วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

อ่านหนังสือธรรมะให้คุณแม่ฟังบ้าง นิดนึง (๔๔.)

หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถร)


[ความสามารถในการเดินดีขึ้นมาก]
ระยะนี้ เห็นว่าความสามารถในการทรงตัว
ของคุณแม่ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วงแจ่มใส
ตอนแจ่มใส หรือมีสติ ในช่วง 2 - 3 วันนี้
พบว่า เดินได้ดีมาก
ตามมาด้วย น้ำเสียงแข็ง สายตาแข็ง การทรงตัวดี ความมุ่งมั่นสูง
และมีจินตนาการและย้อนอดีตที่มากกว่าปกติเยอะ

ช่วง 11โมงเช้า ถึงเย็นจะมีสติที่แข็งขึ้นมาก
ทำให้สามารถยืนเดินได้ไม่มีปัญหา
หากมีที่เกาะระหว่างทาง ก็ไม่ต้องห่วงเลย
การเซหน้า เซหลังมีบ้าง
นั่นทำให้ไว้วางใจไม่ได้มากกว่าเดิม
เดิม ปล่อยไว้ตรงไหน ก็นะอยู่ตรงนั้น
ตอนนี้ ปล่อยไว้ไม่ได้ จะเดิน หรือเดินตาม
และทำในเวลาอันสั้น
เช่น ไปหยิบของ ก็แทบจะเดินตามกันเลย

[หากิจกรรมทำยามว่าง]
ที่บ้านผมมีตู้หนังสือเก่าหลายตู้
และหนังสือไม่น้อยเป็นหนังสือธรรมะของคุณพ่อ
ที่เสียไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
หนังสือของคุณแม่ก็จะมีหนังสือเรื่องสุขภาพ กับตำราอาหาร
หนังสือของผมที่พึ่งขนไป ก็จะเป็นหนังสือคอมฯ ที่จับน้อยลง
วันนี้นั่งอ่านบทปลงสังขารให้คุณแม่ฟัง
ก็ไม่แน่ใจว่าคุณแม่คิดอย่างไร
เพราะท่านไม่มีปฏิกิริยา หรือฟังแล้วเฉย ๆ
พรุ่งนี้คงต้องอ่านให้ฟังใหม่ แต่พูดมากไปก็ไม่ดี
กลัวจินตนาการที่มีเยอะ และเยอะอยู่แล้ว
ส่วนหนังสือธรรมะ ตอนนี้ผมหยิบมาอ่าน 2 เล่ม
คือ หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล และ หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถร)
สนใจในส่วนของ ชีวประวัติและจริยาวัตร และการมรณภาพ
พออ่าน พอทราบ ก็จะได้มีข้อมูล
ชวนคุณแม่คุยเรื่องธรรมะ กับหลวงพ่อ
วันนี้บ่าย ๆ นั่งสมาธิกับคุณแม่
เพราะชวนย้ายที่บ่อย มานั่งในครัว
ท่านก็นั่งดู ส่วนผมนั่งเพลินไปหน่อย เผลอหลับให้ท่านนั่งเฝ้า

[ชวนอ่านหนังสือธรรมะ]
หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถร)
http://www.thaiall.com/dhamma/

มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะ
ชื่อหนังสือ "หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถร)"
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
ฉบับที่ผมมีคือ เล่ม 2 พระธรรมเทศนา สำหรับคฤหัสถ์
มี 22 หัวข้อ และ "ชีวประวัติและจริยาวัตร" เป็นหัวข้อที่ 23
ISBN : 974-89198-3-8
พิมพ์ครั้งที่ 5 เมษายน 2537
ผู้จัดพิมพ์เล่าว่า พิมพ์ครั้งแรก 11 เมษายน 2534
ในหน้า 390 แจ้งว่า หลวงพ่อชา อาพาธนาน 11 ปี
และถึงแก่มรณภาพ เมื่อพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2535
แสดงว่าตอนหนังสือเล่มนี้ออก หลวงพ่อยังไม่มรณภาพ
ใน e-book เล่ม 2 หน้า 719 พบเนื้อหาตรงกับเล่มที่ผมมีอยู่
ไม่ได้ปรับปรุงในส่วนของ ชีวประวัติและจริยาวัตร
หัวข้อ 30 หลวงพ่ออาพาธ ใน ชีวประวัติและจริยาวัตร
เล่าว่า มีอาการความจำไม่ดี อาการโงนเงน ทรงตัวไม่ดี
เมื่อย และอ่อนเพลีย มีอาการหนักตึงที่ต้นคอ
พบช่องภายในสมอง ที่น่าจะมาจากอาการสมองเสื่อม
ต่อมาพบว่าเป็นเบาหวาน
หัวข้อ 31 เล่าเรื่อง ผ่าตัดเจาะกระโหลก 31 ตุลาคม 2524
หัวข้อ 32 เล่าเรื่อง ผ่าตัดเจาะคอ 29 มีนาคม 2530
เนื้อหาของหนังสือ ชีวประวัติและจริยาวัตร จบเพียงเท่านี้

หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล


เนื้อหาหลักอ่านได้จาก e-book นะครับ
ภาค 1 สำหรับบรรชิต
http://www.kanlayanatam.com/book/48PratamPuCha_part2.pdf
ภาค 2 สำหรับ คฤหัสถ์
http://www.kanlayanatam.com/book/48PratamPuCha_part1.pdf

วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

เซียนท้อ หรือ ม่อนไข่ หรือ ละมุดอินเดีย (8.)

ถามเพื่อนที่ lamang cty
เค้าว่าลูกนี้เรียก เซียนท้อ


เล่าเรื่อง "ผลไม่เหลือง ๆ เมล็ดสีน้ำตาล"
คุณน้าของผมไปซื้อจากตลาดเกาะคา
เห็นว่าลูกละ 15 บาท ซื้อมาชิม 1 ลูก
เห็นว่าเหลืองแล้ว ปอกเปลือกชิมดูก็พบว่า "ฝาด"
แม่ค้าบอกว่าให้กินตอนสุกงอมแล้วจะหอมหวาน
สงสัยยังไม่งอม

ไปถามในกลุ่ม lampang city
ก็มีเพื่อน ๆ มาบอกว่าเป็น "เซียนท้อ"
ในหลายอำเภอมีขาย และไม่แพง
แสดงว่ามีสวนในภาคเหนือ ปลูกตามบ้านน่าจะมีเยอะ
แต่ที่บ้านผมไม่ได้ปลูกต้นนี้ น่าหามาปลูกนะนี่
https://www.facebook.com/groups/243126115797740/permalink/1201489609961381/



ม่อนไข่
ชื่อสามัญ Canistel, Egg fruit, Tiesa, Yellow sapote, Canistelsapote, Chesa (ฟิลิปปินส์), Laulu lavulu หรือ Lawalu (ศรีลังกา)

ม่อนไข่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Pouteria campechiana (Kunth) Baehni (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Lucuma campechiana Kunth) จัดอยู่ในวงศ์พิกุล (SAPOTACEAE)

สมุนไพรม่อนไข่ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า
ลูกท้อพื้นบ้าน (ราชบุรี),
ท้อเขมร (ปราจีนบุรี),
ทิสซา (เพชรบูรณ์),
เซียนท้อ เขมา ละมุดเขมร ละมุดสวรรค์ หมากป่วน โตมา (กรุงเทพฯ)

ลักษณะของต้นม่อนไข่
ต้นม่อนไข่ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงโดยทั่วไปไม่เกิน 8 เมตร และอาจสูงได้ถึง 27-30 เมตร
มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นประมาณ 1 เมตร ลำต้นมียางสีขาว ๆ ที่กิ่งอ่อนเป็นสีน้ำตาล
ผลไม้ม่อนไข่ เป็นผลไม้พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ (ประเทศเม็กซิโก) และในอเมริกาใต้ (ประเทศเบลีซ, กัวเตมาลา, คอสตาริกา, เอลซัลวาดอร์, ฮอนดูรัส, ปานามา, นิการากัว)


https://medthai.com/

วันนี้จิตไม่เชื่อง จิตกับกายพอเสื่อมก็คุมกันไม่อยู่ล่ะ (๔๓.)

สติมา ปัญญาเกิด
สติเตลิด ว่าง ๆ ค่อยไปดึงกลับมา
ถ้ายังมีเวลา ไม่เตลิดไปไกลนัก


[จิตไม่เชื่อง]
วันนี้ ก็เช่นเดียวกับทุกวัน
ตื่นแต่ไก่โห่ หากาแฟดื่มแต่เช้า
เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า อาบน้ำ
จัดการตนเอง ก่อนมาดูแลคุณแม่
พอเสร็จกิจ ก็มานั่งสมาธิ รอคุณแม่ตื่น
วันนี้นั่งสมาธิ กายพร้อม ใจก็พร้อม
แต่พบว่าจิตไม่เหมือนเดิม
ปกติผมจะนั่งใน 4 ระดับ
เริ่มต้น ก็มองลมหายใจเข้าออกสัก 10 นาที
แล้วเริ่มมองการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเอ็นดอร์ฟิน
จากนั้นก็พาจิตไปอยู่นิ่ง ๆ ที่ใดที่หนึ่ง
สุดท้ายก็ปล่อยให้จิตสงบ ว่างอยู่กับตัว เพราะจิตเชื่อง
แต่วันนี้จิตไม่เชื่อง และไม่นิ่ง
เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
ที่จิตไม่ยอมอยู่กับลมหายใจดี ๆ วิ่งไปนู่นมานี่
แปลกดีนะ ผมก็เลยปล่อยไป เลยตามเลย
จนกระทั่งคุณแม่เรียก จึงลุกออกมา

[จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว]
ตอนนี้ ผมยังแข็งแรง สุขภาพยังดี
ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ณ วินาทีนี้นะ แต่วินาทีอื่นไม่แน่
เวลานั่งสมาธิ
ถ้ากายไม่พร้อม จิตก็เป็นนายไม่ได้
หลายคนบอกว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
แต่นึกถึงกรณีของคุณแม่แล้ว
ผมว่า "ถ้าความรู้สึกนึกคิด คือ จิต"
ตอนกายป่วย เป็นอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อม
จนจำเหตุการณ์ จำพฤติกรรม จำผู้คนไม่ได้
ก็คงจะจำการควบคุมจิตไม่ได้ จิตที่เคยคุมกาย
ก็จะกลายเป็นกายที่คุมจิต
ซึ่งกายคุมจิตมาแต่ไหนแต่ไร
ตั้งแต่เกิดแล้ว เราพึ่งจะมาฝึกให้จิตคุมกาย
ก็ตอนที่ฝึก ไม่ฝึก ก็ไม่คุม ปล่อยเลยตามเลย
ฝึกแล้ว ก็ยังคุมกายได้ยาก
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ได้ไม่ตลอดเวลา
ปวดหัว เป็นลม เป็นลืมขึ้นมา จิตก็คุมกายยากล่ะ

[ถ้าผมบวช]
คิดเฉย ๆ จิตตนาการไปเรื่อย ๆ
ว่า ถ้า[ผม]บวชตอนอายุมาก แล้วปฏิบัติเยอะ สม่ำเสมอ
จนถึงขั้น ชำนาญการ เชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญพิเศษ
พออายุ 75 ปี แล้วความจำเสื่อม
สมองเสื่อมจะย้อนเวลา ว่าตอนนั้น อายุ 25 ปี

คิดว่าไม่เคยบวช ไม่เคยเป็นพระ ไม่เคยมีครอบครัว
ไม่เคยสนใจเรื่องนั่งสมาธิ ไม่เคยชำนาญเรื่องคุมจิต
นั่นคือ จิตคุมกายไม่ได้ และ กายคุมจิตโดยสิ้นเชิง
คิดแล้วเป็นทุกข์ กลับสู่การไม่คิดดีกว่า
ปล่อยจิตให้อยู่กับความนิ่ง ความว่างต่อไป น่าจะดี
ไม่คิดเรื่องทุกข์ ก็จะไม่เป็นทุกข์


วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

เหมือนย้อนเวลาไป 40 ปี หลังจากนั้นไม่เคยเกิดขึ้น (๔๒.)

หนึ่งในภาพที่นำมาเล่าให้คุณแม่ฟัง
แต่เหมือนท่านหยุดเวลาไว้ตรงนั้น


[ลืมไป และกลับมาจำได้]
โรคอัลไซเมอร์ ทำให้ลืมบางเหตุการณ์ไป
และอาจจำเหตุการณ์นั้นได้อีกครั้ง
มีความเป็นไปได้ที่ลืมบางเรื่อง และจำบางเรื่อง
สมองฝ่อ คือ เนื้อสมองหดตัว มักจะถาวร
ทำให้ความทรงจำ และความสามารถบางอย่าง
รวมทั้งการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ช่วยตัวเอง
ค่อย ๆ เสื่อมถอย หายไป
คุณหมอบอกว่า ถ้าอาการเพิ่มขึ้น
ความสามารถที่จะช่วยตัวเองก็จะลดลง
ลดลงไปเรื่อย ๆ จนช่วยตัวเองไม่ได้เลย
ซึ่งอะไรที่ทำไม่ได้บ้าง ก็จะค่อย ๆ ปรากฎขึ้น

[หนึ่งในความน่ากลัว]
เห็นคุณแม่จำเหตุการณ์
ช่วงก่อนเกษียณ หลังเกษียณไม่ได้
จำเรื่องลูกชายตอนเป็นหนุ่ม แต่งงาน มีหลานไม่ได้แล้ว
ความจำของท่าน คือ มีลูกชายตัวเล็ก ๆ ที่พึ่งคลอด
หรือไม่ก็อายุประมาณ 7 ขวบ ก่อนเข้าโรงเรียน
ท่านบ่นเรื่องปัญหาการเอาลูกเข้าโรงเรียน
คือ ตอนผม 7 ขวบ คงกังวลเรื่องเอาลูกเข้าโรงเรียน
เคยพยายามพูดคุย
แต่เหมือนความจำในช่วงหลังผม 7 ขวบ
แทบจะไม่หลงเหลืออยู่เลย
จึงมีความกังวลค้างอยู่ และผุดขึ้นมาเสมอ ๆ
ผมอยากเรียกว่า ความจำที่หายไป ไม่ใช่การลืม

[ผลของการจำไม่ได้]
คุณแม่กำลังใช้ชีวิต ย้อนไปตอนอายุ 30 ปี
เป็นอาการของโรคอัลไซเมอร์เรื่องความจำ
ย้อนไปสมัยผมพึ่งจะเกิดได้ไม่กี่ปี
ทำให้ท่านกังวลเรื่องเหตุการณ์รอบตัว
ว่าเด็กชายคนนั้นหายไปไหน ลูกท่านหายไป
เหตุการณ์สมัยที่คุณพ่อผมยังมีชีวิต
ทำให้ท่านกังวลว่าทำไมคุณพ่อไม่เหมือนเดิม
คุณพ่อ คุณยาย คุณตา หายไปไหน ถามเป็นพัก ๆ
ดูจากภายนอก คุณแม่ปกติทุกอย่าง
หากพูดคุยกับลูกหลาน ท่านจะมีคำถามเยอะ
ผมที่เป็นลูกเอง ก็ยังทำให้ท่านสับสนเยอะ
เพราะท่านเชื่อว่า ลูกท่านยังเล็กนัก
และท่านก็ไม่ได้เชื่อในคำอธิบายของผม

[ถ้าผมเป็นบ้าง]
ทุกคนมีโอกาสเป็น และโอกาสเพิ่มขึ้น
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น
ถ้าผมเป็นโรคอัลไซเมอร์
แล้วจำเหตุการณ์ได้ถึงตอนอายุ 25 ปี
นั่นจะเป็นช่วงที่คิดว่ายังไม่แต่งงาน ยังไม่มีลูก
ผมก็คงมองหาแต่คุณพ่อ กับคุณแม่
เหมือนที่คุณแม่ของผม
มองหาคุณตา กับคุณยาย ที่จากไปแล้วกว่า 50 ปี
และลูกหลานที่ดูแลผม
ก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้าที่ผมไม่ยอมรับ
ทุกวันนี้ ผมยังโชคดีที่คุณแม่คิดว่าผมเป็นคุณพ่อ
ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ไม่รู้
นั่นเป็นโชคดีของผม

วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560

พาไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เรื่องเบา ๆ (๔๑.)



[หนัก เบา ก็เข้าโรงพยาบาล]
บ้านผมอยู่ใกล้โรงพยาบาล
มีอะไรก็จะพาคุณแม่เข้าโรงพยาบาล
หลายวันมานี้ท่าน ถ่ายเบา ไม่ค่อยดีนัก
ถ่ายหนัก ผมต้องช่วย และเริ่มฝืดขึ้น
ที่ผ่านมา ผ่านเรื่องหนักไปได้ทุกครั้ง แต่หนักใจอยู่
ส่วนถ่ายเบา ก็ไม่เคยมีปัญหา หลายวันนี้
วันนี้คุณน้ามาดูที่บ้าน และบอกว่าให้พาไปหาหมอเลย
ผมเห็นอาการมาหลายวัน ก็รอดูอาการให้แน่ใจ
แอบหวังว่าน่าจะกลับมาเป็นปกติ
วันนี้คุณน้าให้คุณแม่ทานน้ำเยอะกว่าที่ผมเคยให้
แต่จนบ่ายก็ยังไม่ถ่ายเบา ไม่ปวด ไม่เข้าห้องน้ำ
หลายวันมานี้ เข้าเช้า แล้วก็เย็นเลย
ซึ่งนั่นคือปัญหาเดิม
ที่ทำให้วันนี้ตัดสินใจพาคุณแม่ไปหาหมอ
เอาจริงแล้ว ถ่ายเบาสำเร็จด้วยดี วันละ 2 รอบ
คือ เช้าตรู่ กับ ประมาณ 2 ทุ่ม
เวลาอื่นเข้าบ่อย เข้าแล้วไม่ยอมออก นั่งแป๊ปนึงก็ลุก
เวลาอื่น อาจมีบ้าง ไม่ค่อยแน่นอน
แต่ไม่เกิน 4 ครั้งในหลายวันมานี้
สรุปว่า พาไปตรวจ เผื่อพบอะไรจะได้รักษาทัน

[สวนปัสสาวะ]
ไปถึง คุณหมอก็ให้สวนปัสสาวะ
มีคุณพยาบาลช่วยกันหลายคน คุณแม่กำลังใจดี
ก็คาดว่าจะเกิดขึ้น
เหมือนที่เคยอ่านจาก google ก่อนไปพบแพทย์
ทีแรกคาดว่าจะออกเยอะ เพื่อนำไปตรวจในแล็บ
คุณพยาบาลบอกว่า ออก 20 ซีซีเอง
บอกว่าสงสัยดื่มน้ำน้อย
แต่ใจผมคิดว่า
วันนี้ดื่มน้ำไม่น้อย ดื่มพร้อมยา ดื่มนม ทานข้าว 2 มื้อ
แต่น้ำออกน้อยมาก จากการสวนปัสสาวะ
ไปพบคุณหมอ ฟังผลแล็บ
ก็บอกว่า อาทิตย์หน้ามาตรวจใหม่
ให้ดื่มน้ำมาเยอะ ๆ
เพราะดื่มน้ำน้อย อาจเชื่อผลวันนี้ไม่ได้
และจะ x-ray ดูว่ามีนิ่วด้วยรึเปล่า
ยาที่ได้มา คือ ยาแก้ปวด กับยาพาร์กินสันที่ขอเพิ่มไป
ผมถามถึงยาที่ช่วยเรื่องปัสสาวะตามอาการ
คุณหมอบอกว่า
ยาที่ผมต้องการ เค้าไม่ให้กัน กับอาการแบบนี้
เพราะผลข้างเคียงเยอะ จึงไม่ได้ให้มา
รับทราบ เข้าใจ แล้วพาคุณแม่กลับบ้าน

[กลับบ้าน]
วันนี้กลับบ้านแล้ว ก็ให้คุณแม่ดื่มน้ำเยอะ
ดื่มนมช่วย ดื่มน้ำใบเตยช่วย
แต่ปัสสาวะยังน้อย หรือแทบไม่มา
เข้าห้องน้ำบ่อยเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรออกมาเหมือนเดิม เข้าไปเฉย ๆ
ตอนนี้ 2 ทุ่มแล้ว
ผมก็นั่งรอให้คุณแม่เรียกให้พาเข้าห้องน้ำ
หลังจากเข้ากันไปหลายรอบแล้ว
หวังว่าวันนี้จะปัสสาวะออกมาเยอะแบบทุกวัน
สรุปว่าเกือบ 3 ทุ่ม
คุณแม่ถ่ายเบาได้แล้ว คืนนี้ หวังน่าจะหลับยาวได้
เพราะช่วงกลางวัน ๆ นี้ ท่านไม่ได้พัก
น่าจะหลับพักผ่อนช่วงกลางคืนได้ยาว
หลังได้รับยาก่อนนอนไปเรียบร้อยแล้ว

วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

มองคุณแม่วันนี้ เหมือนมองตนเองในอนาคต (๔๐.)

เป็นรูปที่ผมให้คุณแม่ดู
แต่คุณแม่ไม่ยอมรับ ท่านว่าไม่ใช่พ่อ เข้าใจผิดกันไปใหญ่
เพราะพ่อที่ท่านรู้จัก เดินไปเดิมมา คอยดูแลท่านอยู่ตลอดเวลา


[วันนี้]
วันนี้ เสาร์ 11 มีนาคม 2560
อาหารวันนี้ใช้ได้ คุณแม่ทานอิ่มทั้ง 3 มื้อ
เช้า สังขยาฟักทอง ทานได้เยอะ
บ่าย แกงเลียง กับข้าวหลาม
เย็น แกงผักเสี้ยว ใส่ไข่มดแดง กล้วยอีก 1 ลูก
ทุกมื้อปิดด้วยน้ำขิง กับเอ็นชัวร์
คุณแม่ซึมมาหลายวัน ไม่ค่อยพูด
วันนี้ทานข้าวได้ดีกว่าหลายวันที่ผ่านมา
แม้จะกิน 3 คำ แล้วลงกระเพาะ 1 คำ ที่เหลือคายก็ตาม
ตอนเย็นมีเรื่องให้ประหลาดใจ
หลังทานข้าวเสร็จ ก็นั่งฟัง คสช. จนง่วง
ท่านก็บอกว่าจะไปล่ะ 
ผมจะพาเข้าห้องนอน หรือห้องน้ำ
แต่ครั้งนี้ท่านบอกว่าไม่ใช่ 
แล้วก็มีสีหน้าแสดงความโกรธ
ผมหยุดนิดนึง ถามว่าจะไปไหน
ครั้งนี้ท่านแสดงความโกรธมากกว่าเดิม
ผมจึงต้องพาท่านนั่ง แล้วค่อย ๆ ถาม
ว่าไปไหน
แล้วท่านก็สงบลง
ยอมเข้าห้องนอนตามปกติ

[มองแม่ ก็เหมือนมองผมในอนาคต]
ถ้าผมโชคดี ผมก็จะอยู่ดูแลคุณแม่ไปตลอด
แต่ถ้าผมโชคไม่ดี ต้องจากคุณแม่ไปก่อนวัยอันควร
นั่นก็คงเป็นโชคร้าย ของผมและคุณแม่พร้อมกัน
คุณแม่คงมีผมตอนอายุ 27 ปี
ดังนั้นอีก 27 ปี ผมก็จะอายุเท่าคุณแม่
โบราณว่า
ลูกหลายคน เลี้ยงแม่คนเดียวไม่ได้
แต่แม่คนเดียว เลี้ยงลูกหลายคนได้
ในอนาคต 
ตัวผมเองก็อาจมีปัญหาเรื่องการได้รับการดูแลแบบนี้
หากต้องป่วยเป็นอัลไซเมอร์ 
คงลุ้นว่าลูกจะสะดวกที่ต้องดูแลผมรึเปล่า
การบันทึก และทำความเข้าใจ
ทำให้ได้ใช้เวลาคิด และวางแผนมาก ๆ
หากในอนาคต ผมต้องล้มป่วยลง จะต้องทำตัวอย่างไร
เพราะโรคนี้ในเครือญาติฝั่งคุณแม่
ก็ยังไม่มีใครเคยเป็น จึงไม่มีประสบการณ์ตรง
พอเป็นขึ้นมาก็ฉุกระหุกเหมือนกันครับ ไม่ทันตั้งตัว

[อายุ 75 ปี]
ก็ไม่รู้จะโชคดีขนาดนั้นรึเปล่า
ถ้าผมอายุยืนเท่าคุณแม่ในวันนี้
การดูแลตนเอง เดี๋ยวนี้สืบค้นได้ง่าย ผ่าน google
ว่าเป็นอะไร รักษาอย่างไร มีผลข้างเคียงหรือระยะไหน
เรียกว่ารักษาไปตามอาการ
ไม่ว่าจะเป็นหมอ หรือพยาบาล หรือตัวผม
เวลาล้มป่วยก็อาจไม่โชคดี อาจรักษาไม่หายไปซะทุกโรค
นั่นเป็นสัจธรรมของชีวิต
ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
การนั่งมองคุณแม่ การบันทึกไว้ ทำให้ผมได้ทบทวน
ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร เคยทำอะไรในอดีตไว้บ้าง

คนเราลืมง่าย
ผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมแล้ว ผมจึงต้องบันทึกไว้
ที่เขียน blog ทิ้งไว้ เพื่อให้ตัวผมกลับมาอ่านอีกครั้ง

เมื่อเวลาล่วงเลยไป
ก็จะได้รู้ว่าตนเอง ทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง
มีอะไรที่ต้องเตรียมพร้อม หรือเตรียมใจอย่างไร
นั่นก็คือเหตุผมหนึ่ง ที่บันทึกทิ้งไว้
เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่ย้อนเวลาไม่ได้

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

คุณแม่สร้างปาฏิหาริย์อีกครั้ง (๓๙.)

ไก่ทอด KFC ท่านชอบมาก ๆ
สั่งว่าเอาไก่แบบในทีวี


[อยากกินไก่ทอดแบบในทีวี]
วันนี้ทานบะหมี่ หรือหมี่ซั่ว อร่อยเหาะ
เช้ามาคุณแม่ก็โซ้ยบะหมี่ใหญ่เลย
จำได้ว่าเข้าปากไป 5 คำ
หมดถ้วยที่เตรียมให้
แต่ลงท้องไปได้ประมาณสองคำ
มื้อบ่ายบะหมี่อีก
ก็ชะตากรรมเดียวกัน คือ กลืนลงคอไปไม่ได้มากนัก
หลังทานบะหมี่ กับผลไม้เสร็จ
บอกว่าอยากกินไก่ทอด คุยกันไป คุยกันมา
ก็จำได้ว่าอยากกินไก่ทอด KFC ที่เคยเห็นในทีวี
ผมจึงออกไปซื้อให้ และบอกให้นั่งรอ
คุณแม่ก็นั่งรอทานไก่จริง ๆ

[ไม่ทานหมู เนื้อ ไก่มานานแล้ว]
ทุกครั้งที่เห็นหมู เนื้อ ไก่
หรือผักอะไรที่ผิดปกติ จะเขี่ยออก หรือทิ้งลงถัง
หมูก็ไม่ทาน ทิ้งหมด
วันนี้ก็ถกกับคุณแม่ว่า ที่ขอไก่ทอด จะเคี้ยวได้เหรอ
เพราะท่านติดไม้จิ้มฟันทุกมื้อ และระหว่างมื้อ
มีอะไรค้าง ท่านจะหยุด และใช้เวลากับไม้จิ้มฟัน นานเลย
แล้วผมก็ต้องไปซื้อให้
ก็เตรียมลุ้นว่าจะทานได้กี่คำ
เพราะบะหมี่เมื่อเช้า ท่านยังเคี้ยวไม่เป็นเลย
ให้เคี้ยว ก็อม แล้วก็คาย ผ่านไปได้แค่สองคำ
แล้วไก่เป็นขา กับข้าวเหนียว ท่านจะได้สักกี่คำนะ
ก็ซื้อมา เผื่อท่านสู้
เพราะผมเชียร์ท่านให้ทานข้าวทุกคำ
ให้กำลังใจ ให้ท่านเคี้ยว และกลืน สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง

[ปาฏิหาริย์มีจริง]
มื้อนี้ผมไม่ได้เชียร์ เดินไป เดินมา นั่งดูกับคุณน้า
นัยตาท่านมุ่งมั่น กินจนหมดทั้งน่อง ฉีกเองเลย
คายบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา
คาดว่าท่านกลืนได้เกินครึ่งน่องเป็นอย่างน้อย
สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ คือ สมอง
วันนี้เรียกว่า Peak ได้เลย
ขณะท่านกินไก่ทอด
สมองน่าจะทำงานเต็มที่
เรียกว่า เยอะที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้
ฉีกไก่ เคี้ยวไก่ ได้อย่างคล่องแคล่ว จนหมด
ไม่มีหยุด ไม่มีค้าง ไม่มีใจลอยเหมือนมื้อก่อน ๆ
การทำงานของสมองที่เต็มที่แบบนี้
มักเกิดตอนออกนอกบ้าน ไปหาหมอ หรือมีแขกมาเยี่ยม
หรือกดดันจากสมองของตนเองที่ต้องทำให้สำเร็จ
เหมือนเป็นด่านที่ตนเองต้องผ่านไปให้ได้ แล้วก็ผ่านได้
โรคอัลไซเมอร์มีขึ้นมีลง เป็นธรรมดาครับ
ถ้าสมอง Peak ทุกวันก็ดีสิครับ
แต่จะสร้างสถานการณ์ทุกวันก็ไม่ได้
เพราะท่านไม่ได้ร่วมมือด้วยทุกมื้อ
หมี่ซั่ว แสนอร่อย



วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560

สมองไม่สั่งให้กิน คงไม่ได้กินล่ะ (๓๘.)

สำรับนี้ ชุดเล็ก


[ของอร่อย ห้ามใจไม่ได้]
เวลาผมเจอของอร่อย ห้ามใจไม่ได้
เท่าไรเท่ากัน
ไปเดินห้าง เห็นร้านนู้น ร้านนี้
ผมมักถ่ายภาพอาหารแล้วโพสต์
รู้สึกชอบการกิน เคยแบ่งปัน อยากให้เพื่อนกินด้วย
หวานบ้าง คาวบ้าง นุ่มบ้าง แข็งบ้าง เยอะ
แต่นั่นเป็นอดีต
ปัจจุบัน ไม่ค่อยได้ไปเดินห้างแล้ว อยู่ดูแลคุณแม่ตลอด
นาน ๆ จะพาแม่ไปช็อปที่โลตัสสักครั้ง
ไปซื้อ ensure กับ กระดาษทิชชู่ กับจิปาถะ
กิจวัตรภาคบังคับ คือ กิน เข้าห้องน้ำ และนอน
ทิชชู่ไม่เคยห่างกายคุณแม่ โดยเฉพาะตอนนอน
ต้องเอาน้ำลายออกตลอด ไม่งั้นเข้าหลอดลม
เพราะเพื่อนเตือนมาว่า ระวังเรื่องหลอดลม
การสำลักทำให้ปอดอักเสบได้

[ไปช็อบที่กาดมั่วตอนตีห้า]
วันนี้ไปหาของอร่อยที่กาดมั่วตั้งแต่เช้า
เพราะเมื่อวานแม่ทานของคาวไม่ค่อยได้
ปกติจะเตรียมอาหารแบบเป็นคิวหลายระดับ
ไม่นำไปเรียงให้เลือก
คิว คือ ของคาว ของหวาน ผลไม้ และอาหารเสริม
เมื่อวานกลืนของคาวแทบไม่ลง
บางวันของหวาน กับผลไม้ ก็มีปัญหาการกลืนเหมือนกัน
วันนี้ได้น้ำพริกผักนึ่ง กับตำขนุน
เพราะคุณแม่ชอบ หรือเคยชอบ
จัดให้อย่างละนิด ก็พอ
ข้าวเตรียมมาเพียง 1 ช้อนโต๊ะ ไม่เคยหมด
สรุปว่าวันนี้ เสิร์ฟของคาวตามภาพ
เลือกทานแต่มันนึ่ง กับน้ำพริกมะกอกนิดนึง
ที่เหลือบอกว่าไม่อร่อย ไม่ทาน
ตำขนุนบอกว่าเหม็น ให้นำออกตั้งแต่เห็น
ผักนึ่ง ชิมไป 1 คำ บอกว่าขม ไม่ชอบผักขม
ถั่วต้มที่เคยกิน ก็ไม่แตะเลย

วันนี้แบ่งทาน เข้าปากไปทั้งหมด 5 คำ
เข้าปาก เคี้ยวแป๊ป อม จบด้วยคายทิ้งทุกคำ
เสิร์ฟต่อด้วยข้าวเหนียวเปียก กับกล้วยบวชชี
อย่างละนิดเดียว คายเหมือนกัน และกินไม่หมด
ที่ทานได้ คือ ส้ม กับ ensure
ตอนเที่ยงคงสู้กันใหม่
ทานข้าวเกือบสิบโมง ยังดูไม่สดชื่น
คงต้องมื้อเที่ยงค่อยสู้กันใหม่

[สมองไม่สั่ง กลืนไม่ได้]
ประเด็น คือ อาหารที่เข้าปาก เลือกแล้ว
ชอบแล้ว
ที่ไม่ชอบ จะไม่นำเข้าปากเด็ดขาด
ปัญหา คือ ที่เข้าไปอยู่ในปาก
ไม่เคี้ยว อมอย่างเดียว พอนานเข้าก็ต้องคาย
ผมควบคุมปริมาณตลอด แต่ไม่สำเร็จ
จะให้ทานแค่คำเล็ก ๆ และให้กลืน
วันนี้ไม่สำเร็จ เพราะไม่มีคำใดที่กลืนลงคอ
สมองคุณแม่ชอบอาหาร
เวลาตักคำแรกเข้าปาก
ก็เตรียมตักคำต่อไปเข้าปากทันที
แต่เข้าไปเยอะ หรือน้อย ถ้าไม่กลืนก็ต้องคาย
ผมต้องคอยขัดจังหวะ จัดคิวให้ตักทีละคำ ไม่เร่ง
ช่วงบ่าย สดชื่นแล้ว น่าจะทานได้มากขึ้น
คราวนี้เปลี่ยนเป็นข้าวเหนียว
เพราะท่านเคยถามถึงข้าวเหนียวกับกับข้าวเมือง
แต่ไม่ได้หวังกับข้าวเหนียวมาก
เพราะมีปัญหาเหมือนกัน และข้าวเหนียวเปียกก็ยังทานยากเลย

วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2560

ความทรงจำ เดี๋ยวหายไป เดี๋ยวกลับมา (๓๗.)

เทคโนโลยีช่วยบันทึกอดีตไว้ได้

สมองคนเรามีศูนย์สั่งการ
ที่นี่หละควบคุมเรา

[เมื่อสมองถูกกระตุ้น]
เชื่อว่า
หากสมองได้รับการกระตุ้น ก็จะทำงานได้ดี
และทานข้าวได้ จำเรื่องราวได้ถูกต้อง
ครั้งหนึ่ง จะพาไปหาหมอ คุณแม่ก็ตื่นเต้น
เช้านั้น คุณแม่คายข้าวแค่คำแรก
จากนั้นก็เคี้ยวและกลืนได้ปกติ
หากมีเหตุการณ์กระตุ้นสมอง
ไม่ว่าจะเป็น ความดีใจ ความโกรธ ความตกใจ ความหวัง
สรุปว่าสมองที่ได้รับการกระตุ้น ในระดับที่มากพอ
ครั้งหนึ่ง ผลการกระตุ้นทำให้คุณแม่จำ
ว่า ผู้ที่ดูแลคุณแม่อยู่ คือ ลูกชายคนเดียว
และไม่มีลูกตัวเล็กที่พร่ำเรียกหาว่า หายไปไหน
จะไปถามหาลูกตัวเล็ก ๆ จากใครต่อใคร
แสดงว่า สมอง ที่ฝ่อนั้น
ความจำบางส่วน ที่คิดว่าหายไปแล้ว ไม่ได้หายไปถาวร
แค่หลงลืม และกลับมาทำงานได้อีก ในบางครั้ง
การลืมว่าผมคือ ลูกชาย ยังไม่ถาวร
หลังจำได้ ผมก็ถามย้ำเช้าเย็น
นี่ผ่านมา 2 วัน คุณแม่ยังจำได้ว่าผม คือ ลูกชาย
พอจำได้ ผมก็บันทึกคลิ๊ปวีดีโอ
ให้ท่านพูดว่า ผมลูกใคร และเขียนลงกระดาษ
ด้วยลายมือของท่าน คราวหน้าลืมอีก
ผมก็จะหยิบมาเปิดให้ดูอีกครั้ง
การทำงานของสมองไม่ค่อยแน่นอน
บางวันง่วงนอน หลับเยอะ
บางวันสมองตื่นตัว ไม่ยอมนอนกลางวัน
คิดนู่นนี่เยอะไปหมด วันนี้ทานข้าวเช้าเสร็จก็นอนพักแล้ว

[เรื่องที่ไม่น่าลืม]
มนุษย์เรา มีเรื่องมากมาย
เรื่องมากมายที่ไม่น่าลืม ก็มีเยอะ
เช่น ลืมว่าผมเป็นลูก แต่ท่านก็ลืม
ทำให้ลืมว่าผมแต่งงาน มีลูก และท่านก็มีหลาน
การพูดถึงหลาน
ท่านก็คิดว่าเป็นลูกหลานของคนอื่น
เพราะลูกของท่านยังตัวเล็ก
บางครั้งไปพบน้องของคุณแม่ ผมก็จะยกมือไหว้ทุกครั้ง
ระยะหลัง
ท่านก็เหมือนจะลืมว่าน้าของผม คือ น้องของท่าน
ยกมือไหว้ตามผมทุกครั้ง แปลกใจกันไปทุกทีเช่นกัน

[ดูหนังเรื่องความทรงจำ]
มีภาพยนตร์เรื่อง inside out กับ พรจากฟ้า
เล่าเรื่องการควบคุม และปัญหาความจำจากโรคอัลไซเมอร์
เห็นแล้วก็เหมือนเรื่องของตนเอง ดูหนังแล้วย้อนดูตน
แต่พอคุณแม่มีปัญหาจากโรคอัลไซเมอร์ บวกพาร์กินสัน
รับรู้เลยว่ามีรายละเอียดมากมาย
กว่าที่เห็นในภาพยนตร์
ความทรงจำมีเรื่องของ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
พักนี้พยายามพูดคุยกับคุณแม่ ว่า
สิ่งที่อยู่ในกะละมังที่เตรียมไว้คายอาหารคือ อดีต
สิ่งที่อยู่ในปาก คือ ปัจจุบัน ต้องกลืนลงไปให้ได้
สิ่งที่อยู่ในจาน หรือของหวานหลังอาหาร คือ อนาคต
จะเตรียมไว้ แต่ไม่ให้เห็นก่อนทานข้าว นำมาทีละรายการ
คุณแม่มักจะติอาหารว่า
เค็มไป เปรี้ยวไป เผ็ดไป หวานไป จืดไป
แต่ผลของการติ คือ กลืนไม่ลง
ปัญหานี้เกิดบ่อยในช่วงเช้า
สิ่งที่ทานได้มักเป็นของหวาน แต่บางรายการก็คาย
ที่คาย เช่น เผือกกวนบ่นว่าเหนียว
บวชชีกล้วยให้ไป 4 ชิ้น ก็กลืนได้ 2 ชิ้น
ปกติจะไม่ปลุกท่าน ยกเว้นท่านขอตื่นเองตั้งแต่เจ็ดโมง
ระยะหลังจะนอนพักนาน ๆ
ให้สมองพักผ่อน ก็มักจะเริ่มทานข้าว 9 โมงกว่า
ปล่อยให้พัก คิดว่าจะมีสติดีขึ้นเมื่อตื่น ก็ยังมีปัญหากลืนอยู่ดี
ก็ต้องปรับรายการอาหารกัน แบบมื้อต่อมื้อ
พูดคุยด้วย แบบคำต่อคำ ลุ่นว่ากลืนได้ไหม
ปกติคำแรกจะกลืนไม่ลง ส่วนคำต่อไปก็ต้องลุ้น