังเหตุผล และไม่ดื้อ
ต่อไปท่านก็จะชินกับการหลับดึกขึ้น
ทำให้หลับในเวลากลางคืนได้เป็นเวลานานขึ้น
ในขณะที่ปรับการหลับดีขึ้นนี้
พาร์กินสันก็มาเร็ว วันนี้กลางวันท่านก็สั่นให้เห็นชัด
สั่นไปทั้งตัว ไม่ได้สั่นเฉพาะจุด
สั่นเสร็จคุณแม่ก็บอกว่ากลัว
ก็ปลอบใจว่าไม่เป็นไร คุณหมอกำลังรักษา
เพราะได้ยามากินหลายเม็ด เกือบ 2 ปีแล้ว
พรุ่งนี้ก็คงต้องสังเกตใกล้ชิดต่อไป

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560

คุณแม่หลายโหมด (๔๖.)

อาหารของมายมัม


[มีเพื่อน/ญาติมาเยี่ยม]
ถ้าเป็นญาติที่คุณแม่รู้จักในอดีต
และชวนคุณแม่คุยเก่ง ๆ มาเยี่ยมถึงเรือนชาน
คุณแม่จะเข้าโหมด Active
คือ พูดคุยโต้ตอบเหมือนปกติ
ไม่แสดงอาการป่วย ไม่มีง่วงซึมให้เห็น
จำอะไรได้มากมาย โดยเฉพาะญาติในอดีต
ส่วนบางครั้ง
ซึ่งเป็นได้ทั้งช่วงกลางวัน หรือกลางคืน
เมื่อคุณแม่จะนึกเรื่องอะไรขึ้นมา ที่เป็นปัญหา สักเรื่อง
ที่ห่วง กังวลเป็นพิเศษ จะเข้าโหมด High Active
ก็จะแสดงออกทางสายตา ทำตาโต กว่าปกติเยอะ
ซึ่งที่ผ่านมา เวลาเข้าสู่โหมดนี้
แล้วผมตอบปัญหาได้ เฉไฉ เปลี่ยนเรื่องได้สำเร็จ
คุณแม่ก็จะกลับเข้าสู่โหมด Normal
คือ รู้สึกเฉย ๆ ไปถึงปกติ
เหมือนตอนนั่งดูทีวี หรือชมนกชมไม้

[ง่วงซึม]
ปกติแล้ว ผมจะปล่อยให้คุณแม่ตัดสินใจในทุกเรื่อง
ตามใจตลอด
จะลุก จะนั่ง จะกิน จะเดิน จะนอน ก็แล้วแต่เลย
เพราะขัดใจไม่ได้
คุณแม่ไม่ค่อยฟังเหตุฟังผล ไม่ยอมท่าเดียว
แต่บางเรื่องก็ต้องขัดใจ
เช่น อยากไปในที่สถานที่ในอดีต แต่ไม่มีในปัจจุบัน
อยากพบคนที่จากไปนานแล้ว หรือ หาของที่ไม่มีมาก่อน
เมื่อไม่ได้อย่างใจ คุณแม่จะเข้าโหมด Sleepy
ที่สลับไปมาระหว่าง Normal กับ Sleepy ในช่วงกลางวัน
ถ้าเข้าโหมดนี้ถึงระดับหนึ่ง
ก็จะพาไปนอน ซึ่งท่านก็จะเป็นคนตัดสินใจเอง
อยู่ ๆ พาไปนอนก็ไม่ยอม
หลัง ๆ ท่านชอบนั่งอยู่ในครัว บางทีก็นั่งหลับในครัว
ในครัว คือ ห้องทานอาหาร ทานเสร็จก็นั่งต่อเลย
คงเพราะผมบอกท่านว่าเข้าครัว ไปเตรียมอาหาร
ระยะหลัง
คุณแม่ชอบจะนั่งในครัว หลังทานอาหารเสร็จ

[ช่วยตัวเองได้ กับไม่ได้]
ในบางเวลาที่อยู่ในโหมด Active
ท่านจะช่วยตัวเองได้ระดับหนึ่ง เดินระยะสั้นได้
แต่ก็เป็นเวลาสั้นเท่านั้น และชอบแอบทำ
หรือทำไปโดยไม่รู้ตัว ทำแบบใจลอย
เช่น นั่งรถเข็นในครัว ผุดลุก ผุดนั่งจะเดินเข้าบ้าน
ทั้งที่ผมก็นั่งอยู่ข้าง ๆ พอถามว่าจะไปไหน
คุณแม่บอก จะไปห้องน้ำ ก็ให้นั่งรถเข็น แล้วพาเข้าบ้าน
หากไม่ทักก็จะเดินใจลอยเข้าไปในบ้านคนเดียว
ลืมผมนั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว
ถ้าปล่อยท่านไป ก็จะเดินโซเซ ซึ่งล้มได้ทุกเวลาเหมือนกัน
ถ้าเข้าโหมด Sleepy มีปัญหาการทรงตัว
ไม่กังวลเรื่องเดินโซเซ ไม่กลัวเซล้ม
เดินไปตามใจสั่ง ที่เรียกว่า ใจลอย เกิดขึ้นบ่อย
ส่วนใหญ่ระยะหลังคุณแม่เริ่มดูแลตัวเองได้ดีขึ้น
ขัดขืน เพื่อจะทำเอง มีความอยากหายเป็นทุน
เข้าสู่โหมด Normal นานกว่าแต่ก่อน
แต่ตอนกลางคืน ช่วงตื่นเข้าห้องน้ำ
มักอยู่ในโหมด High Sleepy
ตอนพยุงเข้าห้องน้ำ ขาก็จะไม่มีแรง ทรงตัวแทบไม่อยู่
บางครั้งก็สั่นไปทั้งตัว จากพาร์กินสัน
แต่อาการสั่นมีไม่บ่อยนัก
ตอนกลางวันจะไม่มีอาการสั่นให้เห็น
ที่เห็น คือ ควบคุมการกลืนน้ำลายไม่ได้
กลางวันเคยกลืนน้ำลายได้ตลอด
รับยาไป 3 เวลา ทำให้กลืนน้ำลายกลางวันดีกว่า
ตื่นนอนใหม่ก็ไม่สั่น มีอาการที่ค้างอยู่ คือ ง่วงซึม
การง่วงซึมในช่วงเช้ามีผลต่อการกลืนอาหาร
ซึ่งข้าวเช้าเป็นมื้อที่หนักใจที่สุด
เนื่องจากกลืนได้ไม่ดี แต่ก็ไม่เคยสำลัก
เหมือนพาร์กินสัน กับอัลไซเมอร์จะเพิ่มขึ้นทีละน้อย

วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

สุขภาพจิตผู้ดูแลก็น่าห่วง (๔๕.)

วันเซ็งเม้ง

[ผู้ใหญ่ให้ข้อคิด]
มีโอกาสพบหมอเพชรินทร์
ท่านให้ข้อคิดไว้หลายเรื่อง
โดยเฉพาะความห่วงใย
ที่มีต่อผู้ดูแล
เพราะล้มคนหนึ่งก็ล้มกันหมด
แล้ววันนี้อาตา ลูกป้าศรี
พาป้าศรีมาเยี่ยมที่บ้าน ขอบคุญมาก ๆ
อาตา ท่านเป็นอาจารย์สอนพยาบาล
ก็แนะนำว่าผู้ดูแลก็เครียดได้
ต้องหาเวลาพัก ผ่อนคลายบ้าง
อาจอาทิตย์ละครั้ง
เพราะอาจไประบายกับคนป่วยได้
และแนะนำเรื่องคุณหมอในลำปาง
ผมก็ดูแลจิตตนเองด้วยการนั่งสมาธิ
อ่านหนังสือธรรมะ
พิจารณาดูโรคของพระเกจิ
ว่า แต่ละรูปละสังขารด้วยโรคใด
ก็ทำให้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น
พรุ่งนี้
อาต๋อยก็จะพาป้าวรรณมาเยี่ยม
และเป็นวันเช็งเม้ง ที่ผมคงไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมเช่นทุกปี

[เดินออกบ้าน] 
อาตา แนะนำให้ระวังพฤติกรรมของคุณแม่
ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ อาจเดินออกบ้านเอง
คุณแม่ของผมก็เคยเดินออกบ้านเองมาแล้วครับ
ตอนนั้นน้อยใจ มีปัจจัยที่ผมคุมไม่ได้
ท่านก็คิดเยอะ เป็นภาพจินตนาการของท่าน
จบด้วยการเดินไปพึ่งเพื่อนบ้าน
แต่ผมเดินประกบ ป้องกันท่านเดินเซล้ม
ปัญหาเกิดจากจินตนาการที่มีทุกวัน
ใหม่บ้าง เก่าบ้าง พฤติกรรมก็เปลี่ยน
จินตนาการยังไม่มากจนเกินควบคุม
โชคดีว่า ไม่มีอารมณ์ และยังฟังเหตุฟังผลอยู่
ทุกวันนี้ต้องดูแลจินตนาการของคุณแม่อย่างใกล้ชิด
อาตา ถามว่า จะมาเยี่ยมอีกได้ไหม
ผมก็ตอบว่าได้
ใครก็มาเยี่ยมบ่อย ๆ ได้ มักเป็นผลดีมากกว่า
เพราะผมพาแม่ออกบ้านทีไร
สติของคุณแม่ก็จะแข็งแรง
แม้แลกด้วยจินตนาการใหม่
ผมก็ว่าคุ้มนะ

[พฤติกรรมเปลี่ยน]
ขาของคุณแม่ไม่แข็งแรง
ความจำเสื่อม และกล้ามเนื้อมีปัญหา
จากพาร์กินสัน
ปัญหาสมองดูทรง ๆ ไม่ทรุดเยอะ
ในส่วนของขาดีขึ้น
จากการดูแลมาเกือบ 5 เดือน
พฤติกรรมท่านเปลี่ยนตลอด
ตอนนี้จะเน้นนั่งในครัว
หรือหน้าห้องครัว รับอากาศถ่ายเท
ง่วงก็นั่งหลับ
บางทีเข้าห้องน้ำเสร็จ
ก็ขอกลับไปนั่งในครัวที่ทานอาหาร
นาน ๆ ทีถึงจะมานั่งในบ้าน
หรือเข้าห้องนอน ก็น้อยกว่าแต่ก่อน
และเปลี่ยนสถานที่เร็ว
คือ เบื่ออยู่ที่เดิม ก็ขอไปอยู่อีกที่
เปลี่ยนบ่อยครับ ผมก็ตามใจ ไม่เคยขัด
พักหลังผมก็เริ่มติดมือถือซะแล้ว
เพราะหาเวลาแตะคอมพิวเตอร์ได้น้อย
บทความนี้ก็เขียนบนมือถือ


วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือธรรมะให้คุณแม่ฟังบ้าง นิดนึง (๔๔.)

หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถร)


[ความสามารถในการเดินดีขึ้นมาก]
ระยะนี้ เห็นว่าความสามารถในการทรงตัว
ของคุณแม่ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วงแจ่มใส
ตอนแจ่มใส หรือมีสติ ในช่วง 2 - 3 วันนี้
พบว่า เดินได้ดีมาก
ตามมาด้วย น้ำเสียงแข็ง สายตาแข็ง การทรงตัวดี ความมุ่งมั่นสูง
และมีจินตนาการและย้อนอดีตที่มากกว่าปกติเยอะ

ช่วง 11โมงเช้า ถึงเย็นจะมีสติที่แข็งขึ้นมาก
ทำให้สามารถยืนเดินได้ไม่มีปัญหา
หากมีที่เกาะระหว่างทาง ก็ไม่ต้องห่วงเลย
การเซหน้า เซหลังมีบ้าง
นั่นทำให้ไว้วางใจไม่ได้มากกว่าเดิม
เดิม ปล่อยไว้ตรงไหน ก็นะอยู่ตรงนั้น
ตอนนี้ ปล่อยไว้ไม่ได้ จะเดิน หรือเดินตาม
และทำในเวลาอันสั้น
เช่น ไปหยิบของ ก็แทบจะเดินตามกันเลย

[หากิจกรรมทำยามว่าง]
ที่บ้านผมมีตู้หนังสือเก่าหลายตู้
และหนังสือไม่น้อยเป็นหนังสือธรรมะของคุณพ่อ
ที่เสียไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
หนังสือของคุณแม่ก็จะมีหนังสือเรื่องสุขภาพ กับตำราอาหาร
หนังสือของผมที่พึ่งขนไป ก็จะเป็นหนังสือคอมฯ ที่จับน้อยลง
วันนี้นั่งอ่านบทปลงสังขารให้คุณแม่ฟัง
ก็ไม่แน่ใจว่าคุณแม่คิดอย่างไร
เพราะท่านไม่มีปฏิกิริยา หรือฟังแล้วเฉย ๆ
พรุ่งนี้คงต้องอ่านให้ฟังใหม่ แต่พูดมากไปก็ไม่ดี
กลัวจินตนาการที่มีเยอะ และเยอะอยู่แล้ว
ส่วนหนังสือธรรมะ ตอนนี้ผมหยิบมาอ่าน 2 เล่ม
คือ หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล และ หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถร)
สนใจในส่วนของ ชีวประวัติและจริยาวัตร และการมรณภาพ
พออ่าน พอทราบ ก็จะได้มีข้อมูล
ชวนคุณแม่คุยเรื่องธรรมะ กับหลวงพ่อ
วันนี้บ่าย ๆ นั่งสมาธิกับคุณแม่
เพราะชวนย้ายที่บ่อย มานั่งในครัว
ท่านก็นั่งดู ส่วนผมนั่งเพลินไปหน่อย เผลอหลับให้ท่านนั่งเฝ้า

[ชวนอ่านหนังสือธรรมะ]
หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถร)
http://www.thaiall.com/dhamma/

มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะ
ชื่อหนังสือ "หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถร)"
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
ฉบับที่ผมมีคือ เล่ม 2 พระธรรมเทศนา สำหรับคฤหัสถ์
มี 22 หัวข้อ และ "ชีวประวัติและจริยาวัตร" เป็นหัวข้อที่ 23
ISBN : 974-89198-3-8
พิมพ์ครั้งที่ 5 เมษายน 2537
ผู้จัดพิมพ์เล่าว่า พิมพ์ครั้งแรก 11 เมษายน 2534
ในหน้า 390 แจ้งว่า หลวงพ่อชา อาพาธนาน 11 ปี
และถึงแก่มรณภาพ เมื่อพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2535
แสดงว่าตอนหนังสือเล่มนี้ออก หลวงพ่อยังไม่มรณภาพ
ใน e-book เล่ม 2 หน้า 719 พบเนื้อหาตรงกับเล่มที่ผมมีอยู่
ไม่ได้ปรับปรุงในส่วนของ ชีวประวัติและจริยาวัตร
หัวข้อ 30 หลวงพ่ออาพาธ ใน ชีวประวัติและจริยาวัตร
เล่าว่า มีอาการความจำไม่ดี อาการโงนเงน ทรงตัวไม่ดี
เมื่อย และอ่อนเพลีย มีอาการหนักตึงที่ต้นคอ
พบช่องภายในสมอง ที่น่าจะมาจากอาการสมองเสื่อม
ต่อมาพบว่าเป็นเบาหวาน
หัวข้อ 31 เล่าเรื่อง ผ่าตัดเจาะกระโหลก 31 ตุลาคม 2524
หัวข้อ 32 เล่าเรื่อง ผ่าตัดเจาะคอ 29 มีนาคม 2530
เนื้อหาของหนังสือ ชีวประวัติและจริยาวัตร จบเพียงเท่านี้

หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล


เนื้อหาหลักอ่านได้จาก e-book นะครับ
ภาค 1 สำหรับบรรชิต
http://www.kanlayanatam.com/book/48PratamPuCha_part2.pdf
ภาค 2 สำหรับ คฤหัสถ์
http://www.kanlayanatam.com/book/48PratamPuCha_part1.pdf

วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

เซียนท้อ หรือ ม่อนไข่ หรือ ละมุดอินเดีย (8.)

ถามเพื่อนที่ lamang cty
เค้าว่าลูกนี้เรียก เซียนท้อ


เล่าเรื่อง "ผลไม่เหลือง ๆ เมล็ดสีน้ำตาล"
คุณน้าของผมไปซื้อจากตลาดเกาะคา
เห็นว่าลูกละ 15 บาท ซื้อมาชิม 1 ลูก
เห็นว่าเหลืองแล้ว ปอกเปลือกชิมดูก็พบว่า "ฝาด"
แม่ค้าบอกว่าให้กินตอนสุกงอมแล้วจะหอมหวาน
สงสัยยังไม่งอม

ไปถามในกลุ่ม lampang city
ก็มีเพื่อน ๆ มาบอกว่าเป็น "เซียนท้อ"
ในหลายอำเภอมีขาย และไม่แพง
แสดงว่ามีสวนในภาคเหนือ ปลูกตามบ้านน่าจะมีเยอะ
แต่ที่บ้านผมไม่ได้ปลูกต้นนี้ น่าหามาปลูกนะนี่
https://www.facebook.com/groups/243126115797740/permalink/1201489609961381/



ม่อนไข่
ชื่อสามัญ Canistel, Egg fruit, Tiesa, Yellow sapote, Canistelsapote, Chesa (ฟิลิปปินส์), Laulu lavulu หรือ Lawalu (ศรีลังกา)

ม่อนไข่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Pouteria campechiana (Kunth) Baehni (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Lucuma campechiana Kunth) จัดอยู่ในวงศ์พิกุล (SAPOTACEAE)

สมุนไพรม่อนไข่ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า
ลูกท้อพื้นบ้าน (ราชบุรี),
ท้อเขมร (ปราจีนบุรี),
ทิสซา (เพชรบูรณ์),
เซียนท้อ เขมา ละมุดเขมร ละมุดสวรรค์ หมากป่วน โตมา (กรุงเทพฯ)

ลักษณะของต้นม่อนไข่
ต้นม่อนไข่ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงโดยทั่วไปไม่เกิน 8 เมตร และอาจสูงได้ถึง 27-30 เมตร
มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นประมาณ 1 เมตร ลำต้นมียางสีขาว ๆ ที่กิ่งอ่อนเป็นสีน้ำตาล
ผลไม้ม่อนไข่ เป็นผลไม้พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ (ประเทศเม็กซิโก) และในอเมริกาใต้ (ประเทศเบลีซ, กัวเตมาลา, คอสตาริกา, เอลซัลวาดอร์, ฮอนดูรัส, ปานามา, นิการากัว)


https://medthai.com/

วันนี้จิตไม่เชื่อง จิตกับกายพอเสื่อมก็คุมกันไม่อยู่ล่ะ (๔๓.)

สติมา ปัญญาเกิด
สติเตลิด ว่าง ๆ ค่อยไปดึงกลับมา
ถ้ายังมีเวลา ไม่เตลิดไปไกลนัก


[จิตไม่เชื่อง]
วันนี้ ก็เช่นเดียวกับทุกวัน
ตื่นแต่ไก่โห่ หากาแฟดื่มแต่เช้า
เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า อาบน้ำ
จัดการตนเอง ก่อนมาดูแลคุณแม่
พอเสร็จกิจ ก็มานั่งสมาธิ รอคุณแม่ตื่น
วันนี้นั่งสมาธิ กายพร้อม ใจก็พร้อม
แต่พบว่าจิตไม่เหมือนเดิม
ปกติผมจะนั่งใน 4 ระดับ
เริ่มต้น ก็มองลมหายใจเข้าออกสัก 10 นาที
แล้วเริ่มมองการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเอ็นดอร์ฟิน
จากนั้นก็พาจิตไปอยู่นิ่ง ๆ ที่ใดที่หนึ่ง
สุดท้ายก็ปล่อยให้จิตสงบ ว่างอยู่กับตัว เพราะจิตเชื่อง
แต่วันนี้จิตไม่เชื่อง และไม่นิ่ง
เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
ที่จิตไม่ยอมอยู่กับลมหายใจดี ๆ วิ่งไปนู่นมานี่
แปลกดีนะ ผมก็เลยปล่อยไป เลยตามเลย
จนกระทั่งคุณแม่เรียก จึงลุกออกมา

[จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว]
ตอนนี้ ผมยังแข็งแรง สุขภาพยังดี
ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ณ วินาทีนี้นะ แต่วินาทีอื่นไม่แน่
เวลานั่งสมาธิ
ถ้ากายไม่พร้อม จิตก็เป็นนายไม่ได้
หลายคนบอกว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
แต่นึกถึงกรณีของคุณแม่แล้ว
ผมว่า "ถ้าความรู้สึกนึกคิด คือ จิต"
ตอนกายป่วย เป็นอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อม
จนจำเหตุการณ์ จำพฤติกรรม จำผู้คนไม่ได้
ก็คงจะจำการควบคุมจิตไม่ได้ จิตที่เคยคุมกาย
ก็จะกลายเป็นกายที่คุมจิต
ซึ่งกายคุมจิตมาแต่ไหนแต่ไร
ตั้งแต่เกิดแล้ว เราพึ่งจะมาฝึกให้จิตคุมกาย
ก็ตอนที่ฝึก ไม่ฝึก ก็ไม่คุม ปล่อยเลยตามเลย
ฝึกแล้ว ก็ยังคุมกายได้ยาก
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ได้ไม่ตลอดเวลา
ปวดหัว เป็นลม เป็นลืมขึ้นมา จิตก็คุมกายยากล่ะ

[ถ้าผมบวช]
คิดเฉย ๆ จิตตนาการไปเรื่อย ๆ
ว่า ถ้า[ผม]บวชตอนอายุมาก แล้วปฏิบัติเยอะ สม่ำเสมอ
จนถึงขั้น ชำนาญการ เชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญพิเศษ
พออายุ 75 ปี แล้วความจำเสื่อม
สมองเสื่อมจะย้อนเวลา ว่าตอนนั้น อายุ 25 ปี

คิดว่าไม่เคยบวช ไม่เคยเป็นพระ ไม่เคยมีครอบครัว
ไม่เคยสนใจเรื่องนั่งสมาธิ ไม่เคยชำนาญเรื่องคุมจิต
นั่นคือ จิตคุมกายไม่ได้ และ กายคุมจิตโดยสิ้นเชิง
คิดแล้วเป็นทุกข์ กลับสู่การไม่คิดดีกว่า
ปล่อยจิตให้อยู่กับความนิ่ง ความว่างต่อไป น่าจะดี
ไม่คิดเรื่องทุกข์ ก็จะไม่เป็นทุกข์


วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

เหมือนย้อนเวลาไป 40 ปี หลังจากนั้นไม่เคยเกิดขึ้น (๔๒.)

หนึ่งในภาพที่นำมาเล่าให้คุณแม่ฟัง
แต่เหมือนท่านหยุดเวลาไว้ตรงนั้น


[ลืมไป และกลับมาจำได้]
โรคอัลไซเมอร์ ทำให้ลืมบางเหตุการณ์ไป
และอาจจำเหตุการณ์นั้นได้อีกครั้ง
มีความเป็นไปได้ที่ลืมบางเรื่อง และจำบางเรื่อง
สมองฝ่อ คือ เนื้อสมองหดตัว มักจะถาวร
ทำให้ความทรงจำ และความสามารถบางอย่าง
รวมทั้งการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ช่วยตัวเอง
ค่อย ๆ เสื่อมถอย หายไป
คุณหมอบอกว่า ถ้าอาการเพิ่มขึ้น
ความสามารถที่จะช่วยตัวเองก็จะลดลง
ลดลงไปเรื่อย ๆ จนช่วยตัวเองไม่ได้เลย
ซึ่งอะไรที่ทำไม่ได้บ้าง ก็จะค่อย ๆ ปรากฎขึ้น

[หนึ่งในความน่ากลัว]
เห็นคุณแม่จำเหตุการณ์
ช่วงก่อนเกษียณ หลังเกษียณไม่ได้
จำเรื่องลูกชายตอนเป็นหนุ่ม แต่งงาน มีหลานไม่ได้แล้ว
ความจำของท่าน คือ มีลูกชายตัวเล็ก ๆ ที่พึ่งคลอด
หรือไม่ก็อายุประมาณ 7 ขวบ ก่อนเข้าโรงเรียน
ท่านบ่นเรื่องปัญหาการเอาลูกเข้าโรงเรียน
คือ ตอนผม 7 ขวบ คงกังวลเรื่องเอาลูกเข้าโรงเรียน
เคยพยายามพูดคุย
แต่เหมือนความจำในช่วงหลังผม 7 ขวบ
แทบจะไม่หลงเหลืออยู่เลย
จึงมีความกังวลค้างอยู่ และผุดขึ้นมาเสมอ ๆ
ผมอยากเรียกว่า ความจำที่หายไป ไม่ใช่การลืม

[ผลของการจำไม่ได้]
คุณแม่กำลังใช้ชีวิต ย้อนไปตอนอายุ 30 ปี
เป็นอาการของโรคอัลไซเมอร์เรื่องความจำ
ย้อนไปสมัยผมพึ่งจะเกิดได้ไม่กี่ปี
ทำให้ท่านกังวลเรื่องเหตุการณ์รอบตัว
ว่าเด็กชายคนนั้นหายไปไหน ลูกท่านหายไป
เหตุการณ์สมัยที่คุณพ่อผมยังมีชีวิต
ทำให้ท่านกังวลว่าทำไมคุณพ่อไม่เหมือนเดิม
คุณพ่อ คุณยาย คุณตา หายไปไหน ถามเป็นพัก ๆ
ดูจากภายนอก คุณแม่ปกติทุกอย่าง
หากพูดคุยกับลูกหลาน ท่านจะมีคำถามเยอะ
ผมที่เป็นลูกเอง ก็ยังทำให้ท่านสับสนเยอะ
เพราะท่านเชื่อว่า ลูกท่านยังเล็กนัก
และท่านก็ไม่ได้เชื่อในคำอธิบายของผม

[ถ้าผมเป็นบ้าง]
ทุกคนมีโอกาสเป็น และโอกาสเพิ่มขึ้น
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น
ถ้าผมเป็นโรคอัลไซเมอร์
แล้วจำเหตุการณ์ได้ถึงตอนอายุ 25 ปี
นั่นจะเป็นช่วงที่คิดว่ายังไม่แต่งงาน ยังไม่มีลูก
ผมก็คงมองหาแต่คุณพ่อ กับคุณแม่
เหมือนที่คุณแม่ของผม
มองหาคุณตา กับคุณยาย ที่จากไปแล้วกว่า 50 ปี
และลูกหลานที่ดูแลผม
ก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้าที่ผมไม่ยอมรับ
ทุกวันนี้ ผมยังโชคดีที่คุณแม่คิดว่าผมเป็นคุณพ่อ
ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ไม่รู้
นั่นเป็นโชคดีของผม

วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560

พาไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เรื่องเบา ๆ (๔๑.)



[หนัก เบา ก็เข้าโรงพยาบาล]
บ้านผมอยู่ใกล้โรงพยาบาล
มีอะไรก็จะพาคุณแม่เข้าโรงพยาบาล
หลายวันมานี้ท่าน ถ่ายเบา ไม่ค่อยดีนัก
ถ่ายหนัก ผมต้องช่วย และเริ่มฝืดขึ้น
ที่ผ่านมา ผ่านเรื่องหนักไปได้ทุกครั้ง แต่หนักใจอยู่
ส่วนถ่ายเบา ก็ไม่เคยมีปัญหา หลายวันนี้
วันนี้คุณน้ามาดูที่บ้าน และบอกว่าให้พาไปหาหมอเลย
ผมเห็นอาการมาหลายวัน ก็รอดูอาการให้แน่ใจ
แอบหวังว่าน่าจะกลับมาเป็นปกติ
วันนี้คุณน้าให้คุณแม่ทานน้ำเยอะกว่าที่ผมเคยให้
แต่จนบ่ายก็ยังไม่ถ่ายเบา ไม่ปวด ไม่เข้าห้องน้ำ
หลายวันมานี้ เข้าเช้า แล้วก็เย็นเลย
ซึ่งนั่นคือปัญหาเดิม
ที่ทำให้วันนี้ตัดสินใจพาคุณแม่ไปหาหมอ
เอาจริงแล้ว ถ่ายเบาสำเร็จด้วยดี วันละ 2 รอบ
คือ เช้าตรู่ กับ ประมาณ 2 ทุ่ม
เวลาอื่นเข้าบ่อย เข้าแล้วไม่ยอมออก นั่งแป๊ปนึงก็ลุก
เวลาอื่น อาจมีบ้าง ไม่ค่อยแน่นอน
แต่ไม่เกิน 4 ครั้งในหลายวันมานี้
สรุปว่า พาไปตรวจ เผื่อพบอะไรจะได้รักษาทัน

[สวนปัสสาวะ]
ไปถึง คุณหมอก็ให้สวนปัสสาวะ
มีคุณพยาบาลช่วยกันหลายคน คุณแม่กำลังใจดี
ก็คาดว่าจะเกิดขึ้น
เหมือนที่เคยอ่านจาก google ก่อนไปพบแพทย์
ทีแรกคาดว่าจะออกเยอะ เพื่อนำไปตรวจในแล็บ
คุณพยาบาลบอกว่า ออก 20 ซีซีเอง
บอกว่าสงสัยดื่มน้ำน้อย
แต่ใจผมคิดว่า
วันนี้ดื่มน้ำไม่น้อย ดื่มพร้อมยา ดื่มนม ทานข้าว 2 มื้อ
แต่น้ำออกน้อยมาก จากการสวนปัสสาวะ
ไปพบคุณหมอ ฟังผลแล็บ
ก็บอกว่า อาทิตย์หน้ามาตรวจใหม่
ให้ดื่มน้ำมาเยอะ ๆ
เพราะดื่มน้ำน้อย อาจเชื่อผลวันนี้ไม่ได้
และจะ x-ray ดูว่ามีนิ่วด้วยรึเปล่า
ยาที่ได้มา คือ ยาแก้ปวด กับยาพาร์กินสันที่ขอเพิ่มไป
ผมถามถึงยาที่ช่วยเรื่องปัสสาวะตามอาการ
คุณหมอบอกว่า
ยาที่ผมต้องการ เค้าไม่ให้กัน กับอาการแบบนี้
เพราะผลข้างเคียงเยอะ จึงไม่ได้ให้มา
รับทราบ เข้าใจ แล้วพาคุณแม่กลับบ้าน

[กลับบ้าน]
วันนี้กลับบ้านแล้ว ก็ให้คุณแม่ดื่มน้ำเยอะ
ดื่มนมช่วย ดื่มน้ำใบเตยช่วย
แต่ปัสสาวะยังน้อย หรือแทบไม่มา
เข้าห้องน้ำบ่อยเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรออกมาเหมือนเดิม เข้าไปเฉย ๆ
ตอนนี้ 2 ทุ่มแล้ว
ผมก็นั่งรอให้คุณแม่เรียกให้พาเข้าห้องน้ำ
หลังจากเข้ากันไปหลายรอบแล้ว
หวังว่าวันนี้จะปัสสาวะออกมาเยอะแบบทุกวัน
สรุปว่าเกือบ 3 ทุ่ม
คุณแม่ถ่ายเบาได้แล้ว คืนนี้ หวังน่าจะหลับยาวได้
เพราะช่วงกลางวัน ๆ นี้ ท่านไม่ได้พัก
น่าจะหลับพักผ่อนช่วงกลางคืนได้ยาว
หลังได้รับยาก่อนนอนไปเรียบร้อยแล้ว

วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

มองคุณแม่วันนี้ เหมือนมองตนเองในอนาคต (๔๐.)

เป็นรูปที่ผมให้คุณแม่ดู
แต่คุณแม่ไม่ยอมรับ ท่านว่าไม่ใช่พ่อ เข้าใจผิดกันไปใหญ่
เพราะพ่อที่ท่านรู้จัก เดินไปเดิมมา คอยดูแลท่านอยู่ตลอดเวลา


[วันนี้]
วันนี้ เสาร์ 11 มีนาคม 2560
อาหารวันนี้ใช้ได้ คุณแม่ทานอิ่มทั้ง 3 มื้อ
เช้า สังขยาฟักทอง ทานได้เยอะ
บ่าย แกงเลียง กับข้าวหลาม
เย็น แกงผักเสี้ยว ใส่ไข่มดแดง กล้วยอีก 1 ลูก
ทุกมื้อปิดด้วยน้ำขิง กับเอ็นชัวร์
คุณแม่ซึมมาหลายวัน ไม่ค่อยพูด
วันนี้ทานข้าวได้ดีกว่าหลายวันที่ผ่านมา
แม้จะกิน 3 คำ แล้วลงกระเพาะ 1 คำ ที่เหลือคายก็ตาม
ตอนเย็นมีเรื่องให้ประหลาดใจ
หลังทานข้าวเสร็จ ก็นั่งฟัง คสช. จนง่วง
ท่านก็บอกว่าจะไปล่ะ 
ผมจะพาเข้าห้องนอน หรือห้องน้ำ
แต่ครั้งนี้ท่านบอกว่าไม่ใช่ 
แล้วก็มีสีหน้าแสดงความโกรธ
ผมหยุดนิดนึง ถามว่าจะไปไหน
ครั้งนี้ท่านแสดงความโกรธมากกว่าเดิม
ผมจึงต้องพาท่านนั่ง แล้วค่อย ๆ ถาม
ว่าไปไหน
แล้วท่านก็สงบลง
ยอมเข้าห้องนอนตามปกติ

[มองแม่ ก็เหมือนมองผมในอนาคต]
ถ้าผมโชคดี ผมก็จะอยู่ดูแลคุณแม่ไปตลอด
แต่ถ้าผมโชคไม่ดี ต้องจากคุณแม่ไปก่อนวัยอันควร
นั่นก็คงเป็นโชคร้าย ของผมและคุณแม่พร้อมกัน
คุณแม่คงมีผมตอนอายุ 27 ปี
ดังนั้นอีก 27 ปี ผมก็จะอายุเท่าคุณแม่
โบราณว่า
ลูกหลายคน เลี้ยงแม่คนเดียวไม่ได้
แต่แม่คนเดียว เลี้ยงลูกหลายคนได้
ในอนาคต 
ตัวผมเองก็อาจมีปัญหาเรื่องการได้รับการดูแลแบบนี้
หากต้องป่วยเป็นอัลไซเมอร์ 
คงลุ้นว่าลูกจะสะดวกที่ต้องดูแลผมรึเปล่า
การบันทึก และทำความเข้าใจ
ทำให้ได้ใช้เวลาคิด และวางแผนมาก ๆ
หากในอนาคต ผมต้องล้มป่วยลง จะต้องทำตัวอย่างไร
เพราะโรคนี้ในเครือญาติฝั่งคุณแม่
ก็ยังไม่มีใครเคยเป็น จึงไม่มีประสบการณ์ตรง
พอเป็นขึ้นมาก็ฉุกระหุกเหมือนกันครับ ไม่ทันตั้งตัว

[อายุ 75 ปี]
ก็ไม่รู้จะโชคดีขนาดนั้นรึเปล่า
ถ้าผมอายุยืนเท่าคุณแม่ในวันนี้
การดูแลตนเอง เดี๋ยวนี้สืบค้นได้ง่าย ผ่าน google
ว่าเป็นอะไร รักษาอย่างไร มีผลข้างเคียงหรือระยะไหน
เรียกว่ารักษาไปตามอาการ
ไม่ว่าจะเป็นหมอ หรือพยาบาล หรือตัวผม
เวลาล้มป่วยก็อาจไม่โชคดี อาจรักษาไม่หายไปซะทุกโรค
นั่นเป็นสัจธรรมของชีวิต
ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
การนั่งมองคุณแม่ การบันทึกไว้ ทำให้ผมได้ทบทวน
ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร เคยทำอะไรในอดีตไว้บ้าง

คนเราลืมง่าย
ผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมแล้ว ผมจึงต้องบันทึกไว้
ที่เขียน blog ทิ้งไว้ เพื่อให้ตัวผมกลับมาอ่านอีกครั้ง

เมื่อเวลาล่วงเลยไป
ก็จะได้รู้ว่าตนเอง ทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง
มีอะไรที่ต้องเตรียมพร้อม หรือเตรียมใจอย่างไร
นั่นก็คือเหตุผมหนึ่ง ที่บันทึกทิ้งไว้
เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่ย้อนเวลาไม่ได้

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

คุณแม่สร้างปาฏิหาริย์อีกครั้ง (๓๙.)

ไก่ทอด KFC ท่านชอบมาก ๆ
สั่งว่าเอาไก่แบบในทีวี


[อยากกินไก่ทอดแบบในทีวี]
วันนี้ทานบะหมี่ หรือหมี่ซั่ว อร่อยเหาะ
เช้ามาคุณแม่ก็โซ้ยบะหมี่ใหญ่เลย
จำได้ว่าเข้าปากไป 5 คำ
หมดถ้วยที่เตรียมให้
แต่ลงท้องไปได้ประมาณสองคำ
มื้อบ่ายบะหมี่อีก
ก็ชะตากรรมเดียวกัน คือ กลืนลงคอไปไม่ได้มากนัก
หลังทานบะหมี่ กับผลไม้เสร็จ
บอกว่าอยากกินไก่ทอด คุยกันไป คุยกันมา
ก็จำได้ว่าอยากกินไก่ทอด KFC ที่เคยเห็นในทีวี
ผมจึงออกไปซื้อให้ และบอกให้นั่งรอ
คุณแม่ก็นั่งรอทานไก่จริง ๆ

[ไม่ทานหมู เนื้อ ไก่มานานแล้ว]
ทุกครั้งที่เห็นหมู เนื้อ ไก่
หรือผักอะไรที่ผิดปกติ จะเขี่ยออก หรือทิ้งลงถัง
หมูก็ไม่ทาน ทิ้งหมด
วันนี้ก็ถกกับคุณแม่ว่า ที่ขอไก่ทอด จะเคี้ยวได้เหรอ
เพราะท่านติดไม้จิ้มฟันทุกมื้อ และระหว่างมื้อ
มีอะไรค้าง ท่านจะหยุด และใช้เวลากับไม้จิ้มฟัน นานเลย
แล้วผมก็ต้องไปซื้อให้
ก็เตรียมลุ้นว่าจะทานได้กี่คำ
เพราะบะหมี่เมื่อเช้า ท่านยังเคี้ยวไม่เป็นเลย
ให้เคี้ยว ก็อม แล้วก็คาย ผ่านไปได้แค่สองคำ
แล้วไก่เป็นขา กับข้าวเหนียว ท่านจะได้สักกี่คำนะ
ก็ซื้อมา เผื่อท่านสู้
เพราะผมเชียร์ท่านให้ทานข้าวทุกคำ
ให้กำลังใจ ให้ท่านเคี้ยว และกลืน สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง

[ปาฏิหาริย์มีจริง]
มื้อนี้ผมไม่ได้เชียร์ เดินไป เดินมา นั่งดูกับคุณน้า
นัยตาท่านมุ่งมั่น กินจนหมดทั้งน่อง ฉีกเองเลย
คายบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา
คาดว่าท่านกลืนได้เกินครึ่งน่องเป็นอย่างน้อย
สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ คือ สมอง
วันนี้เรียกว่า Peak ได้เลย
ขณะท่านกินไก่ทอด
สมองน่าจะทำงานเต็มที่
เรียกว่า เยอะที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้
ฉีกไก่ เคี้ยวไก่ ได้อย่างคล่องแคล่ว จนหมด
ไม่มีหยุด ไม่มีค้าง ไม่มีใจลอยเหมือนมื้อก่อน ๆ
การทำงานของสมองที่เต็มที่แบบนี้
มักเกิดตอนออกนอกบ้าน ไปหาหมอ หรือมีแขกมาเยี่ยม
หรือกดดันจากสมองของตนเองที่ต้องทำให้สำเร็จ
เหมือนเป็นด่านที่ตนเองต้องผ่านไปให้ได้ แล้วก็ผ่านได้
โรคอัลไซเมอร์มีขึ้นมีลง เป็นธรรมดาครับ
ถ้าสมอง Peak ทุกวันก็ดีสิครับ
แต่จะสร้างสถานการณ์ทุกวันก็ไม่ได้
เพราะท่านไม่ได้ร่วมมือด้วยทุกมื้อ
หมี่ซั่ว แสนอร่อย