วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เรื่องยาว แต่ผมก็ว่างพอที่จะเล่าครับ (๓๖.)

คุณแม่ และผม
ได้ใช้ภาพเก่า ๆ กับคุณแม่ครับ
ดีนะครับ ไม่ใช่ Digital File เพราะจับต้องได้
forget me not


[แม่งอน จะไม่กินข้าวเอา]
เรื่องเกิดเมื่อคืน คุณแม่ขอปลดรูปหลานลงมา
แล้วก็แกะรูปทั้งหมดจากในกรอบรูป
เป็นกรอบใหญ่ มี 7 - 8 รูป
เป็นตอนเด็กของเด็ก ๆ ที่บ้าน
ไม่อธิบายมาก ดึงดันจะแกะ ก็ต้องตามใจ
เพราะรูปเซตนี้ท่านก็ทำกรอบเอง วางภาพเองหมด
แกะสมใจแล้ว ก็เอาวางไว้ที่เดิม
แล้วบอกว่าพรุ่งนี้ค่อยทำต่อ
พอเช้ามา ก็ขอดูภาพที่แกะอีกรอบ
คราวนี้บอกว่า ภาพเล็กที่ต้องการ และเห็นเมื่อคืนหายไป
ปัญหาเลยครับ
คือ ภาพเล็กที่ว่า ที่ต้องการนั้น ไม่เคยมีมาก่อน
ให้ผมหาให้เจอ บอกว่ารูปนิดเดียว สำคัญมาก
เป็นรูปลูกชายคนเดียวซะด้วย
หากันจนถึงมื้อเที่ยง ก็งอนว่ามีคนเอาไป
นั่งร้องไห้ ไม่ยอมทานข้าว ผมต้องปลอบใจอยู่พักหนึ่ง
จึงยอมไปทานข้าวเที่ยงตามปกติ

[ต้องการรูปของลูกชาย ไปทำอะไรนะ]
ทีแรกก็ฟังไม่ถนัดหู
พอฟังคุณแม่ นั่งฟัง นั่งซักกันดี ๆ
คุณแม่บอกว่า
จะเอารูปลูกที่มีปีเกิดไปเป็นหลักฐาน

เพื่อเอาลูกเข้าโรงเรียน
ตอนนี้ยังไม่เข้าโรงเรียน ไม่มีใครส่งเสีย ไม่มีใครสนใจ
ยังไม่มีหลักฐานอะไรเลย หายหมด
มีอยากเดียว คือ รูป กับวันเกิดที่อยู่หลังรูป
ที่เจอในกรอบรูปที่ขอปลดลงมาเมื่อคืน และวางไว้
พอถามว่าลูกอยู่ไหน
คุณแม่ก็บอกว่าลูกอยู่ในรูป
ตอนนี้ลูกที่อยู่ตรงหน้าท่านแก่เกินจะเป็นลูกแล้ว
สรุปว่า
ท่านไม่ฟังเหตุผล ว่า คนที่อยู่ตรงหน้าคือลูก
พูดไป ก็หาว่า พูดไปเรื่อย
แล้วท่านก็งองแงต่อไม่หยุด

[จับเข้า คุยเรื่องจริง]
ถ้าไม่คุยให้เข้าใจ คงวนในอ่างไม่รู้จบ
เพราะเคยวนมาหลายครั้งแล้ว
ท่านเคยยิงคำถาม ที่ผมประติดประต่อไม่ได้
และเป็นทุกข์บ่อยครั้ง แต่ไม่มีทุกข์ชัดเจนเท่าคราวนี้

นั่งกอดเข่า น้ำตาตกแหมะ ๆ 2 รอบ

บ่อยครั้ง ที่คุณแม่มีคำถาม หรือข้อสงสัย
อาทิ
น้องเกิดปีไหน ต้องการคำนวณ จะได้บอกเขาได้
ลูกที่นอนอยู่ข้าง ๆ หายไปไหน 

ขอปลดรูปหลานที่แขวนไว้ ลงมาหลายรอบ

โชคดี ที่ท่านจำรูปตนเอง จำรูปลูกได้
ผมก็เริ่มหยิบรูปคู่ ตนเองกับคุณแม่
แล้วถามคุณแม่ทีละภาพว่าใช่ท่านกับผมไหม
เพราะท่านบอกว่า ลูกไม่รู้ไปไหน และไม่เคยเรียนหนังสือ
หารูปตอนผมบวช คู่กับทานมาให้ดู
หารูปตอนงานศพยาย ว่าผมก็อยู่ในงานด้วย
หารูปตอนเป็นนักเรียน ถ่ายกับเพื่อนที่อัสสัมชัญ
หารูปตอนเป็นหนุ่ม ท่านพาไปเที่ยวเขื่อน
หารูปตอนรับปริญญา ท่านก็จำได้ว่าไปรับด้วย
กว่าคุณแม่จะสงบ และยอมรับให้เรื่องนี้ผ่านไป
ก็ต้องเล่ากันทีละภาพ ทีละอัลบั้มกันเลยทีเดียว
ชอบภาพหนึ่ง คือ ผมเกิดได้ 22 วัน
เพราะเป็นภาพที่ตอบคำถามท่านว่าลูกเกิดปีไหน
ข้างหลังภาพ .. คุณพ่อได้เขียนบรรยายไว้ชัดเจน
สรุปว่าคุณแม่สบายใจไปอีก 1 วัน


วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เหนื่อยไปกับคุณแม่ที่เวียนหัว และอวก (๓๕.)

ข้าวเหนียวมะม่วง เคยให้ตอนกลางวัน
ชอบมาก ๆ หมด ตามคาด


[เตรียมอาหาร]
เล่าหลายรอบล่ะ วันนี้ก็เล่าอีก
ว่าแต่ละมื้อเตรียมอาหาร 2 คนกับคุณน้า
มื้อนี้คุณน้าอีกคนซื้อแกงส้ม ฉู่ฉี่ปลา กับลาบขาหมู
ทั้ง 3 อย่างคุณแม่คงทานไม่ได้ ผู้ดูแลทานได้
แต่ก็ต้องเตรียมให้บ้าง
ส่วนที่น่าจะทานได้ คือ ปลาทู กุงเชียง แตงกวา
ปกติจะรวมข้าวและกับข้าวในจานเดียว
แต่คุณแม่เขี่ยข้าว แล้วมักไม่ตักข้าวเข้าปาก
วันนี้จะแยกข้าว และจะพูดคุยเรื่องทานข้าว
ไม่งั้นท่านจะหลบข้าว เหมือนที่ผ่านมา

แต่ละมื้อเตรียมให้หลาย ๆ อย่าง
ที่ท่านชอบ ให้ท่านเลือกทาน
พักนี้ทานยาก ตั้งแต่หยุดยากระตุ้นการอยากอาหาร
เพราะผลข้างเคียงคือปัสสาวะยาก


[ทานไม่ลง สักคำ]
เมื่อวาน ตื่นเช้ามาก็ดูจะปกติ
ล้างหน้าแปรงฟันได้ปกติ
พอเข้าโต๊ะอาหารเช้า ซึ่งสายแล้ว
เพราะหนาว ก็ราว 9 โมงเช้า
ครั้งนี้จ้องท่านตลอด
เพราะอาหารอร่อยถูกปากทุกอย่าง
มีปลาทู กุงเชียง ลูกชิ้น และข้าวเหนียว
แต่เพิ่มผัดหน่อไม้ใส่วุ้นเส้นใส่ไข่
ท่านเขี่ยทิ้งตั้งแต่เห็น
สิ่งที่เข้าปากมี ปลาทู กุงเชียง ลูกชิ้น
คำแรก ท่านคาย คาดว่าใส่ปากมากไป
อมกว่า 10 นาที สุดท้ายคำแรกก็ต้องคาย
คำที่สอง มีปลาทู คำนี้ 10 กว่านาที แม้ไม่เยอะ
แต่สุดท้ายท่านก็คาย และเลิกทาน
สรุปว่าวันนี้ ของอร่อย แต่ทานไม่ลง
เริ่มแปลกใจ
หันมาทานกล้วย ทานง่าย ของประจำ
ท่านกินเข้าไปหลายชิ้น
แล้วอยู่ ๆ ท่านก็คาย จึงไม่มีอะไรเข้าปากเลย
นอกจากน้ำขิงชง ไม่เกิน 3 อึก
ที่เตรียมให้ประจำ ครึ่งแก้ว หมดบ้าง ไม่หมดบ้าง
จากนั้นก็แคะฟัน ท่านว่าข้าวเหนียว ติดฟัน
ถึง 10 โมง ท่านก็คลื่นใส้ และอวกเป็นน้ำลาย
อวกเป็นน้ำลายเหนียว ประมาณ 1 ชั่วโมง
ต้องหายา Dominox แก้อาเจียน
หมอรักษาอัลไซเมอร์ให้มา
คาดว่าจะมีอาการเวียนศีรษะ
ระยะหลังท่านก็จะเวียนศีรษะกลางคืนหลายครั้ง
เกิดหลังช่วงแรกที่เปลี่ยนยาเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน
เป็นกลางวันครั้งหนึ่ง แป๊ปเดียว เมื่อสัปดาห์ก่อน
ตอนนั้นอาเจียนหลังอาหารเช้า หลังกินลาบ
อย่างอร่อย แต่ก็กินได้ 2 คำ
ครั้งนั้นหลังอาหาร ครึ่งชั่วโมงก็อวก

ยาบรรเทาอาการอาเจียน
ให้ไป 1 เม็ด ท่านดีขึ้น และได้พักผ่อน


[เวียนศีรษะ อวก]
มีหลายคำแนะนำน่าสนใจ เรื่องอวก
ว่าถ้าคุณแม่เวียนศีรษะ ให้พาไปหาหมอ
เห็นทีแรกก็อยากพาไป แต่คิดทบทวนแล้ว
แต่อาการที่ท่านเป็น เป็นโรคประจำตัวไปแล้ว
คือ ผลของโรคทางสมอง ทั้งอัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน
จึงให้ยาแก้อาเจียนไปก่อน ให้แล้วท่านก็นอนพัก
เมื่อวานอวกหนักตั้งแต่ 10 - 11 โมง
อวกเบาลงหน่อยช่วง 11 - 12 โมง หลังได้ยาลดอาเจียน
หลังเที่ยงก็มีคายน้ำลายบ้าง แต่เน้นนอนพัก
นอนถึง 3 โมง ก็กลับมาปกติ นั่งดู water world สนุก
มีป้าไหลมาเยี่ยม คุยกันสนุก เพราะป้าไหลคุยเก่ง
แล้วก็พาไปทานโจ๊ค ทานไปได้ตั้งครึ่งถ้วย
แล้วทานกล้วยต่อจนหมดจาน
ตอนเย็นอาการท่านปกติ ให้ยานอนหลัง 2 เม็ด
ตื่นเข้าห้องน้ำบ่อยเหมือนเดิม ไม่ได้ยาวดังคาด
คงพะวงเรื่องถ่ายหนัก
ตอนตี 3 ให้มะขามแขกไป
ก็คงต้องช่วยกันสองคน ให้การขับถ่ายเป็นปกติ
ท่านชอบให้ทำ Detox ทุก 2 - 3 วัน
เพราะทำแล้ว ภารกิจลุล่วงทุกครั้ง ไม่ค้างคาใจ



วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

วันนี้ลำปาง 37 องศา ออกสวน ออกแดดไม่ได้เลย (7.)




[อากาศร้อน]
ศุกร์ 24 ก.พ.60
อยู่ในบ้าน หลบร้อน
ข้างนอกบ้าน แดดแรงจัด ไม่สบายตัว
ตาก็สูงแสงไม่ได้
ตกเย็นค่อยไปรดน้ำต้นไม้
วันนี้เช้ามาอากาศเย็น ตกบ่ายอากาศร้อน
ร่างกายปรับตัวไม่ทัน
เป็นหวัดเลย ต้องทานยา เก็บตัว
จะได้หายเจ็บหายหวัด

[อากาศดี]
วันไหนอากาศดี ก็จะออกไปนั่งในสวน
ไปดูต้นไม้ ไปรดน้ำต้นไม้
ไปถางหญ้าบ้าง หาผลไม้ทาน (ถ้ามี)
มองหาผักในสวนมาทาน หรือทำกิน

[พยากรณ์]
ร้อนครับ บ่นหน่อย .. วันนี้ 37 องศา
ต่อจากนี้ไปอีก 1 สัปดาห์จะไม่ร้อนเท่าวันนี้
ลดลง 1 - 3 องศา แต่วันนี้ไม่ไหวครับ
ร้อนผ่าวออกมาเลย
เปรวแดด แรงจริง ๆ

[ข่าวช่อง 3]
การที่อุณหภูมิขึ้นลงที่จังหวัดลำปาง
ห่างกันมากในหนึ่งวัน
ได้มีการรายงานออกทีวีช่อง 3 โดยน้องไบร์ท
ว่าที่เถิน
ตอนเช้า อุณหภูมิต่ำถึง 15.3 องศาเซลเซียส
ส่วนกลางวัน สูงถึง 40 องศาเซลเซียส
แตกต่างถึง 22 องศา จึงเตือนว่าดูแลสุขภาพกันด้วย
ผมเองก็มีปัญหา เป็นหวัดเลยครับ
http://morning-news.bectero.com/regional/24-Feb-2017/97544



วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มองอาการคุณแม่ ทั้ง 10 อาการเทียบของใคร ๆ (๓๔.)

ก่อนนั่งมองคุณแม่ ก็นั่งมองจิตตนเองก่อน
จะได้พร้อม



ก่อนนั่งมองดูคุณแม่ ยาว ๆ ไป
ตื่นเช้ามา นั่งมองจิตตนเองก่อนเลย
ว่าจิตยังอยู่ดีมีสุขไหม
พักนี้ขยันครับ .. นั่งมองจิต
มองลมหายใจเข้าออก ของตนเองทุกวัน
#conscious #mind #breath



[พฤติกรรม และอาการทางจิต]
ทบทวนวรรณกรรมกันหน่อย
หาข้อมูลเพื่อดูแลคุณแม่ พบหัวข้อ
"ปัญหาพฤติกรรมและอาการทางจิตที่พบได้บ่อย ๆ"
เรียบเรียงโดย Thammanard Charernboon

มีดังต่อไปนี้*
1. อาการหลงผิด (delusion) พบได้  30-40 %
2. อาการหูแว่วหรือประสาทหลอน (auditory hallucination and visual hallucination) พบได้ 20-30 %
3. ภาวะซึมเศร้า (depression) พบได้  40-50 %
4. อาการวิตกกังวล (anxiety) พบได้ 40 %
5. อาการเฉยเมยไม่สนใจสิ่งรอบตัว (apathy) พบได้ 70 %
6. พฤติกรรมไม่สามารถยับยั้งชั่งใจ (disinhibition) พบได้30-40 %
7. อารมณ์หงุดหงิด โกรธ เปลี่ยนแปลงได้ง่าย (irritable) พบได้ 40%
8. พฤติกรรมทำอะไรแปลก ๆ (aberrant motor behavior) พบได้ 30-40 %
9. ปัญหาด้านการนอน (sleep problem) พบได้ 30-50 %
10. ปัญหาด้านการกิน (Appetite)  พบได้ประมาณ 40-50%

http://thammanard.blogspot.com/2014/07/bpsd.html

[วิเคราะห์ภาวะที่เกิดกับคุณแม่]
1. อาการหลงผิด
พบบ่อย
เช่น มองลายมือตนเอง แล้วบอกว่าจะถูกหวยรางวัลใหญ่
เพราะมีคนทักว่าลายมือดี เส้นเยอะ
ผมต้องซื้อฉลากกินแบ่งให้ทุกงวดเลย แก้ปัญหาง่าย ๆ ครับ
ถ้าถามถึง ก็จะควักให้ดู แล้วก็จบคำถามไปได้

2. อาการหูแว่วหรือประสาทหลอน
พบบ้าง
ตอนนี้ผูกด้ายขาวที่พระท่านเมตตาให้ไว้ พกติดตัวตลอด
เพราะท่านเชื่อว่ากันผี
นาน ๆ ก็จะเล่าให้ผมฟังสักครั้ง
ไม่ถือว่าบ่อย แต่มีเรื่องนี้ในใจแน่นอน

3. ภาวะซึมเศร้า
ไม่พบนะ
เพราะผมชวนพูดคุย ทำกิจกรรมตลอด

4. อาการวิตกกังวล 
พบบ่อย เรื่องเสื้อผ้าไม่สวย ข้าวของ ญาติพี่น้อง พ่อแม่ ลูกหลาน
เห็นภาพยังระแวงเลย จะให้ปลดภาพ ย้ายภาพ บ่อยเลย

5. อาการเฉยเมยไม่สนใจสิ่งรอบตัว 
ไม่พบนะ
เพราะผมชวนพูดคุย ทำกิจกรรมตลอด

6. พฤติกรรมไม่สามารถยับยั้งชั่งใจ
มีบ้าง แต่ไม่เยอะ
เช่น อยากไปพบช่างตัดผ้า ติดตามว่าที่ตัดไว้ได้รึยัง
เรื่องนี้จำแม่น และอยู่ในใจเสมอ
เพราะเสื้ออื่น ท่านว่ายืมเค้ามา อยากได้เสื้อผ้าใหม่

7. อารมณ์หงุดหงิด โกรธ เปลี่ยนแปลงได้ง่าย
มีบ้าง แต่ไม่เยอะ

8. พฤติกรรมทำอะไรแปลก ๆ 
มีบ้าง แต่ไม่เยอะ

9. ปัญหาด้านการนอน 
ได้ยานอนหลับ
เพราะตอนไม่ได้ยา จะมีปัญหาเยอะมาก

10. ปัญหาด้านการกิน 
ท่านเป็นพาร์กินสัน ดื่มน้ำยากมาก ๆ
อาหารก็พอทานได้ ชอบของอร่อย โดยเฉพาะของหวาน
เลือกมาก ติมาก ต้องเลือกให้ท่าน ตามใจ
แล้วแต่ละมื้อก็จะผ่านไปด้วยดี

[ชวนคุยเรื่องแยกธาตุแยกขันธ์]
ก็พูดเรื่องธรรมะให้คุณแม่ฟังบ่อย
คุยเรื่องปล่อยวาง
หายใจเข้า หายใจออก กำหนดจิตรู้
แต่ดูท่านจะไม่ค่อยสนใจ
ตอนปกติท่านก็ไม่สนใจอยู่แล้ว
แต่ผมพูดบ่อย ๆ เรื่องจิต (conscious)
เพราะต้องการย้ำให้จิตตนเองรับรู้ด้วย
ดูแลท่าน ต้องดูแลจิตของตนเองด้วย
เพราะจิตของผมก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงมากมายนัก
เรื่องกายก็พอไหว้อยู่
แต่วัยเกือบ 50 ก็เสียวเหมือนกัน
คุณพ่อจากไปด้วยมะเร็งลำไส้ ตอน 50 ต้น ๆ
คุณยายจากไปด้วยมะเร็งตับ ตอน 60 ต้น ๆ
ก็ต้องยอมรับว่ากังวลครับ




วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เขียนจดหมายถึงคุณยาย และลาบคั่วออกฤทธิ์ (๓๓.)

มื้อนี้ก็อร่อย ทานหมด
น่าจะอร่อยเพราะยากระตุ้นการเจริญอาหารด้วย

สลัดผัก เก็บผักในสวนมาทำ
น้าทำให้ตอนกลางวัน อร่อย

น้ำมะเขือเทศปั่น
แฟนทำให้ ดื่มหมดเลย ครึ่งแก้วเล็ก ๆ

ข้าวต้มราดผักชี
ทานผักชีหมดเลย


[คุณยาย เสียไป 20 ปีแล้ว]
คุณแม่มักถามถึงคุณยายเสมอ ๆ
ระยะนี้ถามถี่ คิดเอง พูดเอง ว่าคุณยายไปวังกะพี้
ไปแล้ว กลับมาแล้ว แต่กลับไปส่งเพื่อนอีก
อยากให้คุณยายกลับบ้าน เพราะเป็นห่วง
วันนี้ร้องขอกระดาษกับปากกา
เขียนจดหมายไปหาคุณยาย เขียนเสร็จก็ยื่นให้ผมไปส่ง
ได้รับคำแนะนำว่า
ถ้าคุณแม่ต้องการอะไร พูดอะไร ก็ไม่ต้องขัด
ปล่อยให้ท่านทำ และพูดไปอย่างมีความสุข
ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ขัดท่านครับ
เออ ออ ห่อ หมกไปกับท่าน
เหมือนในเรื่อง พรจากฟ้า

[เบ่งปัสสาวะไม่ออก]
วันอาทิตย์ที่แล้ว คุณแม่บ่นว่ามีแก้วในกระดูก
จะให้หมอคีบออก
ก็พาไปหาหมอที่โรงพยาบาล เพราะขัดขืนไม่ได้
คุณหมอพูดคุยด้วยดีมาก
แล้วให้ยากระตุ้นการเจริญอาหาร กับวิตามินบีรวม
ก็ทานไปได้เกือบสัปดาห์
พบว่า ยาได้ผลดีมาก คุณแม่ทานอาหารไม่เคยคายเลย
ทานได้หมดทั้งแกง ทั้งต้ม ทั้งผัดผัก
แต่พบผลข้างเคียงที่ไม่คาด และเป็นปัญหา
พบปัญหา ปัสสาวะติดขัด
คือ ปวดปัสสาวะ เข้าห้องน้ำ แต่เบ่งไม่ออก
เข้าไปอ่านดูสรรพคุณยา พบมีผลข้างเคียงเรื่องปัสสาวะ
พอหยุดยาได้ 2 วัน อาการดีขึ้น
เดี๋ยวนี้ก่อนนอนสามารถปัสสาวะได้ปกติ
แต่กลับมามีปัญหาเรื่องจางปากจางคอ กินอะไรก็ไม่ลำ
ก่อนหน้านี้ 
เข้าห้องน้ำเตรียมนอนแต่หัววัน (ไม่ยอมนอนดึก)
เข้าตั้งแต่ 6 โมงเย็น ทุ่ม สองทุ่ม เข้าตลอด แต่ฉี่ไม่ออก
ที่ขอเข้าห้องน้ำ เพราะเวลานอน จะไอจากการสำลักน้ำลาย
จะมีปัสสาวะเล็ดลอดมา
จะปัสสาวะได้ปกติ ก็ตอนอยู่ในห้องน้ำ แล้วไอ
พอไอก็จะปัสสาวะได้เยอะมาก แล้วสามารถนอนได้ถึงเช้า
ในเวลากลางวันก็ไม่ค่อยเข้าห้องน้ำ ต่างกับเมื่อก่อน
ที่เข้าห้องน้ำทุก 2 - 3 ชั่วโมง ช่วงกลางวัน
ปัญหาเรื่องปัสสาวะไม่ออก น่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
แต่อาการเบื่ออาหาร คงต้องแก้กันต่อไป

[อวก หลังทานข้าวไปครึ่งชั่วโมง]
พักนี้ คุณแม่ทานข้าวเก่ง
จากยากระตุ้นการเจริญอาหาร
หลายวันมานี้ ทานอะไรไม่ค่อยระวัง ชอบหมด
คุณแม่รู้สึกว่าตนเองเก่งขึ้น ผมก็ชมท่านด้วย
มีวันหนึ่ง ท่านขอกินลาบคั่ว กับข้าวเหนียว
เพราะเข้าสวนแล้วเห็นผักกับลาบเยอะ อยากทานผัก
เคยทานลาบที่บ้านน้า เห็นว่าทานได้
วันนี้ใจดี 
ผมจัดข้าวเหนียว แคบหมู ไข่เค็ม กับลาบคั่ว
ปิดมื้ออาหาร ด้วยขนมลิ้นหมา ที่โรยมะพร้าวขูด
ทานลาบคั่วไปหน่อยเดียว สัก 3 คำได้
ก็ไม่รู้อะไรที่เป็นต้นเหตุ ที่แท้จริง
หลังทานข้าวเสร็จประมาณครึ่งชั่วโมง
อยู่ ๆ ท่านก็ขออวก
คุณแม่สงสัยเรื่องลาบหมู่คั่วเป็นเหตุ
ทำให้ท่านอวก และคายน้ำลายเยอะสักพักหนึ่ง
แต่อาการดีขึ้น และไม่มีอาการอื่น
มื้อเที่ยงก็ให้ทานผลไม้ กล้วย กับอาหารผู้ใหญ่
ตกเย็นก็ทานโจ๊ก โรยผักชี กับปลาป่น
ทานได้ปกติ และกลับสู่สภาวะปกติ
แต่เข้าห้องน้ำบ่อยเหมือนเดิม
คงพะวงเรื่องปัสสาวะรดที่นอนมากไปหน่อย

ที่เป็นปัญหาปกติ และไม่หายไปมี 3 เรื่องเหมือนเดิม
1. ดื่มน้ำยาก จนดื่มไม่ลงยังเป็นอยู่ แต่น้ำหวานดื่มสบาย
2. ลืมว่าผมคือลูก เรื่องนี้ทำใจนานแล้ว
3. เดินเองไม่ได้ แต่ชอบแอบเดิน จากพาร์กินสันและอัลไซเมอร์

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ไม้เลื้อย เกาะรั้ว ต้องเอาออก (6.)

เวลาเห็นต้นไม้ (Plant and Tree) ในบ้าน
ก็จะเห็น ไม้ดอก ไม้ผล ไม้ที่รับประทานได้
ไม้เถา (Climber) ที่เลื้อยข้างรั้ว เลื้อยไปตามพื้น ผักบุ้งก็มา
บางจุดที่ไม่มีใครดูแล ไม้เลื้อย กับต้นหญ้าจะเยอะ

เผี้ยวถางหญ้า ริมรั้วบ้าน
ได้หญ้ากองเบ้อเล่อเลย








คุณแม่อยากออกมานอกบ้าน มานั่งในสวน
ผมก็ต้องออกมาด้วย
พอออกมาก็เป็นโอกาสดูแลสวน
มีอะไรที่ขาด ก็เติม
มีอะไรที่เกิน ก็ต้องเอาออก
ทำได้เท่าที่ทำ ไม่หวังอะไรมากไปกว่าดูแลคุณแม่
พักนี้ทำบ่อยมือไม้ชักพอง และด้านขึ้น
เท้าก็ไม่ค่อยได้ดูแลดำบ้าง ด้านบ้างไปตามธรรมชาติ

ต้นมะละกอ (Papaya) ก็ปลูกให้คุณแม่ทาน
อีกหน่อยคงแบ่งคนในครอบครัวด้วย
อร่อย เพื่อสุขภาพ
หวังขายก็คงได้ไม่กี่บาท





วันนี้พอเอาไม้เลื้อยออก
อีกหน่อยก็คงมาใหม่ มากันเร็ว
หากหาไม้ผลไปปลูก ในจุดที่ไม้เลื้อยเคยมา
ก็จะต้องดูแลรดน้ำพรวนดิน
ทำให้พื้นที่ส่วนนั้น มีคนเดิน
ไม่รกร้าง ว่างเปล่าให้ไม้เลื้อยเข้ายึดอีก

ไม้ผล ถ้าไม่รดน้ำพรวนดิน
ก็คงแคะแกน ไม่ออกดอก ออกผลตามหวัง


วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

แอปเปิ้ลเมือง หรือสตาร์แอปเปิ้ล (Star apple) หรือหมากน้ำนม (5.)




ที่บ้านปลูกต้น หมากนม หรือ สตาร์แอปเปิ้ล (Star apple)
หรือหมากน้ำนม หรือ บักยาง หรือ แอปเปิ้ลน้ำ หรือแอปเปิ้ลเมือง 
ไว้ 2 - 3 ต้น
ต้นที่บ้านสูงประมาณ 10 เมตร รัศมีประมาณ 3 เมตร
ใบด้านบนมีสีเขียว ด้านล่างมีสีน้ำตาล
เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ผลสุกจะนุ่ม
รสชาติหวาน มียางสีขาวออกมาจากเปลือก
เมล็ดมี 4 ถึง 8 เม็ด
ที่ตลาดเกาะคา ลำปาง ช่วงปลายกุมภาพันธ์ 2560
เริ่มวางขายประมาณ 3 ลูก 20 บาท
เห็นที่อื่นขายกิโลกรัมละ 20 บาท








ถ้า ต้นหนึ่ง ออกลูกมาประมาณ 90 ลูก
แล้วขาย 3 ลูก 20 บาท ก็จะมีรายได้ต้นละ 600 บาท
หากปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ในพื้นที่ 1600 ตารางเมตร
หากปลูกต้นละ 4 ตารางเมตร ก็จะได้ไร่ละ 400 ต้น
หากปลูกต้นละ 8 ตารางเมตร ก็จะได้ไร่ละ 200 ต้น
ดังนั้น
ต้นละ 600 บาท * 200 ต้นต่อไร่ ก็จะมีรายได้ 120,000 บาท


ต้นนี้ไม่ได้รดน้ำ พรวนดิน
ปีนี้ออกมาประมาณ 20 ลูก
จากการประเมินด้วยสายตา
แต่ขายได้เท่าไรไม่รู้ เพราะไม่สวยก็หลายลูก

ในบ้านมีหลายต้น
อีก 2 ต้นไม่ได้ถ่ายภาพมาด้วย
ปีนี้ไม่ออกผล เพราะไม่ได้บำรุงอะไรเลย



เล่าเรื่องแอปเปิ้ลเมือง ในกลุ่ม "รวมพลคนเกษตรพอเพียง"
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10154996330448895&set=gm.1463598907004589

ย้ายต้นกล้ามะละกอที่หว่านไว้ ไปลงแปลงปลูก (4.)

นอนพักในสวนหลังบ้าน


[ที่บ้าน]
มีเกษตรกรหลายคนช่วยดูแลสวนแต่ละส่วน
แต่ละคนก็หลายสูตร หลายทฤษฎี และหลายต้น
ส่วนคุณแม่ชอบให้พาเข้าไปนั่งในสวน ไปดูเฉย ๆ
ผมก็ต้องไปด้วย ไปนั่งด้วย คุยด้วย
ถางหญ้าบ้าง รดน้ำต้นไม้บ้าง สุดท้ายก็นอนเล่น
และดูแลไม่ให้ท่านลุกเดิน แล้วล้มแบบครั้งก่อน





หลังวานไปตามพื้นหลังครัว


เตรียมย้ายไปแปลงปลูก

ขุดออกจากดินแล้ว
เอาลงแปลงปลูก ริมรั้วบ้าน



[ย้ายต้นกล้า]
การปลูกมะละกอมีหลายวิธี
วิธีหนึ่งที่เพื่อนแนะนำมา คือ หวานเมล็ด
ลงไปตามพื้น พอมีต้นที่โตก็ย้ายไปปลูก
วันนี้
คุณน้าบอกว่ามีต้นมะละกอต้นหนึ่ง ที่เคยหว่านทิ้งไว้
แล้วก็โตได้เป็นฟุต ให้เอาไปอาที่ปลูกได้ล่ะ
พอมัดคุณแม่ไว้กับ wheel chair ดีแล้ว
ก็ไปขุดต้นกล้า นำไปล้างน้ำ ตัดรากแก้วออกนิดนึง
ตามคำแนะนำที่คุณเรณูเคยบอก
จากนั้นก็ลงดิน
ที่เหลือก็ลุ่นว่าจะโตวันโตคืน และต้นไม่สูง
ที่เป็นผลจากเทคนิคตัดรากแก้วออกนิดนึง

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

หาซื้อของให้แม่ทาน พักนี้ทานข้าวดีขึ้น แต่ความจำแย่ลง (๓๒.)

ขนมเค้ก (24G) กับมะละกอ


[การขับถ่าย]
สัปดาห์ก่อน การขับถ่ายปกติ
เบาได้ หนักก็พอได้ ถ้าได้มะขามแขก
สัปดาห์นี้
ผมรู้สึกไปเองว่าท่านเข้าห้องน้ำไม่ปกติ
โดยเฉพาะเบา
ท่านเข้าไป 4 รอบ จะออกสักรอบเท่านั้น
และไม่บ่อยเหมือนเคย
ส่วนหนักนั้น ทานมะขามแขกเข้าไป
ไม่ออกมากันเยอะ ๆ เหมือนสัปดาห์ก่อน
ช่วยสวนทวาร หรือที่ผมเรียกว่า detox
ก็ได้ผลไม่เป็นไปตามคาดหวัง
2 - 3 วันนี้ เจริญอาหาร ให้ข้าวไป 2 ช้อนก็หมด
ให้มะละกอสุกก็ทานหมดจาน หลังทานข้าวหมด
สงสัยได้ยาดีจากคุณหมอ
ให้ยากระตุ้นการเจริญอาหาร (Cyproheptadine 4 mg.)
กับวิตามินบีคอมเพล็ก (Vitamin B Complex)
แล้วสถิติการคายอาหารระหว่างทาน
ต่ำลงมาก หรือแทบไม่คายเลย
แต่ยังดื่มน้ำลำบากเหมือนเดิม
กลางคืนก็สำลักน้ำลายขณะนอนเหมือนเดิม

[อยากกินข้าวเหนียว]
แม่บ่นอยากทานข้าวเหนียว กับส้มตำ
วันนี้ออกบ้านไปหาซื้อข้าวเหนียว
ถุง 10 บาท ได้มา 2 ถุง
ต้องหาโอกาสให้ลองทานดู
ในอดีตท่านไม่ชอบทานข้าวเหนียว
คงได้ยินใครเค้าว่าข้าวเหนียวอร่อย
จึงคิดจะหาข้าวเหนียว ส้มตำ กับยำหน่อไม้มาทาน
ออกตลาดได้ไข่เค็ม แยมโรล กับส้มสายน้ำผึ้งตุนไว้แล้ว
อย่างอื่นก็รอคุณน้าทำให้ทาน
และเสริมด้วยอาหารต่าง  ๆ ที่ซื้อตุนไว้
ซื้อส้มตำแยกน้ำไว้แล้ว
น่าจะมีรสชาติกระตุ้นการอยากอาหาร
เพราะคุณแม่ชอบน้ำพริกกะปิ

[ความจำแย่ลงมาก]
คุณแม่มีลูกคนเดียว
พอถามย้ำไปมา ก็คิดว่ามี 2 คน
คือ ตัวเล็ก กับตัวใหญ่
เพราะเห็นรูปหลานน้อยติดฝาบ้าน
เรื่องหลานก็จำว่าไปต่างประเทศ
น่าจะไปจำชีวิตในครอบครัวอื่นมา
แล้วคิดว่าเป็นครอบครัวตนเอง
พักนี้ต้องระวังเรื่องการให้ข้อมูล
เพราะจะนำมาต่อยอดเป็นเรื่องราวของท่าน
การเดินก็แล้วแต่อารมณ์
ถ้ามีสติดีก็จะอยากเดิน แต่ไม่ค่อยอยากแล้ว
เพราะเดินทีไรก็เซล้ม และไม่ได้ปล่อยให้แอบเดินอีก
ปัญหาจากความจำเสื่อม
มีเรื่องราวอีกมากมายที่ท่านเล่าให้ฟัง

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ข่าวคุณแม่ที่ล้มบนถนนให้รถชน แล้วนึกถึงคุณแม่ของผมในทันที (๓๑.)

คุณแม่ที่บึงกาฬ


[ข่าว คุณแม่ที่บึงกาฬ]
ฟังข่าวเช้า 16 ก.พ.60 ข่าวว่า คุณแม่วัย 73 ปี
(อายุพอ ๆ กับคุณแม่ของผมเลย)
อยู่ที่ บ้านโนนสวาท หมู่ที่ 4 ต.วังชมพู อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ
อยู่เพียงลำพัง
เพราะสามีเสียชีวิตนานแล้ว ส่วนลูกชายทำงานต่างจังหวัด
คุณยายป่วยเป็นผู้ป่วยจิตเภท และความจำเสื่อม หลงลืมตลอด
บ่อยครั้งที่ออกจากบ้าน แล้วทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว
จากการป่วยทางสมอง
พอมีข่าว ทางการได้ขอให้ลูกหลานหมั่นดูแล
และให้กินยาอย่างต่อเนื่อง ระวังไม่ให้เดินไปตามถนน
เกรงว่าจะเกิดอันตรายได้

[ข่าวก่อนนั้น]
มีการแชร์คลิ๊ป และคิดกันว่าคุณแม่ท่านนี้
เป็นแก็งค์มิจฉาชีพ แกล้งทำให้รถชน
เหตุเกิดใน อ.เซกา จ.บึงกาฬ แล้วหวังเงินจากผู้เสียหาย
เมื่อสืบกันลึกลงไป ก็พบว่าคุณแม่ท่านป่วย
เป็นอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อมนั่นเอง
โดย พ.ต.อ.อนุสรน์ มั่งมี ผกก.สภ.เซกา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว
ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน
ที่คุณแม่วัย 73 ปีในข่าว จะเป็นมิจฉาชีพ แต่ที่ทำไปเพราะป่วย
http://www.tnamcot.com/content/656426

[ผู้สูงอายุ ยิ่งอายุมากขึ้น ก็สมองเสื่อมมากขึ้น]
โรคอัลไซเมอร์จะมีคนไทยเป็นมากขึ้น
เพราะอายุยืนมากขึ้น ผู้สูงอายุมีมากขึ้น
การเป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ และพาร์กินสันก็จะมีมากขึ้น
ลูกหลายจำนวนมากขึ้น ก็ต้องเปลี่ยนแนวทางดำเนินชีวิต
กลับมาดูแล คุณพ่อ คุณแม่ ที่เจ็บป่วยกันมากขึ้น
เป็นแนวโน้มของวิถีชีวิตที่กำลังเปลี่ยนไป
และผมก็เปลี่ยนมาแล้ว
แต่การเปลี่ยนนี้ไม่ง่ายเลย ยากมาก
ยากทั้งใจ ทั้งกาย เห็นใจทั้งผู้ป่วย และผู้ดูแลเลยครับ

http://s.ch7.com/215014
http://s.bugaboo.tv/300491

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เค้าว่า ว่าที่คุณแม่ไม่อยากมีลูก แล้วจะกินอย่างไร (๓๐.)

สังขยา ฟักทอง


[ข่าว มีลูกเพื่อชาติ]
อยู่ดี ๆ
ต้องหาสามี หาภรรยา ที่ดี ๆ ยังไม่พอ
เดี๋ยวนี้ต้องมีลูก เพื่อช่วยชาติ
ฟังแล้วแปลก แต่จริง
วันนี้ กระทรวง สธ. ออกนโยบายสาวไทยแก้มแดง
ส่งเสริมให้สาวไทย 20 - 34 ปี "มีลูกเพื่อชาติ"
เพราะอัตราการเกิดน้อย
อีกหน่อยแรงงานจะขาดแคลน
ความเห็นมีหลากหลายนะครับ
เห็นชอบก็เยอะ
เห็นต่างก็แยะ
ถกกันได้ไม่รู้จบแน่นอน

http://www.kroobannok.com/81240

[ทานไม่ลง]
วันนี้คุณแม่ออกไปชมสวน ช่วงบ่าย
กลับเข้าบ้านขอนอนตั้งแต่สี่โมง ลุก ๆ นอน ๆ
ผมปลุกมาทานข้าวกันตอนทุ่ม
เพราะเห็นว่านอนพักนาน ตื่นมา น่าจะแจ่มใส
ตั้งแต่ทุ่มถึง 2 ทุ่ม ใช้เวลาลุ่นชั่วโมงเศษ
ข้าวเข้าปากไป 3 คำ กลืนไม่ลงทุกคำต้องคาย
มื้อนี้ จัดเตรียมกับข้าวถูกปาก ทุกอย่างเลย
เป็นน้ำพริกกะปิ ปลาทู ชะอม มะเขือชุบแป้งทอด
ทานข้าวไม่ได้ ก็ให้ทานสังขยาฟักทอง
ปรากฎว่าชอบ อมไปสักพัก กลืนไม่ลง
แสดงว่าวันนี้ มีปัญหาเรื่องการกลืนกว่าทุกวัน
วันพรุ่งนี้
ต้องให้ทานข้าว ตั้งแต่หัววัน
ตอนที่ยังแจ่มใส ตอนที่สมองยังปลอดโปร่ง
ถ้าเบรอ ๆ จะมีปัญหาเรื่องทานข้าวทุกครั้งเลย

[คุณแม่ไม่อยากมีลูก]
สมัยนี้คุณแม่จำนวนไม่น้อย ไม่อยากมีลูก
สมัยนี้คนเราอายุยืน
ถ้าเราอายุยืน แล้วเจ็บป่วย
ถึงขั้นความจำเสื่อม เป็นพาร์กินสัน จำอะไรไม่ได้เลย
เป็นนู่น นั่น นี่อีกสารพัด
แล้วใครจะมาดูแล
นั่นเป็นคำถามที่ยากจะตอบสำหรับทุกคน
แม้จะเป็นคนที่มีลูกหลายคนก็ตาม
ดูหนังเรื่อง "พรจากฟ้า" ตอนที่สอง
ในชีวิตจริง คงไม่ใช่ทุกคน ที่จะโชคดีแบบคุณลุงคนนั้น
เดี๋ยวนี้มีข่าวเยอะเลยที่มีลูกเยอะ
แต่ลูกเยอะ เลี้ยงพ่อแม่คนเดียวไม่ได้
แล้วถ้าไม่มีลูกเลย
เกิดเจ็บป่วยในยามชราขึ้นมา จะทำอย่างไร
คำตอบมีหลากหลายครับ ทุกคนเลือกไม่เหมือนกัน


วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ขันธ์ 5 คืออะไร

ทุกข์


1. รูป ได้แก่ ส่วนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ผม หนัง กระดูก โลหิต
2. เวทนา ได้แก่ ระบบประมวลความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ
3. สัญญา ได้แก่ จำสิ่งที่ได้รับและรู้สึกนั้นๆ
4. สังขาร ได้แก่ ระบบคิดปรุงแต่ง แยกแยะสิ่งที่รับรู้สึกและจำได้นั้นๆ
5. วิญญาณ ได้แก่ ระบบรู้สิ่งนั้นๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เหตุแห่งทุกข์ คือ ขันธ์ 5 นี้เอง



ฟังหลวงปู่เหรียญ แล้วเข้าใจขันธ์ 5 กับทุกข์ ได้ง่าย



บอกรักแม่ทุกวันเลย ในวันที่แม่จำผมไม่ได้ (๒๙.)



[บอกรักแม่ ในวันแห่งความรัก]
แม่ กับผม ก็คงเหมือนแม่ลูกทั่วไป
ที่ดูแลกัน และกัน
ในยามที่ล้มป่วย และคุณพ่อจากไป .. นานแล้ว
ก่อนหน้านี้
ผมโชคดีที่มีโอกาสบอกรักแม่ เป็นครั้งคราว
ด้วยการพาไปทานข้าว ช็อบปิ้งบ้าง คุยกันวันสุดสัปดาห์
แต่ 3 เดือนมานี้ บอกรักท่านบ่อย
และตั้งแต่วันแห่งความรัก 2560
ต่อแต่นี้ไป ผมอาจต้องบอกรักท่านทุกวันเลย
เพราะ .. ท่านจำผมไม่ได้ซะแล้ว
จำว่าเป็นคุณน้าบ้าง เป็นคุณพ่อบ้าง เป็นผมบ้าง

[ถก .. กันว่าผมเป็นลูก]
ก่อนจะบอกรักท่านบ่อย ๆ
มีเหตุน่ะครับ
มีอยู่วันหนึ่ง ท่านบอกว่าผมเป็นพ่อ เหมือนเคย
ท่านเทียบมือท่าน กับมือผม
แล้วสงสัยว่าทำไมมือท่านเหี่ยวกว่ามือของผม
อ้าว .. จากนั้นก็อธิบายเรื่องอายุ
ยกแม่น้ำทั้ง 5 มาอธิบาย
สรุปว่าท่านไม่เชื่อ ตั้งแต่นั้นก็เลิกอธิบาย
แต่ใช้วิธี "ขอบคุณคุณแม่ ที่ให้กำเนิด เลี้ยงดูผมมา"
ซึ่งง่าย และไม่ซับซ้อนสำหรับผม
ตรงไปตรงมาเลย
ท่านก็ฟังแล้วเงียบทุกครั้ง
ก็คาดว่าเข้าใจ เพราะเคยถามเช็คแล้ว

[ขอบคุณครับแม่]
พูดบ่อย ๆ ว่า

ผมลาออกจากงาน ทิ้งทุกอย่างมาดูแลแม่ เพราะแม่อุ้มท้องผมมาให้นม เลี้ยงดู ยามเจ็บไข้เป็นทอลซิล ก็พาไปหาหมอ จนผมเคยชินกับเข็มฉีดยาแก้ทอลซิลอักเสบโตมาก็เข้าโรงเรียน จำได้ว่าได้ตัง 6 สลึง ไว้ซื้อขนมหลังเลิกเรียนดูแล สั่งสอน
จนจบประถมที่นั่น มัธยมที่นี่ มหาลัยที่นู่นทุกอย่างที่ผมมี ที่เป็น ก็เพราะแม่ทั้งนั้นแล้วในวันที่แม่ล้มป่วย ผมก็ต้องมาดูแลนี่ไง .. นี่หละเหตุผลที่ผมอยู่ดูแลแม่



[จำได้ว่า ในตอนที่จำได้]
ประมาณ 1 - 2 ปีที่แล้ว
คุยกับคุณแม่ว่า
คุณแม่มีอาการหลงลืมง่ายแล้วนะ
ต่อไปนี่จะจำหลานไม่ได้นะ
นั่นเป็นอดีตน่ะครับ
เดี่ยวนี้ ตัวผมที่เป็นลูกคนเดียว
คุณแม่ยังจำไม่ได้เลย

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฟังคุณฐิตินาถ กับหลวงพ่อปราโมทย์ สอนเรื่องแยกทุกข์กับจิตคล้ายกัน (๒๘.)

มื้อนี้ข้าว 2 ช้อน
แกงผักเสี้ยวผักหละใส่ไข่มดแดง แคบหมูนุ่ม ปลาป่น ไส้อั่ว


[พาคุณแม่เข้าโรงพยาบาล 2 ครั้งในรอบสัปดาห์]
อังคารเข้าโรงพยาบาล
คุณแม่ล้มในสวน ลุกจากรถเข็นก็ล้มเลย
พาไปทำแผลถลอก
มีดินฝังในแผล ไม่กล้าทำแผลเอง กลัวอักเสบ
หมอจับ x-ray 2 รอบ กลัวแตก กลัวร้าว
พักนี้คุณแม่กล้าขึ้นมาก แอบลุกเดิน
พูดอะไรผิดหู ก็อยากไปนอกบ้าน ใจน้อยเก่งมาก
ชมก็ว่าไม่เชื่อ ห้ามก็ไม่ชอบ ไม่ทำใจเท่าไร
พักนี้ จึงต้องเก็บปากเก็บคำ
พอคิดว่าตัวเองแข็งแรง
ก็อยากเคลื่อนที่เอง นั่งทิ้งตัวกระแทกบ่อย ระวังน้อยลง
จนกระทั่ง เช้าวันนี้ (อาทิตย์)
คุณแม่บ่นว่ามีเศษแก้วฝังในข้อสะโพกทั้งสองข้าง
ขอไปหาหมอ ให้หมอคีบแก้วที่แตกฝังในข้อสะโพกออก
ผมก็พยายามอธิบายไปพักหนึ่ง
เพราะท่านจำอะไรไม่ค่อยได้
แต่สุดท้าย แม่ตอบมาสั้น ๆ
ว่า "จะไปให้หมอคีบแก้วออกรึยัง"

[ไปหาคุณหมอ]
คุณหมอใจดี บอกว่าพ่อของท่านก็แปดสิบกว่าล่ะ
แล้วก็ช่วยคลำหารอยที่เศษแก้วจะเข้าไป
แล้วบอกว่าคลำแล้ว ไม่พบเศษแก้วนะ
จากนั้นก็ให้ยาบำรุง
เพราะน้ำหนักน้อย กล้ามเนื้อน้อย ไม่มีแรงเดิน
แม่ดูไม่ค่อยสบายใจ และเงียบหลังกลับบ้าน
ถึงบ้านก็นอนตลอด
ตกเย็นนี้ ก็เงียบไม่พูดไม่จา
ขยับตัวไม่ค่อยได้เหมือนเคย สงสัยสมองสั่งน้อยลง
ทานข้าวก็ไม่ค่อยได้ เคี้ยวแล้วก็คายตลอด
เสริมด้วยสับปะรด และอาหารเสริม
ปรับตัวไปตามอาการ
เปลี่ยนบทบาทไปตามที่แม่ต้องการ
ไม่กล้าขัดล่ะ ไม่อยากให้โกรธ หรือน้อยใจ

[ผมฟังธรรม ก็อยากให้แม่ฟังด้วย]
ฟังทั้งคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง
และหลวงพ่อปราโมทย์ มีสิ่งที่เหมือนกัน
คือ ให้แยกทุกข์ กับจิตผู้รู้ออกจากกัน
แล้วปล่อยวางเหตุแห่งทุกข์ไปทีละเรื่อง
คุณอ้อยบอกให้มองไปที่ทุกข์
แล้วปล่อยวางทุกข์ไปทีละอย่าง
สรุปว่า ทั้งสองท่านสอนให้แยก
หากแยกทุกข์ออกจากการรับรู้ได้จริง
ก็จะปล่อยวางทุกข์ได้จริง
เคยฟังว่า
คนเข้าวัด ก็จะแยกทุกข์ได้
อยู่ในวัด จิตมีพลัง มีกำลังพอจะแยกทุกข์
แต่พอออกจากวัด ทุกข์ก็เข้าไปในจิตเหมือนเดิม
เหมือนต้นหญ้าที่ถูกหินทับ
หินก็เหมือนธรรมะ ทุกข์ก็เหมือนต้นหญ้า
เมื่อออกวัดไม่ยึดธรรมะ ไม่ฝึกจิตไว้ตลอดเวลา
เหมือนนำหินออก ต้นหญ้าก็เติบโตได้เหมือนเดิม
พระท่านถึงให้ปฏิบัติบ่อย ๆ ไม่ให้หญ้าโตได้
สรุปว่า
ต้องเปิดธรรมะให้ทั้งผมและคุณแม่ฟังบ่อย ๆ ละ

ข่าวประกาศวันสำคัญของชาติไทย


ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี 
เรื่อง กำหนดวันสำคัญของชาติไทย 


ตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ยังความเศร้าสลดอย่างยิ่งใหญ่มาสู่ พสกนิกรชาวไทย และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อประเทศชาติ และประชาชนเสมอมา ปวงชนชาวไทยทั้งปวงจึงน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และตระหนักถึงความสำคัญของวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดว่า วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสำคัญของชาติไทย ดังนี้ 
1) วันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 
2) วันชาติ 
3) วันพ่อแห่งชาติ 
ประกาศ ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ พูดเรื่องปล่อยวางผู้รู้ .. ว่ายากสุด

ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ เรื่องปล่อยวาง


จิตเคลื่อนแล้วรู้  .. จิตเป็นคนดู จิตเป็นผู้รู้

มาดูกาย เวทนา ดูจิตทำงานไป
เห็นร่างกายนั่ง นอน หายใจ จิตเป็นคนดู
เห็นร่างกายเคลื่อนไหว หรือหยุดนิ่ง จิตเป็นคนดู
เห็นความสุข หรือความทุกข์เกิดขึ้น จิตเป็นคนดู
เห็นความสุข หรือความทุกข์ดับไป จิตเป็นคนดู
เห็นกุศล หรืออกุศลเกิดขึ้น ดับไป จิตเป็นคนดู
สั่งจิต สั่งกายไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรา
จิตที่รู้กายไม่ใช่เรา
เวทนาที่เกิดในกาย เกิดในจิต ก็ไม่ใช่เรา
จิตสั่งอะไรไม่ได้ เป็นอนัตตา เพราะไม่ใช่เรา
จิตมีราคะสั่งไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรา
ความจำได้หมายรู้ ก็ไม่ใช่เรา
จิตที่เป็นคนรู้ ก็ไม่ใช่เรา
เมื่อตัวเราไม่มี ใครถูก ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย
กายแก่ กายเจ็บ ก็ไม่ใช่เรา
ไม่มีอะไรเป็นเรา
ความทุกข์มีอยู่ แต่ไม่มีผู้เป็นทุกข์
เห็นขัณฑ์ 5 ทำงานของมันไป
ลำพังร่างกายทำงานไม่ได้หรอก
จิตไม่สั่งให้พูด ให้โกรธ ก็ทำงานไม่ได้หรอก
จิตไม่ใช่ตัวดี ตัววิเศษ ถึงเวลาก็ต้องปล่อยวางเหมือนกัน
ตอนนี้อย่างพึ่งปล่อยตัวผู้รู้
เอาตัวผู้รู้ไปเรียนรู้ความจริงของรูป นาม กาย ใจ
แล้วค่อยปล่อยวางเป็นลำดับ
ตัวจิตผู้รู้นี่หละ ที่ปล่อยวางยากที่สุด
ก็จะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง



วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

วันมาฆบูชาหนอ



วันมาฆบูชา ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 
ปีพ.ศ.2560 ตรงกับวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560

คำว่า มาฆะ เป็นชื่อของเดือน 3
มาฆบุรณมี หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ (เดือน 3) ตามปฏิทินของอินเดีย
วันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3
ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองครั้ง
วันมาฆบูชาจะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4
วันมาฆบูชา คือ วันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก
หลังจากตรัสรู้ได้ 9 เดือน
เนื้อหาคำสอนหลัก คือ "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"

เหตุการณ์ในวันมาฆบูชามี 4 ประการ
1. ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3
2. พระสงฆ์ 1250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ
3. พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6
4. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า
หรือ เอหิภิกขุอุปสัมปทา

http://www.thaiall.com/calendar/calendar60.htm

เข็มทิศชีวิต โดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง

เข็มทิศชีวิต โดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง


ฟังคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง (อ้อย) แล้วรู้สึกดี
เคยฟังแล้ว ตั้งแต่ยังไม่ทุกข์มากมายอะไร
ยิ่งฟังตอนมีทุกข์ ก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้น ผ่อนคลาย ปล่อยวางได้บ้าง
เค้าเล่าถึงความทุกข์ แบ่งปัน และทำให้ผ่อนคลาย
มีหลายตอน ฟังแล้วทำให้เห็นอะไรได้จริง ในแบบที่อยากเห็น
คงเพราะรู้สึกว่าตรงกับตัวเรานั่นเอง

1:00 พูดถึงคนดี คนดีดี แต่คนดีไม่เคยถวายกิเลส หรือใจร้าย ๆ
2:00 คนดี ๆ พอล้มละลาย ป่วยมะเร็ง ก็ทุกข์ซะจนเอาชีวิตไม่รอด
จึงต้องปฏิบัติธรรม เพราะไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดียังไม่พอ
ยังต้องพัฒนาใจ ชำระจิต
เพราะตอนโกรธ โลภ มันทำร้ายใจเราเอง
3:00 เรารู้จักตัวเองมาทั้งชีวิต จริง ๆ แล้วเรารู้จักตัวเองน้อยมาก
4:12 สูญเสียทุกอย่าง ใครมาให้กำลังใจอย่างไรก็ไม่ฟัง ไม่เข้าใจ
5:00 ทุกอย่างที่เรารัก ดูแล และมี จะดูแลดีอย่างไร
ไม่แน่เลยว่าเค้าจะอยู่กับเราตลอดไป ทั้งงาน ลูก ทรัพย์สมบัติ
5:40 สามีลูกเสียชีวิตแล้ว เหมือนโลกดับลงไปตรงนั้นเลย
6:15 สงสารสามี ก่อนเค้าจากไป และรู้ตัว เค้าจะห่วงคนข้างหลังแค่ไหน
7:15 ชีวิตที่เราเคยมั่นใจว่า เราดีมีสติปัญญา ดูแลตัวเองได้
มันไม่แน่เสมอไป เพราะเวลาทุกข์เข้ามา จะเข้ามาพร้อมกันทุกอย่าง
เหมือนจะให้เราตายลงไปตรงนั้น
8:00 แม่หาเมล็ดผักกาด จากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย เพื่อชุบชีวิตลูก
8:45 คนอื่นสูญเสีย สงสารเค้าเล็กน้อย
แต่ถ้าเราสูญเสียเอง อกหักเอง เรากลับทุกข์ซะจนคิดไม่ออก
ว่าทำไมทุกข์ได้ขนาดนั้น
9:40 ปฏิบัติธรรมเพื่อยึดถือคำว่า ตัวเรา ของเรา ให้น้อยลง
11:00 ตัวเราโง่จริง แต่ละอย่างจบตั้งนาน แต่เราเก็บมาเปิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
เหมือนคนเค้าแทงเราครั้งเดียว แต่เราเอามาแทงตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก
12:00 อ๋อ ทุกข์นี้เกิดจากความคิดของเรา ที่ทำร้ายเราเอง
13:00 ทำไมเราปล่อยใจเรา ให้คลุกเคล้ากับสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์
14:00 ในขณะปวดหนอ ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิต
ตรงนั้นเอง ความปวดก็อยู่ตรงนั้น ใจก็ส่วนใจ ไม่จำเป็นต้องเอาปวดมาไว้ในใจ
15:00 ปัญหา ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน ถึงเวลาก็จะผ่านไป
15:40 กำหนดรู้ในปัจจุบัน ทุกข์ขึ้นมา ก็กำหนด ทุกข์หนอ ทุกข์หนอ
16:30 ใจเป็นมือ ทุกข์เป็นก้อนหนาม ต่อไปก็แบมือ คว่ำมือ ทุกข์ก็จะหลุดไป
17:30 ความรู้ทางโลก เรียนมามากมาย ถึงเวลาช่วยอะไรเราไม่ได้เลย
18:00 การปฏิบัติ มาดูแค่ 2 อย่าง คือ ดูกาย กับ ดูใจ ตามกายและใจของเรา
18:40 เอาสติ ไปรับรู้ ตามรู้อยู่ตลอดเวลา พอรู้ตัวก็จะรู้ธรรมชาติ
19:30 มีขึ้นแล้วหายไป เรารักแล้วเค้าไม่รัก รวยแล้วจน ก็รับไม่ได้
20:30 พอเอาเข้าจริง ๆ เราตามรู้ตัวเองได้น้อยมากเลย
20:40 4 เทคนิค คือ ทำช้าจะเห็นกระบวนการ รู้ให้ทันปัจจุบัน
กำหนดให้ติดต่อต่อเนื่อง เอาใจไประลึกรู้
31:00 โกรธแฟน ถ้าแฟนไม่มาง้อ ลงจากเวทีโกรธไม่ได้
ชีวิตเราต้องอิงกับของนอกตัว อิงกับคนอื่นมากมายขนาดนั้นเลยเหรอ
ถึงไม่มี เราก็อยู่ได้ ดับความรู้สึกให้ใจสงบได้ด้วยใจตัวเอง
32:30 ในหัวเรามีความคิดต่าง ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา
แป๊ปเดียวหายไปแล้ว ถ้าไม่เติมเชื้อให้มัน
แล้วทำไมต้องปล่อยความคิดพาเราไปทำอะไรให้เสียใจ
33:30 อยู่ข้างนอก หนีความจริงตลอดเวลา
เบื่ออะไร ทุกข์อะไร ก็หนี ไม่เคยยอมรับได้เลย
การปฏิบัติ และเฝ้าดู
ทำให้เห็นความทุกข์ และอยู่ได้โดยใจไม่ต้องทุกข์ด้วย
36:30 วางไม่ลง เหมือนหนอนในกองอึ
ช่วยหยิบหนอนออก แต่หนอนคลานกลับเข้ากองอึไป
38:00 ทุกวันนี้ ต่อสู้เพื่อสิ่งที่ไม่มีสาระเอาซะเลย
40:40 ชีวิตเรา เสียดายอดีต และห่วงอนาคต
ไม่มีกำลังไปช่วยตัวเองได้ ทุกวันให้อาหารกาย แต่ไม่เคยให้อาหารใจ
43:43 ออกไปแล้ว ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เลยรึเปล่า
แต่สิ่งที่ต่าง คือ รู้เท่าทัน และติดเบรคให้อารมณ์ได้ รู้สึกหนอ
44:30 เค้าก็ทำตามกิเลสเค้า เราก็ทำตามกิเลสเรา จะบังคับทุกอย่างรอบตัว
46:30 เราเหมือนคนที่หวานพืชลงไปในแปลงชีวิตเรา
เลือกได้จะหว่านหนาม หรือเมล็ดพันธุ์ที่ดี ๆ
48:50 ตัวเรารู้ว่าทั้งรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก
แต่ไม่มีกำลังพอ ที่จะช่วยให้ตัวเองทำสิ่งที่ถูกได้
50:00 รู้ว่าทุกข์ ดับได้ด้วยใจตัวเอง
ไม่งั้นจะเอาใจไปฝากไว้กับของนอกตัวตลอดเวลา
52:00 ประโยชน์ของการปฏิบัติ จะได้ไม่ล้มละลายทางใจ
53:00 โลกในหมู่ดาว โลกเหมือนน้ำคลำ เราเหมือนเชื้อโรคตัวเล็ก
ที่บังอาจคิดว่าฉลาด ใครมาบอกอะไรก็ไม่เชื่อ คิดว่ารู้ทุกอย่างในโลก
56:00 เช้าวันที่แปด มาถึงเร็วกว่าที่คิด เหมือนวันตายของเรา
แต่ลมหายใจสุดท้ายของเรามาถึงแน่ ๆ เร็วกว่าที่เราคิด
57:30 เวลาที่เราจะตาย ไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง
เค้าหามเราไปฝัง ไปเผา นอนของเราคนเดียว เหมือนท่อนไม้ที่เค้าทิ้งไว้
59:10 เราบังคับธรรมชาติไม่ได้ แต่เราฝึก
เพื่อยกใจเราให้พ้นจากความทุกข์ของการเปลี่ยนแปลงได้



แช่เมล็ดมะละกอ ปอกเมือกก่อนลงดิน จะดีกว่า (3.)


เอาเมล็ดมะละกอ แช่น้ำ


[วิจัยชาวบ้าน]
ศูนย์สกว.ลำปาง เคยชวนวิจัยชาวบ้านในชุมชนมา 10 ปี
เค้าเน้นสร้างกระบวนการเรียนรู้ในชาวบ้าน
ชาวบ้านคิด แก้ปัญหา ลงมือทำกันเอง เกิดผลกับชาวบ้าน
ก็ต้องมีสมมติฐาน มีหลักการเหมือนวิจัยวิชาการ
เค้าให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ มากกว่าผล
วิจัยชาวบ้านจะเน้นพัฒนาการเรียนรู้ในชาวบ้าน
ไม่เหมือนวิจัยเชิงวิชาการ ที่เน้นว่าต้องได้ผลชัดเจน
เอา SPSS มาวิเคราะห์ ทดสอบสมมติฐาน หาแนวโน้ม
พอได้รูปเล่ม 5 บท ก็นำมาเขียนบทความตีพิมพ์ (Paper)
ก็มาบ่นกันเรื่องนำผลไปใช้ประโยชน์มีน้อย (Citation)


ทิ้งไว้ 2 คืน
แล้วนำมาขยี้เอาเมือกหุ้มออก

[แช่เมล็ด]
วันนี้ค้นในกูเกิ้ล พบว่า การแช่เมล็ดมะละกอก่อนปลูก
สัก 2 คืน แล้วนำมาขยี้เบา ๆ เอาเมือกออก
จะทำให้เยื้อหุ่มเมล็ดหลุดออก
เมื่อนำไปปลูกก็จะขึ้นได้ดีกว่า
ก็เป็นสมมติฐานน่ะครับว่า ใส่กระบวนการนี้เข้าไป
อัตราการงอกจะดีกว่าปลูกตามธรรมชาติ
จึงทดสอบ สร้างกลุ่มทดลอง กับกลุ่มควบคุม
กลุ่มทดลองก็นำไปแช่น้ำตามเค้าว่า
กลุ่มควบคุมก็นำไปปลูกเลยไม่ต้องแช่น้ำ
เตรียมถุงดินเหมือนกันไว้ 5 ถุง หยอดถุงละ 4 เมล็ด
มี 4 ถุงที่เป็นกลุ่มทดลอง
มี 1 ถุงที่เป็นกลุ่มควบคุม


เตรียมถุงดำ
ปลูกแยกกลุ่มทดลอง กับกลุ่มควบคุม


[ผลลัพธ์]
ผลเป็นอย่างไรไม่รู้ เพราะวันนี้เริ่มลงดิน
กว่าจะรู้ว่ากลุ่มทดลอง กับกลุ่มควบคุมต่างกันหรือไม่
คงต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์
แต่สมมติฐานคือ ต่างกัน
ในใจผมก็คิดว่าต่างนะ เพราะเมือกหลุดแล้ว
โอกาสโตของกลุ่มทดลองก็น่าจะเกือบ 100% เลยทีเดียว



วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เตรียมดินปลูกมะละกอ (2.)


ใจร้อน ยังไม่โตดีเลย เอาลงดินล่ะ
อันที่จริงต้องลงหลุมละ 2 - 3 ต้น
ปลูกร่วมกันเผื่อตัดให้เหลือต้นกระเทย

การปลูกพืช เช่น มะละกอ (Papaya) ที่ต้องดูแลตั้งแต่เมล็ด
ไปถึงการเตรียมดินปลูกลงกะบะเพาะต้นกล้า (Seeding) หรือลงถุงดำ (Black Bag)
แล้วค่อยลงดินปลูก เมื่อโตพอแล้ว
จากนั้นก็ประคบประหงมกันไปอีกนาน

ต้นนี้ ได้จากมืออาชีพ
ถ้าโตอีกสักหน่อยจะเอาลงดิน




เกี่ยวกับดินสำหรับเพาะต้นกล้าแล้ว
ได้รับคำแนะนำจาก อ.กู๋ ว่าใช้ "แกลบดำ"
แต่บางคำแนะนำก็ให้ผสมดินเอง
ใช้ดิน 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน และอินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน
เพื่อนบางท่านบอกว่า ใช้วิธีเอาเมล็ดหว่านลงดินที่ชื้น
เดี๋ยวก็ขึ้นเอง ปลูกตามธรรมชาติ ไม่ยากเลย


เตรียมดินลงถุงดำ
ไว้เพาะมะละกอรอบใหม่ (2)
รอบที่แล้ว ผมเตรียมดินเค็มเกินไป


แกลบดำ คือ การนำแกลบ
หรือเปลือกข้าวสารจากโรงสีข้าว ไปเผาจนดำ
ในแกลบดำจะมีแร่ธาตุโปตัสเซียม และแคลเซียม
ที่สมดุลต่อเติบโตของพืช ซึ่งเกษตรกรใช้กันมาก


แกลบ ผสมมูลสัตว์
มีชาวบ้านเค้าทำขาย
ถุงละ 20 บาท

สรุปว่า .. บ้านผมใช้วิธีบ้าน ๆ
คือ นำดิน 3 ส่วน ผสมปุ๋ยคอก (ขี้วัว) และอินทรีย์วัตถุ อย่างละ 1 ส่วน
แล้วลงถุงดำ เพื่อเพาะต้นกล้ามะละกอให้โตในถุงดำ
ลงไว้ถุงละ 4 เมล็ด ที่ปลูกหลายต้น
เพราะเอาไว้เผื่อเลือก ว่าต้นไหนเป็นต้นกระเทย
ก็จะเก็บต้นกะเทยไว้ ส่วนเพศผู้ หรือเพศเมียตัดทิ้ง
ทำตามคำแนะนำของเกษตรกรมืออาชีพเค้า

เรื่องนี้ไปแชร์ในกลุ่ม "รวมพลคนเกษตรพอเพียง"
https://www.facebook.com/groups/309497585748066/permalink/1452472158117264/


เรื่องนี้ไปแชร์ในกลุ่ม "กลุ่มเกษตร(คนอยากทำเกษตร-3)ฟรีสไตล์"
https://www.facebook.com/groups/1606818812907160/permalink/1860576567531382/

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เพื่อนให้วัตถุธรรม ผมก็ให้คุณแม่ต่อ (๒๗.)

cd ธรรมะ


[กัลยาณมิตร]
หลังผมต้องมาดูแลคุณแม่ที่บ้าน
ก็มีเพื่อนฝากอาหารบำรุงกาย สมุนไพร
นม น้ำผลไม้ น้ำผึ้ง แยม
มาเยี่ยมถึงที่บ้านก็มีหลายคณะ
ทั้งทีมวิทยาลัยสงฆ์ ทีมสมัชชาสุขภาพ ทีมสกว.ลำปาง
ขอบคุณด้วยใจจริง ๆ
ระหว่างนั่งเขียนอยู่นี้
ก็เปิดธรรมของ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมช.โช
อ.ศรีเพชร ท่านให้ซีดี MP3 ของหลวงพ่อ แผ่นที่ 55, 64, 65
ท่านเป็นอาจารย์สอนผม ตั้งแต่สมัยผมเป็นนักศึกษาแล้ว
ให้อาหารทางปัญญาขณะผมเป็นนักศึกษา เป็นอาจารย์ก็เนือง ๆ
หลังออกจากรั้วมหาวิทยาลัย
ก็ได้ธรรมะนี่หละ ที่เป็นอาหารใจยามกระหาย
ชีวิตเรานี่ จิตใจสำคัญจริง ๆ

[อาหารใจคุณแม่]
ต่อไปทั้งผม และคุณแม่คงฟังธรรมบ่อย
ฟังกันทุกวัน
เพราะผมเปิด youtube.com ให้คุณแม่ฟัง
หวังว่าจะหาความร่มเย็นเป็นสุขให้กับใจ
การฟังธรรมช่วยได้เยอะ
ช่วยให้ใจสงบได้ดีมาก
น้ำเสียงของพระท่านก็ฟังแล้วรู้สึกเย็น
พระท่านจะเน้นเรื่องการฝึกจิตใจ ไม่ฟุ้งซ่าน
หาความสงบให้จิตใจ
เกิดความสุข ความอิ่มขึ้นในใจ



วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เรื่องนอนไม่ใช่เรื่องกล้วย ถ้ามีวิตกกังวล (๒๖.)



[ได้กล้วยได้ข้าวได้ไพล]
มีเพื่อนฝากอาหาร และของใช้มาหลายท่าน


ได้กล้วยหอมเขียวจากคุณเรณู
ได้น้ำมันไพลจากน้องนีย์
ได้กล้วยผงจาก อ.กร
ได้ข้าวสีม่วงจาก อ.สัญญา
และอีกมากมายจากมิตรสหาย มาบำรุงคุณแม่

หลายอย่างคุณแม่ทานได้ ก็เป็นโชคดี
หลัง ๆ อาหารจะเน้นผักพื้นบ้าน น้ำขิง
ผลไม้ กล้วย ส้ม จะได้ขับถ่ายสะดวก
ของฝากบางอย่างผมแบ่งทานด้วย
บำรุงคนที่ดูแล
เพราะไม่รู้ว่าชีวิตผมกับคุณแม่
ใครจะอยู่นานกว่ากัน
"ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน" พระท่านว่าไว้

[เวลานอนไม่ได้นอน เวลากินไม่ได้กิน]
อายุมากขึ้น ก็จะนอนน้อย หลับดึก ตื่นเช้า
พักนี้คุณแม่มีกังวลเรื่องการเข้าห้องน้ำอย่างมาก
แต่ละคืนจะวิตกกังวล แล้วเข้าบ่อยมาก ไปนั่งนาน
เนื่องจากมีคืนหนึ่ง หลายสัปดาห์ก่อนเข้าไม่ทัน
เดี๋ยวนี้ ทั้งคืนจะเข้าห้องน้ำเกือบ 10 ครั้ง
เน้นตอนค่ำ กับใกล้รุ่ง
แถวเที่ยงคืนก็ประมาณ 2 ครั้ง
ไปหาคุณหมอ
พบว่า บอกว่าพาแม่นอนตั้งแต่ 6 โมงเย็น
ท่านเข้าคำสุดท้ายยังไม่ทันเรียงเม็ด
ท่านก็จะเข้านอนล่ะ บอกว่าง่วงมาก
คุณหมอก็แนะนำว่า ตอนเย็นเรียกว่า "งีบพัก"
ให้เปลี่ยนเวลาทานยานอนหลับ ไม่ใช่ 6 โมงเย็น
ให้ยาประมาณ 2 ทุ่ม ตอนมาเข้าห้องน้ำ
เพราะอย่างน้อยคนเราต้องนอนติดต่อกัน 4 ชั่วโมง
ไม่งั้นจะไม่ดีต่อสุขภาพ

[เมื่อค้น กังวลเหมือนเดิม]
เมื่อคืนเปลี่ยนเวลาทานยานอนหลับ
และยาบำรุงสมอง เป็น 2 ทุ่ม
ตามคำแนะนำของคุณหมอ
แต่คุณแม่กังวลเหมือนเดิม
เข้าห้องน้ำเกือบทุกชั่วโมง แต่โชคดีหน่อย
ที่ตี 1 ถึงตี 5 ไม่ตื่นขึ้นมา หลับยาวไป
หวังว่าจะมีช่วงเวลายาว ๆ ให้ท่านหลับยาวทุกคืน

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฝึกปล่อยวางคำถามของคุณแม่ (๒๕.)

ท่านชอบมาก อยากได้ที่กันผีได้


[คำถามที่ผมตอบไม่ได้]
หลายคำถามที่คุณแม่ถามมา
แล้วตอบไม่ได้ เพราะตอบไปก็ถูกโกรธ
หาว่าผมโกหก หาว่าผมพูดไปเรื่อย
ที่ผ่านมาต้องบ่ายเบี่ยง ให้น้าช่วยกันตอบ
บางท่านก็พูดตรง บางท่านก็เลี่ยงไม่ตอบ
แต่หลายคำถามจะวนกลับมาหาผม
ต้องการคำตอบ และถามซ้ำหลายครั้ง
ก่อนหน้านี้
พยายามตอบคำถาม หรือเฉไฉไป
ก็ได้ผลบ้าง ไม่ได้บ้าง
เช่น คุณตาคุณยายไปไหน
ก็ตอบว่าติดงาน ยังไม่กลับ พรุ่งนี้กลับ

[คำถามช่วงบ่าย 3]
แต่ละวันก็มีกิจกรรมหลัก คือ ทานข้าว 3 เวลา
ไม่ง่ายเลย ลุ้นกันมื้อต่อมื้อ
เพราะคุณแม่ทานยาก และเลือกมากทุกมื้อ
ผ่านข้าวเช้า ก็พาดูทีวี นอนเล่น เข้าสวน หรือนั่งคุยกัน
ผ่านข้าวเที่ยง ก็หาอะไรให้ท่านทำเพลิน ๆ
จนถึงบ่าย 3 ท่านขอเข้านอนก็จะลืมตาคิดนู่นนี่
หลายวันที่ผ่านมา
ท่านจะสรรหาคำถามที่ยากจะตอบ
เช่น เอกสารหายไป ตามหา อยากได้มากมาย
แต่ไม่รู้ว่าเอกสารนั้นคืออะไร เป็นต้น
ขอเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ในอดีต มีเหตุผลสำคัญ
ซึ่งสถานที่นั้นไม่มีแล้วในปัจจุบัน
อยากพบคนนู้น คนนั้น
แล้วถามเรื่องที่เค้าจะตอบกันไม่ได้
มีเรื่องคาใจท่านเยอะ
บ่าย 3 เป็นเวลาว่างให้ท่านได้คิด
และเป็นเวลาที่ผมพบคำถามที่ตอบไม่ได้อยู่เสมอ

[พบวิธีตอบคำถาม]
วันนี้ก็บ่นกับท่าน เปิดใจตรง ๆ กันเลย
ว่า ผมไม่สบายใจที่ท่านถามคำถามที่ตอบไม่ได้
ท่านบอกว่า "ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบสิ"
อึ้ม ฟังมีหลักการขึ้นมาเลย
แล้วนึกได้ว่า การพูดถึงอาการเจ็บป่วยของท่าน
แล้วขอให้ท่านหยุดตั้งคำถาม
เป็นวิธีที่ได้ผล
วันนี้ใช้วิธีการเล่าถึงความเจ็บป่วยที่ผมเป็นห่วง
สวนกลับคำถามของท่านไปทันควัน
ทำให้ท่านหยุดตั้งคำถามต่อ และขอให้ท่านพักผ่อน
คลายความยึดติดในคำถาม ด้วยการนอน ปล่อยวาง
จะได้ไม่เจ็บป่วย ไปกว่าเดิม
สรุปว่าวันนี้ได้ผลกับวิธีนี้ครับ ท่านฟัง และเงียบไป
จากนั้นก็เปิดธรรมะให้ท่านฟัง
เป็นของหลวงพ่อปราโมทย์
เรื่อง "การฝึกจิตฝึกใจจนปล่อยวางจิต"
ต่อไปคงต้องหาเปิดบ่อย ๆ แล้ว


วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การกิน กับการกลืนเป็นคนละตอนกัน (๒๔.)

ข้าวต้ม ที่ใช้ข้าวใหม่


[ท่ออาหาร กับท่ออากาศ]
อาหารเมื่อเข้าปาก ก็ต้องเคี้ยว และกลืน (Swallow)
ตอนกลืนลงคอจะมีลิ้นปิดเปิดกั้น
ระหว่างหลอดอาหาร (Oesophagus) กับหลอดลม (Trachea)
โดยทั่วไป ผู้ดูแลจะพะวงว่า ลิ้นปิดเปิดทำงานไม่ดี
ทำให้อาหารหลุดเข้าหลอดลม
บางท่านถึงแก่ชีวิตมาแล้ว และมีเยอะด้วย
คุณแม่ของผมยังไม่พบปัญหานี้ชัดเจน
เพราะมีปัญหาในขั้นตอนการเคี้ยว และกลืน
ถ้ากลืนลง ก็จะผ่านลิ้นปิดเปิดได้ปกติ

[คายอาหารบ่อย]
การเลือกกิน คุณแม่ของผมจะเลือกค่อนข้างมาก
ถ้าไม่ถูกปาก ไม่ถูกใจ ก็จะไม่นำเข้าปาก
ถ้านำเข้าปากก็จะเคี้ยวและกลืน
กลไกการกินก็น่าจะเป็นเช่นที่ว่าไว้ข้างต้น
วันนี้
อาหารถูกปากทุกรายการ
มีทั้งแกงขี้เหล็ก ไข่เค็ม กุงเชียง ข้าวต้มข้าวใหม่
แต่คุณแม่คายทิ้งถึง 2 ครั้ง ๆ ละคำใหญ่ ๆ
ดูแล้วก็น่าจะเป็นครึ่งหนึ่งของที่ทานไปทั้งหมด
ไปดูเศษอาหารที่คาย วันนี้ตั้งใจดู เพราะสงสัย
พบว่า
มีกับข้าวหลายรายการ ที่ยังไม่ย่อย เป็นชิ้นอยู่เลย
ที่คายออกมาพร้อมกัน
แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การกลืนอย่างเดียว

[ปัญหาการกิน]
ผมสรุปแบบชาวบ้านว่า
คุณแม่ตักอาหารเข้าปากเป็นคำ
แล้วไม่ได้เคี้ยวคำนั้นจนละเอียด แล้วกลืน
แต่ตักคำต่อคำ เข้าไปอยู่ในปาก ตามที่ชอบ
โดยไม่ได้เคี้ยวแล้วกลืนให้จบเป็นคำไป
แสดงว่าคุณไม่ได้ใส่ใจหรือรับรู้กับรสชาติ
คิดแต่ว่ากินคือนำเข้าปาก แบบคำต่อคำ
เมื่อเข้าไปมากก็แน่นมาก ไม่เคี้ยวต่อ
แต่เลือกคายทิ้ง
ต่างกับอาหารหวาน เช่น ผลไม้ ข้าวเหนียวเปียก ขนมปัง
ที่กลืนได้หมดทุกคำ ไม่เคยมีปัญหา
สรุปว่า ต่อไปคงต้องกำกับใกล้ชิด
ให้ท่านปิดงานเป็นคำให้เรียบร้อย
ไม่ใช่กิน แต่ไม่กลืนอย่างที่เป็นอยู่

ความสุขของแม่ (๒๓.)

พาแม่เข้าสวน น่าจะมีความสุข


[ความหมายของความสุข]
เคยเห็นผู้คนมากมายในสื่อสังคม
ทำสิ่งต่าง ๆ แล้วเรียกว่า ความสุข (Happiness)
เมื่อค้นจาก google.com
พบว่า นิยามของความสุข มีหลากหลาย
แต่สรุปได้ว่า แบ่งได้หลายแบบ
แบบที่ 1
ความสุขทางกาย กับความสุขทางใจ
บางครั้งก็ขัดแย้งกันเอง
คือ สุขกายแต่ทุกข์ใจ หรือสุขใจแต่ทุกข์กาย
คนที่โชคดีก็จะมีความสุขทั้งกาย และใจ
เช่น ออกกำลังเหนื่อยกาย แต่สุขใจ
หรือ อยู่เฉย ๆ กินแล้วก็นอนสุขใจ แต่กายจะมีปัญหา
แบบที่ 2
ความสุขทางโลก กับความสุขทางธรรม
สุขทางโลก มักเป็นสุขจากกิเลส
สุขทางธรรม มักเป็นสุขจากความสงบ โดยมีพระสงฆ์ช่วยชี้นำ
สุขทางโลกมักมีคนอื่น หรือสิ่งของมาเป็นปัจจัย
แต่สุขทางธรรมมักมีตนเองเป็นปัจจัย เช่น การควบคุมจิตใจ
แบบที่ 3
ความสุขที่ทำตัวยุ่งตลอดเวลา หรือจิตสงบ (ปล่อยวาง)
ในทางธรรม มองเรื่องจิตสงบ อยู่นิ่ง
ด้วยการเจริญสติเป็นความสุข
เช่น คนที่บ้านมักเจริญสติทุกวัน ๆ ละครึ่งชั่วโมงบอกว่าจิตดีขึ้น
ในทางโลก ผมชอบทำนู่นทำนี่ หาเรื่องคิด หาเรื่องทำ
ก็เป็นความสุขอีกแบบ ต่างกับปล่อยวางอย่างสิ้นเชิง
แบบที่ 4
ความสุขที่เฝ้ามองสิ่งที่ชอบ (ความสุขจากการรับรู้)
เห็นคน สัตว์ สิ่งของที่ชอบ ก็เป็นสุข
มองดารา มองนักฟุตบอล มองคนในครอบครัว
มองต้นไม้ มองสัตว์เลี้ยง มองบ้าน มองรถ
แค่มองเห็น ก็สุขใจได้
แบบที่ 5
ความสุขจากสัมผัสทั้งห้า (ความสุขจากการรับรู้)
มักเกิดขึ้นผ่านการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5
คือ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
เช่น รับรู้ถึงอากาศร้อนมาก หรือหนาวมากก็เป็นความสุข
หอมมาก ดังมาก นุ่มมาก หวานมาก รูปทรงดีมาก ก็สุขได้
แบบที่ 6
ความสุขที่ได้ชนะบางสิ่ง (ชนะตนเอง หรือคนอื่น หรือธรรมชาติ)
ตั้งเกณฑ์ขึ้นเอง หรือเกณฑ์ที่คนอื่นตั้งให้
เช่น ปีนหน้าผา ขับรถท้าความตาย เข้าป่า ล่าสัตว์ ไปพจญภัย
ถ้ารอดกลับมาอย่างปลอดภัยก็จะมีความสุข
หรือเล่นเกมส์ แล้วผ่านด่านสุดท้าย หรือเป็นแชมป์โลก
ก็จะมีความสุข เป็นความฝันของ gamer
แบบที่ 7
ความสุขที่ได้ระบาย 
มนุษย์มีความก้าวร้าวซ่อนอยู่ภายใน
การได้ดูกีฬา หรือการแข่งขัน แล้วต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม
จนฝ่ายที่ตนเองเลือกชนะ ก็จะมีความสุข
บางคนอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์หรือดูข่าวบางประเภท
ก็มีความสุขได้ เหมือนได้ระบาย ได้ผ่อนคลายความกดดันในชีวิตลง

[อายุ 70 ปีจะสุขอะไร]
เคยได้ยินว่ากินอิ่ม นอนอุ่น ก็จะมีความสุข
แต่ถ้าอายุ 70 80 90 หรือ 100 ปี
บางท่านกินเป็นทุกข์
ถ้าเลือกได้ก็คงไม่กิน
มีผู้ป่วยมากมายที่กินได้ด้วยความยากลำบาก
คุณแม่ของผมก็มีอาการที่เรียกว่า กลืนยาก
เพราะสมองสั่งระบบการกลืนได้ไม่ดีนัก
นอนอุ่น
แต่ผู้สูงอายุหลายท่านจำบ้านตนเองไม่ได้
บ้านไหนก็ไม่ใช่บ้านตนเอง
ในอนาคตบ้านเราอาจไม่ใช่บ้านเรา จำอะไรไม่ได้เลย
ผมก็บ่นวนไปครับ
เพราะเห็นคุณแม่แล้วย้อนนึกถึงตนเอง
ว่าในอนาคตเราจะเป็นอย่างนั้น แล้วจะทำอย่างไร
มีคำแนะนำมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ปล่อยวาง
ก็เป็นคำแนะนำที่น่าสนใจยิ่ง

[ทำอะไรในแต่ละวัน]
แต่ละวันที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีความสุข
สิ่งที่ทำได้ คือ ดูแลข้าวปลาอาหาร ที่หลับที่นอน และขับถ่าย
นอกจาก 3 เรื่องหลักแล้ว
ก็จะชวนกันคุยเรื่องที่สบายใจ ในแต่ละวัน
ดูหนัง ฟังเพลง ชวนกันดูแลสุขภาพ
เล่าเรื่องลูกหลาน เพื่อนบ้าน พี่น้อง และข่าวสังคม
พาเข้าสวน ชวนดูต้นไม้เติบโต
เล่าถึงกิจกรรมซักผ้า หุงข้าว ทำกับข้าว เลือกรายการอาหาร
ออกไปเที่ยวนอกบ้าน ชมนก ชมไม้ เยี่ยมญาติบ้าง
นี่ก็เป็นความสุขที่พอทำได้ให้คุณแม่

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ดูหนังยาวในทีวี ช่วยคุณแม่ได้ส่วนหนึ่ง (๒๒.)

ดูหนัง มีอะไรให้คิด เยอะเลย


[บ่นว่าดูทีวีไม่รู้เรื่อง]
ผมเคยชวนคุณแม่ดูทีวี
หลายช่องที่รายการเปลี่ยนเร็ว
ทุกชั่วโมง ทุกครึ่งชั่วโมง ไม่ค่อยเป็นเรื่องเป็นราว
ดูแล้วก็ประติดประต่อเรื่องราวไม่ค่อยได้
ผู้ป่วยอัลไซเมอร์คงไม่ค่อยชอบ
ยกเว้นรายการตลก หรือรายการทำอาหาร
ที่ดูแล้วก็หัวเราะตาม เห็นอาหารน่าทานก็มีความสุข

[ช่องโมโน]
มีอยู่วันหนึ่ง ผมเปลี่ยนช่องไปโมโน 29
มีหนังดังคุณภาพใน Box master และซีรี่ดังตลอด
เปิดดูทีไร คุณแม่ก็ดูจนจบเรื่องเกือบทุกครั้ง
ถ้าน่าสนใจนะ
ปกติท่านจะหลับเร็ว เพราะไม่ชอบรายการช่วงเย็น
โดยเฉพาะเดินหน้าประเทศไทย
แต่มีวันหนึ่งมีหนังถูกใจ ท่านดูจนจบ
กว่าจะหลับก็ 2 ทุ่ม

[ดูหนังได้]
ไม่ใช่ทุกคนจะดูหนังรู้เรื่อง หรือดูได้จนจบ
หลายคนบ่นว่า เข้าโรงหนังทีไร หลับทุกที
ก็คงเพราะดูไม่รู้เรื่อง
แต่คุณแม่ดูเป็นเรื่อง ท่านเคยนั่งดูหนังกับผม
ตั้งแต่สมัยที่อาการยังไม่หนักเหมือนปัจจุบัน
ดีใจ ที่ท่านยังดูหนังรู้เรื่อง
แต่ไม่ได้ถามว่าที่ดูไป รู้เรื่องรึเปล่า
ที่ผมดีใจ คือ ท่านมีสติจดจ่ออยู่กับเรื่องราวได้
แสดงว่าท่านดู และคาดหวังฉากต่อไปได้
สำหรับคนที่ดูหนังไม่ได้ คือ ดูแล้ว
ไม่คาดว่าอะไรจะเกิดในฉากต่อไป ก็คงเลิกดูกลางเรื่อง
สมองคนเรา เวลาเสื่อม ไม่ได้เสื่อมพร้อมกันไปทุกส่วน
บางส่วนยังทำงานได้ดี
คุณแม่ยังรับรู้เรื่องราวในหนังได้ และมีความสุขกับเรื่องราว

http://www.wachalife.com/blog/12180.html
http://thaipublica.org/2016/08/film-industry-2/
http://www.thaiall.com/handbill
http://mono29.com/schedule

สำลักได้ เพราะหลอดลม กับ หลอดอาหารใกล้กัน (๒๑.)

อาหารเข้า และลงไปทางหลอดอาหาร
ถ้าแวะที่หลอดลม เรียกว่า สำลัก


[กลืนน้ำเปล่ายาก]
คุณแม่กลืนน้ำยากมาก
เป็นเพราะสมอง จากปัญหาพาร์กินสัน บวกอัลไซเมอร์
ถ้าเป็นของหวาน ขนม กล้วย มะละกอ
จะทานคล่องคอ ไม่มีปัญหา
แต่น้ำ หรืออาหารที่ไม่ถูกปากจะลงคอได้ยากมาก
กลืนน้ำแต่ละอึก บางทีใช้เวลากว่า 5 นาที
เคยมีว่า กลืนน้ำไม่ลง ขอคายน้ำทิ้งก็มี

http://www.bknowledge.org/home/content/bshow/srch/1/blid/6

[วันนี้สำลักของหวาน]
ทานโจ๊ก แต่ไม่ถูกปาก ทานได้ไม่กี่คำ
ขอเปลี่ยนเป็น ข้าวเหนียวเปียกใส่เผือก
ท่านทานของหวานได้ และทานหมดเลย
แต่ทานได้ครึ่งหนึ่ง ก็สำลัก แรงมาก
น้ำตาไหล ไออย่างแรง ให้บางอย่างออกจากหลอดลม
โชคดีว่าไม่ลงหลอดลมไปลึก
ท่านสำลัก ไอออกมาจนหาย
แล้วก็ทานข้าวเหนียวเปียกต่อไปจนหมดถ้วย
การสำลักอันตรายมาก เวลาดื่มน้ำ
คนธรรมดาอย่างผมก็ยังสำลักอยู่บ่อย ๆ เลย

[สำลักอันตรายถึงชีวิต]
ฟังมาเยอะเลย เรื่องการสำลัก
ทำให้ต้องสนใจใกล้ชิด
กรณีแรก
บางท่านไม่เคยสำลัก
แต่สำลักครั้งเดียว ถึงชีวิตก็มี
ถ้ามีอะไรหลุดเข้าหลอดลม แล้วไม่ออกมานะ
กรณีที่สอง
สำลักบ่อย แต่ไม่เป็นอะไร
เพราะไอจน เศษอาหารหลุดจากหลอดลมได้
เป็นบ่อย ๆ ก็จะทำให้ปอดมีปัญหา อักเสบได้
กรณีที่สาม
ได้ยินมาเยอะว่า ทานอาหารยาก กลืนไม่เก่ง
จนหลายครั้งมีเศษอาหารหลุดเข้าหลอดลม
จนทำให้ปอดอักเสบ ติดเชื่อ และเสียชีวิตได้
หากรักษาด้วยการเจาะ ก็สงสารท่านมาก ๆ
ก็ต้องดูแล รักษาตามอาการใกล้ชิด

การช่วยเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากหลอดลม
ของผู้ป่วย



http://www.jintana.mns.ac.th/pontape/p7-6.html

ทีวีก็ดีครับ มีเรื่องราวที่นำไปเล่าให้แม่ฟังได้

ทีวีนี่ก็ดีนะครับ มีเรื่องราวมากมาย
เรื่องหนึ่ง คือ ข่าวนางงามจักรวาล 2016
ผมก็ค้นข้อมูล
นำไปเล่าให้คุณแม่ฟังแก้เหงา เป็นเรื่องที่ผู้คนกำลังสนใจด้วย
ตัวแทนผู้เข้าประกวดของไทย เข้ารอบ 6 คนสุดท้าย
น้องน้ำตาล ชนิตา ส่วนเสน่ห์


น้องน้ำตาล ชนิตา ส่วนสเน่ห์ ได้รับตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์
และได้เข้าประกวดนางงามจักรวาล หรือมิสยูนิเวิร์ส 2016 ที่ประเทศฟิลิปปินส์
เข้ารอบ 6 คนสุดท้าย
http://www.thaiall.com/actress/aright.htm
ซึ่งกองประกวด Miss Universe ได้โพสต์คลิ๊ปเปิดตัวน้องน้ำตาลเป็นคนแรก
เธอบอกเล่าว่าวัยเด็กต้องสู้ชีวิต
ช่วยแม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างน่าประทับใจ
น้องน้ำตาลเป็นคนสมุทรปราการ อายุ 21 ปี (IG @namtanlitaa)
สูง 169 เซนติเมตร เป็นลูกสาวคนโตของครอบครัว
บิดาชื่อ นายสรนันท์ ส่วนเสน่ห์ อาชีพพนักงานขับรถ
มารดาชื่อ นางชุติกาญจน์ ส่วนเสน่ห์ อาชีพพนักงานขาย บริษัท คิง เพาเวอร์
จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนพูลเจริญวิทยาคม จ. สมุทรปราการ
ปัจจุบันกำลังศึกษา อยู่ชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
http://headshot.tnews.co.th/contents/221918/





ผู้สูงอายุเป็นลม (๒๐.)



[คุณแม่เป็นลม]
ทีแรกก็ไม่แน่ใจว่าคุณแม่เป็นลมรึเปล่า
แต่ทบทวนแล้ว ผมว่าเป็นลม
อาการ คือ ตื่น 7.00 วันแรกของ ก.พ.
พาคุณแม่เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟังเหมือนปกติ
สดชื่น และยืนแปลงฟันเองได้สบายเช่นเคย
ผมก็ยืนประกอบข้างหลังท่านเหมือนเดิม
ระยะหลังท่านช่วยตัวเองได้หลายอย่าง
วันนี้เหมือนแปลงฟันใกล้เสร็จแล้ว
แต่เห็นท่านชะงัก และก้มลงมากผิดปกติ
ก็เข้าไปถาม
จากนั้นท่านก็เริ่มอ่อนตัวตรงซิงค์น้ำล้างหน้า
จนยืนเองไม่ไหว
ขณะนั้นก็ประคองท่านอยู่จนลงไปนั่งด้วยกัน
เหมือนท่านไม่รู้ตัว
จึงอุ้มไปนอนพักบนที่นอน จากนั้นไม่ถึงนาที
ท่านก็รู้สึกตัว
อีก 2 - 3 นาทีต่อมาก็ปกติ ตอบโต้ได้
สามารถประคองเดินได้
ทบทวนอาการแล้ว ผมว่าท่านน่าจะเป็นลมจริง ๆ

[ทบทวนสาเหตุที่อาจทำให้เป็นลม]
สาเหตุแรก
ระยะหลัง คุณแม่ทานน้ำน้อย เพราะกลืนน้ำไม่ลง
ให้ดื่มเยอะ ๆ ก็แอบเททิ้งบ้างก็มี
ก็เปลี่ยนให้ดื่มนมถั่วเหลืองบ้าง
การขาดน้ำเป็นสาเหตุแรกที่สงสัย
ตอนนี้แก้ด้วยการซื้ออาหารเสริม ensure สำหรับผู้ป่วย
เป็นเหมือนนมชงน้ำร้อน
จะเสริมทั้งแร่ธาตุ วิตามิน และน้ำให้ท่าน
สาเหตุที่สอง
เมื่อคืนท่านตื่นเข้าห้องน้ำบ่อย และมีอาการเหมือนท้องเสีย
เมื่อวานคุณแม่ทานผลไม้ ทั้งส้ม มะละกอ และฟักทอง
สงสัยจะช่วยระบายได้ดีเกินไป
นอกจากท้องเสีย ทำให้เสียน้ำ ก็ยังมีเรื่องการนอน
เพราะท่านนอนน้อยทั้งกลางวัน และกลางคืน
ยานอนหลับของคุณหมอน่าจะอ่อนไปแล้ว
ระยะหลังท่านตื่นบ่อยครับ เกือบทุก 2 ชั่วโมง
ถ้าไปพบคุณหมออีก คงต้องขอยานอนหลับที่แรงขึ้น
สาเหตุที่สาม
เตรียมอาหารให้ท่านหลายอย่าง แต่ละมื้อ
อย่างละนิดละหน่อย ไม่รู้ว่าชอบอะไรบ้าง
แต่ท่านทานน้อย เลือกเยอะ และเหลือทิ้งตลอด
น่าจะเป็นเหตุให้ขาดสารอาหารที่เพียงพอ
ก็แก้ด้วยการซื้ออาหารเสริม ensure
เป็นอาหารทางการแพทย์เสริมอาหารหลักที่ทานเป็นประจำ

[ดูอาการพรุ่งนี้]
ท่านนอนบนที่นอน มักดิ้นไปดิ้นมา คิดนู่นคิดนี่เสมอ
พรุ่งนี้เช้าคงต้องดูอาการว่าเป็นอีกไหม
แต่วันนี้เดินทางไปหลายที่หลายทาง
เดินไปไหนมาไหนเยอะ ถือเป็นการออกกำลัง
ต่อไปคงต้องพาท่านเดินออกกำลังมากขึ้น
เข้าสวน ชมนก ชมไม้ บ่อย ๆ
จะได้หลับฝันดีกว่าทุกคืน และจะไม่เป็นลมอีก