วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560

วันนี้เกือบแก้ปัญหาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ผ่าน (๑๙.)

ปลูกมะละกอคู่กัน ตามวิถีธรรมชาติ
ถ้าควบคุมการปลูก ไม่ปลูกแบบนี้แน่


[วิถีของผู้ดูแล]
ปกติเวลาดูแลคุณแม่ที่บ้าน
ผมก็จะนั่งเป็นเพื่อนท่าน ตัวผมอยู่หน้าคอมฯ
ส่วนคุณแม่ก็นอน กลิ้งไปมาบนที่นอน หรือนั่งดูทีวี
แต่ท่านจะเห็นผมนั่งด้วยตลอด 
เพราะย้ายโต๊ะมาหน้าห้องท่านเลย คุยกันบ้าง
แต่ผมกับคุณแม่ คุยกันคนละแนวมาตลอด
เพราะชีวิตที่ผ่านมา อยู่คนละสายอาชีพ
อีกอย่าง ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเพื่อนบ้าน หรือเพื่อนท่าน
ไม่เหมือนคุณน้า ที่รู้จักงานท่าน รู้จักเพื่อนบ้านมากกว่าผม
เวลาอยู่หน้าคอมฯ
ผมก็จะเขียนเรื่องราวในบล็อก ปรับปรุงเว็บเพจการศึกษา
ตามประสานักคอมพิวเตอร์ เตรียมสอนบ้าง ไรบ้าง

[คุณแม่คงเบื่อ]
วันนี้คุณแม่นอนพักหลังข้าวเช้า ได้หนึ่งตื่น
สงสัยจะเริ่มเบื่อจากการนอน
พอตื่นขึ้นมา ก็ชวนผมไปบ้านเก่าเมื่อ 50 ปีก่อน
ท่านเรียกว่า "บ้านในโรงงาน"
แต่ผมจำได้ว่า ย้ายออกมาตั้งแต่ก่อนผมเกิดซะอีก
ท่านบอกว่าพึ่งย้ายออกมาได้ไม่กี่วัน และยังเก็บของไม่หมด
ลืมของสำคัญไว้ที่นั่นต้องไปเอา
อธิบายด้วยเหตุด้วยผล ไปตั้งนานสองนาน
ท่านถามกลับมาคำเดียว "จะพาแม่ไปรึยัง"
แล้วก็ว่าผมท่ามาก นี่ถ้าแข็งแรงไปเองแล้ว
เรื่องไม่จบครับ รบเร้าจะไปให้ได้
จะให้พาขึ้นรถ แล้วเดินทาง ท่านอยากเดินทาง
ผมจะไปนั่งทำงานหน้าคอมฯ ต่อก็ไม่ได้
ต้องเปลี่ยนแผนกิจกรรมของวันนี้

[อากาศดี พาเข้าสวน]
พอออกมานอกชายคาบ้าน
ชมนกชมไม้ นั่งคุยกันสักพัก ท่านก็ขอเข้าสวน
จึงทาโลชั่นกันยุง แล้วพากันเข้าสวน
ให้ท่านนั่งดูผมถางหญ้า รดน้ำต้นไม้
ผมปลูกมะละกอไว้แบบลองผิดลองถูกหลายต้น
เป็นกิจกรรมให้คุณแม่ชม ยามว่าง
คุณน้าอีกท่าน ก็มีพื้นที่ของเค้า
แบ่งปลูกพืชผักสวนครัว อีกส่วนเป็นไม้ดอก
จากนั้นท่านก็ลืมเรื่องบ้านในโรงงาน
เป็นอันว่าปัญหาบ้านในโรงงานสำหรับวันนี้หมดไป
แต่พรุ่งนี้ ก็คงใช้สูตรพาเข้าสวน
ให้ลืมเรื่องบ้านเก่าอีกครั้ง
นี่ผมถือว่าโชคดี
ที่ท่านทรงตัวไม่ได้จากพาร์กินสัน และปั่นจักรยานไม่ได้
เพราะเห็นในข่าวหลายครั้ง และมีเพื่อนเล่าว่า
ถ้าออกบ้านได้เอง จะต้องดูแลใกล้ชิดกว่านี้เยอะ
อันตรายเป็นที่สุด
แกะจากถุงดำ ที่ต้นมะละกอกระจุก
แย่งกันโตในถุง ก็ลงดินเลย


วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560

ควันหลงหลังตรุษจีน มาเป็นกับข้าวให้คุณแม่ (๑๘.)

อาหารหลังเทศกาลตรุษจีนล่วงเลยไป

[หนึ่งวันหลังเทศกาล] 
วันตรุษจีน เป็นวันพญาวัน
ที่ญาติพี่น้องทุกคนมารวมตัวกันที่บ้าน
ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ทั้งกิน ทั้งเที่ยว
ชื่นมื่น
หลังจากนั้น 1 วัน เหมือนเทศกาลอื่น
ญาติพี่น้อง ที่เคยมารวมตัวกันก็แยกย้ายกัน
ไปประกอบอาชีพ และใช้ชีวิตกันตามปกติ
ตามวิถีของตน
ทุกอย่างเข้าสู่สภาวะปกติ

[ของไหว้บรรพบุรุษ]
หลังไหว้บรรพบุรุษ ของที่เซ่นไหว้
หรือเหลือก็จะแจกจ่ายให้ญาติพี่น้อง
คนละถุงสองถุง
ผมได้มา เก็บไว้ทานหลายมื้อสบายเลย
มื้อนี้จัดเต็มให้คุณแม่
มีไก่ต้ม ต้มจืดหน่อไม้ ก๋วยเน็กเป็นตัวชูโรง
เครื่องเคียงก็มีแตงกวา มะละกอฮอลแลนด์
กับแป๊ะก๋วยไม่มีน้ำตาล หนืด ๆ ครับ ไม่รู้ใส่อะไร
จัดเต็มให้คุณแม่อีก 1 มื้อ
ก๋วยเน็กอร่อยถูกปาก ทานหมด
แตงกวา วันนี้คุณแม่ทานหมดทั้ง 3 แว่นเลย

[ทานข้าวไม่ลง]
กับข้าวที่ทำให้ท่านทานข้าวสวยได้
เห็นจะมีแกงแค แกงเผ็ดเน้นมะเขือ
แกงผักเสี้ยง แกงผักกาด คือ แกงผักออกเมืองหน่อย
ถ้าเป็นอย่างอื่น ท่านจะกลืนข้าวสวยไม่ลง
วันนี้มีกับข้าวหลายอย่าง เวลาตักข้าว
ท่านก็ต้องคายออก พาร์กินสัน ทำให้กลืนไม่ลง
น่าจะเป็นที่จิตใจด้วย คงเชื่อว่าเป็นของแสลง
คุณน้าอีกท่าน ที่ผมมักพาคุณแม่ไปเที่ยวหา
ก็บ่นเรื่องกับข้าว
เพราะเฟ้นหาของอร่อยให้ทาน ก็ทานได้ 3 คำ
คุณแม่แอบบ่นว่า คุณน้าป้อนเร็วไป เคี้ยวไม่ทัน
แต่ท่านไม่กล้าบอกคุณน้าเอง
สงสัยต้องไปบอกคุณน้าซะหน่อยแล้ว


วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

หลักธรรม หมื่นรู้มิสู้ปล่อยวาง ช่วยเตือนสติได้ (๑๗.)

ใช้หลักธรรม "หมื่นรู้มิสู้ปล่อยวาง" ดึงผมขึ้นมา (๑๗.)
เจริญสติ เค้าว่า "สติมา" จะดี


[นึกถึงเรื่องที่เล่าไป]
ย้อนกลับไปดูเรื่องที่เคยเล่าไป
รู้สึกว่าอยู่ในหลุมความทรงจำในอดีต
หลุมที่ฉุดไม่ให้ผมปล่อยวางความรู้สึกในอดีต
คุณแม่ท่านปล่อยวางไม่ได้
เพราะลืมแล้ว นั่นเป็นธรรมชาติที่แก้ทางยา
แต่ผู้ดูแลคุณแม่ ต้องปล่อยวางให้ได้ แก้ทางใจ
เพื่อจะได้ก้าวต่อไป
ก้าวไปในฐานะผู้ดูแลคุณแม่
ไม่งั้นก็เหมือนติดหล่มลึกที่ตนเองวางไว้
นั่งทบทวนก็เห็นได้ว่าตนเองยึดติดกับตัวตนเก่า
แน่นอนว่า เป็นทุกข์
เพราะปล่อยวางตัวตนเดิมไม่ได้ ยังเป็นคนมีอดีต

[คิดได้ในวันตรุษจีน]
ในวันตรุษจีน เป็นวันไหว้บรรพบุรุษ
ทำให้นึกย้อนไปถึงผู้คนมากมาย
ทั้งที่ล่วงลับไปแล้ว และผู้อยู่ในสังคมผู้สูงอายุ
มีเรื่องราวให้เรียนรู้มากมาย
แต่ทุกความรู้มิสู้ปล่อยวาง สอดคล้องหลักธรรมทางพุทธ
คุณอาที่ท่านสนใจเรื่องสติ ก็เล่าว่าต้องเจริญสติ
คุณอาอีกคนบอกว่าต้องปล่อยวาง
แล้วนึกไปถึงเรื่องราวเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่เคยทำงานด้วยมากมาย

[นั่งมองตัวเอง]
พอทบทวนปัญหาของตนเอง
กับเรื่องราว เรื่องเล่าในอดีต
เอาเรื่องที่รู้มากมายมาเทียบกัน
อาทิ ไล่ตงจิ้น เข็มทิศชีวิต หรือ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ
ผมว่าตนเองกำลังอยู่ในหลุม และยังไม่ตากายขึ้นมา
เสมือนถูกพันธนาการด้วยความรู้สึกว่ามีตัวตนในอดีต
รู้สึกยังยึดติด ยึดมั่น และไม่ปล่อยอดีตไป
หากจะหลุดจากหลุมที่ว่าก็ต้องปล่อยวาง
การปล่อยวางเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ผม
หลุดจากตัวตนในอดีต
เริ่มต้นจากเจริญสติครับ คืนนี้
และหวังใจว่าจะ "ปล่อยวาง" ได้ในเร็ววัน

หมื่นรู้มิสู้ปล่อยวาง


วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

ตรุษจีนที่คุณแม่ ไม่ได้เป็นแม่งาน (๑๖.)



[ตรุษจีนในอดีต]
ครอบครัวคุณแม่ มีคุณตาข้ามทะเลมาจากจีน
คุณตาของผมเสียช่วงที่คุณแม่คลอดผมพอดี
ดังนั้น อายุผม คือ จำนวนปีที่คุณตาท่านจากไป
ตั้งแต่จำความได้ คุณแม่ก็เป็นแม่งาน
ตื่นแต่ไก่โห่ สมัยก่อนหนาวมากมาย
ตื่นมาจัดตั้งโต๊ะเตรียมพิธีไหว้บรรพบุรุษ
ในทุก ๆ วันปีใหม่จีน (ตรุษจีน)
ปีนี้คุณแม่ไม่ได้เป็นแม่งานแล้ว
ท่านเพียงแต่ร่วมไหว้ ไม่ได้ชี้นกเป็นนกเหมือนเก่าก่อน
มีคุณน้ามาจัดเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่บ้านแทน
ที่บ้านผมจะทำ 2 พิธีเสมอ
คือ ตั้งโต๊ะไหว้บรรพบุรุษ และเตรียมปิ่นโตไปถวายพระ
อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ
ส่งเครื่องคาวหวานไปให้ท่านทั้ง 2 ทาง
แต่ที่วัดจะไม่มีเหล้า บุหรี่ น้ำอัดลมนะครับ
ไม่เหมือนที่บ้าน ตั้งโต๊ะจัดเต็มกัน ทั้งเครื่องคาวเครื่องหวาน
จะไปกัน 2 คนเสมอ คือ ผมไปถวายให้คุณพ่อ
ส่วนคุณน้าผู้ชายไปถวายให้ตากับยาย

[ตรุษจีนในเวียง]
คุณพ่อของผมก็มีเชื้อจีนเหมือนกับคุณแม่
แต่คุณพ่อท่านเสียไปได้ 20 ปีแล้ว
ปู่ทวดของผมชื่อก๋งซิ
ท่านก็ข้ามทะเลมาจากจีนเหมือนคุณตา
ทุกปีที่บ้านคุณย่าที่เคยเป็นร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์
ก็จะจัดเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีนเช่นกัน
ผมมักไปร่วมพิธีเป็นประจำ มักไปไหว้ และร่วมทานอาหาร
ในอดีตเห็นคุณย่าเป็งคอยเตรียมของสารพัดบนโต๊ะพิธี
ร่วมกับคุณอาอีกหลายท่าน ในแบบครอบครัวอบอุ่น
ภาพในตอนนั้นยังหนุ่มยังสาวกันทุกคน
คุณย่าเป็งท่านจากไปราว 15 ปีแล้ว
แต่ผมยังรู้สึกว่าท่านอยู่ในใจผมเสมอ
หลายปีมานี้มีคุณอาเล็กที่อยู่บ้านคุณย่า
เป็นศูนย์กลางของครอบครัว สำหรับผมแล้วเหมือนเดิม
แล้วลูกหลานก็จะไปร่วมพิธีไหว้เจ้า เป็นวันครอบครัวจีน
หลังเสร็จพิธีก็จะทานข้าวร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา
เป็นภาพที่ไม่เคยลืม อิ่มอร่อยทุกครั้งครับ

[ตรุษจีน 2 บ้าน]
ผมมักไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีน
ทั้งบ้านเกาะคา และบ้านในเวียง (บ้านคุณยาย และบ้านคุณย่า)
เพราะที่เกาะคาจะทำพิธีกันแต่เช้า เตรียมของเสร็จ
ก็ 7 โมงเศษ ไหว้เสร็จ ผมก็หิ้วปิ่นโต กับน้าชายไปถวายที่วัด
เสร็จก็ราว 8 โมงเศษ
จากนั้นก็บึ่งรถเข้าในเวียง เพราะในเวียงไหว้สายกว่า
พิธีที่บ้านคุณย่าเล็ก เริ่มกัน 10 โมงกว่า
เพราะกะเวลาว่าธูปดับ ก็เผากระดาษเงิน กระดาษทอง
พอเสร็จพิธีแล้ว จะนำของเซ่นไหว้มาทานกัน
อร่อยมาก
ปีนี้ผมงดข้าวเช้าเปลี่ยนเป็นข้าวเที่ยงอย่างตั้งใจ
ไปทานข้าวกับน้องสาวที่มาจากบางกอก
สำหรับผมแล้วปีนี้ ภาพในอดีตค่อย ๆ ไหลออกมา
ชัดเจนกว่าปีไหน ๆ เป็นที่สุด




วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560

เพื่อนที่วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง มาให้กำลังใจ



ในยามที่มีทุกข์
ก็มีเพื่อนกัลยาณมิตร จากวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
มาเยี่ยมถึงที่บ้าน มาให้กำลังใจ ผูกข้อมือให้คุณแม่ด้วย
เวลาท้อ ก็นึกถึงกำลังใจ ให้ลุกขึ้นเดินต่อไป
ยังจำได้เสมอ
ที่เพื่อน ๆ ในเฟสบอกว่า "สู้ ๆ นะ"
ก็ตั้งใจจะสู้ ตราบที่ผมและคุณแม่ยังมีลมหายใจ
เพราะรู้ว่า "โรคภัยไข้เจ็บเป็นธรรมดาที่ทุกคนต้องพบ"
24 มกราคม 2560

ปล. คุณแม่ถามผมภายหลังว่า สายสินที่มือกันอะไร
กันผีด้วยรึเปล่า ระยะหลังท่านกลัวผีเหมือนกัน
ผมก็บอกว่า "กันสิ กันโรคภัยด้วย"

จะเดินออกบ้านไปหาเพื่อน ไปบ้านเก่าในโรงงานที่ไม่มีแล้ว (๑๕.)

จะเดินไป ตามใจฝัน
บางทีฝันของท่าน กับฝันของผมก็ไม่ตรงกัน


[ผมจะไปธุระในเมือง]
วันนี้งานเข้า คุณแม่ได้ยินว่าผมต้องไปธุระในเมือง
แล้วท่านก็ถามว่า ใครจะอยู่กับแม่ ใครจะพาเข้าห้องน้ำ
คำตอบอาจไม่เป็นที่คาดหวังของคุณแม่
แต่คุณแม่เก็บมาเป็นอารมณ์ และจดจำไว้เรียบร้อยแล้ว
จากนั้นอีก 2 ชั่วโมง
ท่านก็ออกฤทธิ์ด้วยการอยากจะออกบ้านไปนู่นมานี่
คราวนี้ท่านไม่ฟังผมเหมือนทุกครั้ง
ดื้อตาใส
มี 2 สถานที่ที่ท่านอยากไป คือ บ้านเก่าในโรงงานที่ไม่มีแล้ว
และบ้านเพื่อนเก่าที่เคยสนิทกันมาก คือ ป้าบัวไหล
ซึ่งมาเยี่ยม พูดคุยด้วยเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง

[ลุกขึ้นเดินแบบเซ ๆ]
วันนี้ท่านมีสติ ลุกขึ้นเดินแบบเซ ๆ ไปที่ประตู
ห่างไปไม่กี่เมตร ท่านไม่ล้ม แค่เซ ๆ ซึ่งเราฝึกกันประจำ
สามารถพยุงตัวได้ ในตอนที่มีสติ
แต่ยังเดินเซตามอาการของพาร์กินสัน
เพราะท่านมุ่งมั่นจะเปิดประตูให้ได้ และทำอยู่นาน
ผมจำใจต้องช่วยเปิดประตู และประคองท่านไปที่ประตูใหญ่
ไม่อยากให้ท่านมีอารมณ์ขึ้นตอนนั้น
พอถึงประตูใหญ่ ท่านบอกว่าจะไปบ้านป้าบัวไหล
ผมก็จำใจ และคิดจะประคองพากันเดินไป
เที่ยงวัน ร้อนก็ร้อน ไม่อยากบังคับเกินไป
มือขวาถือร่ม มือซ้ายถือแขนท่าน
แต่ท่านหลุดปากว่าให้ไปเอารถยนต์มา ท่านจะนั่งไป
ผมก็ได้ที บอกท่านว่า "ผมไม่รู้จัก"
คุณแม่ต้องบอกทิศทาง และจะพาเดินไป
พอได้ที ผมก็บ่ายเบี่ยง โน้มน้าวว่าท่านไม่สบายอยู่
อยากให้ท่านไปพัก ผมออกงานมาดูแลท่าน
สรุปว่าท่านคงเหนื่อง ยอมฟัง และเดินเข้าบ้านแต่โดยดี

[ออกฤทธิ์ออกเดช เพราะน้อยใจ]
ตอนพาท่านไปนอน ท่านเอาสี่ขาเข้าห้องนอนด้วย
ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน
ครั้งนี้ ท่านแอบ [พยายาม] ลุกจากที่นอนคนเดียว
โดยหวังใช้สี่ขาช่วย แต่ท่านลุกยืนเองไม่ได้
คาดว่าเพราะพาร์กินสัน ทำให้ไม่มีกำลังขาที่จะลุกยืนเอง
พอผมไปช่วยให้ลุก ก็พยายามพาตนเองเข้าห้องน้ำ
และถามย้ำว่า "ผมจะไป แล้วทำไมไม่ไปล่ะ"
ผมก็สรุปเอาเองว่า ท่านน้อยใจที่ผมจะไม่อยู่ดูแลท่าน
จึงพยายามที่จะช่วยตัวเอง
หวังในใจว่า ท่านจะไม่พยายามพาตัวเองออกบ้าน
เพราะหลายครั้งที่ท่านถามถึงบ้านเก่าและคนเก่าที่ไม่มีอยู่แล้ว
กลัวท่านจะออกตามหาอย่างมุ่งมั่น เหมือนวันนี้

ปล. นึกถึงคุณลุงป้อมในพรจากฟ้า
ที่จะออกไปเอาแหวนแต่งงาน ไปขอสาวเลย
ใครก็ขวางไม่ได้ พระเอก นางเอก ก็ต้องตามน้ำ

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

ทำไมผมต้องล้ม (๑๔.)

เป็นวันที่ไปยินดีกับบัณฑิตใหม่ แต่ใจผมกลับเศร้า


[ทำไมใช้คำว่า ผมก็ล้ม]
มีเพื่อนทักว่า แม่ล้ม แล้วทำไมผมต้องล้ม
เพราะมีหลายวิธี
อันที่จริงก็คงมีหลายวิธีจริง ๆ นั่นหละ
แต่สำหรับกรณีของผมแล้ว
เหมือนจะมีตัวเลือกเดียวที่ดีที่สุด
คือ ผมต้องล้มตัวไปอยู่กับคุณแม่
แล้วคอยประคับประคอง ดูแล 24 ชั่วโมง
พยุงท่านให้ขึ้นมาจากความเจ็บป่วย
ให้ถอยห่างจากโอกาสติดเตียง

ทำให้ท่านอยู่อย่างมีความสุข
แม้ท่านจะจำผมไม่ได้ว่าเป็นลูกก็ตาม
แล้วผมก็คงเป็นตัวเลือกเดียวของท่านด้วย

[ล้มในความหมายของผม]
เอาเฉพาะเรื่องงานเลย
เพราะดูแลแม่ และดูแลงาน พร้อมกันไม่ได้ 
จึงต้องเลือก
แล้วผมก็ต้องเลือกแม่ ผมเลือกอย่างอื่นไม่ได้หรอก
เป็นเสาหลักของครอบครัว
ทันทีที่ออกงาน คือ ล้ม
จากนี้ก็ต้องพยุงครอบครัว พยุงแม่
พยุงตัวเองไม่ให้ล้มไปอีกคน
ให้ชีวิตค่อย ๆ เคลื่อนผ่านเวลา และโรคภัย
ไปได้อย่างราบรื่น
ใคร ๆ ก็ให้กำลังใจว่า ต้องทำใจ

[เหมือนดูแลลูกหัดเดิน]
การดูแลท่าน จะเหมือนดูแลเด็กเล็ก
ผมก็นึกย้อนไปว่า เหมือนดูแลลูกเล็ก ๆ
ที่กำลังหัดเดิน กำลังกิน และขับถ่าย
ท่านมี 3 อาการที่น่าห่วง
คือ การทรงตัว ระบบขับถ่าย ระบบกลืนอาหาร
ชอบแอบเดิน แต่ทรงตัวไม่อยู่ ต้องคอยจับไว้ตลอด
พอแอบเดินเองได้ ก็ดูท่าจะดีใจ ว่าทำเองได้แล้ว
แล้วก็แอบผุดลุกผุดนั่ง ระหว่างเก้าอี้บ่อยเลย
บางครั้งก็มีอารมณ์ฉุนเฉียวตามอาการของโรค
แต่ยังไม่มาก สัก 2 - 3 วันจะมีสักครั้ง
และคิดถึงคนในอดีต ก็ต้องตามน้ำไปในแต่ละกรณี
ส่วนที่ท่านพูดในสิ่งที่ผมมองไม่เห็นจากสมองเสื่อมนั้น
ผมก็พอปรับตัวได้แล้ว



กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/



วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

อาการท้องผูกชัดขึ้น จากพาร์กินสัน (๑๓.)

กล้วยผง โรงพยาบาลอู่ทอง
บรรเทาโรคกระเพาะอาหาร


[พบเกือบทุกอาการ พาร์กินสัน]
ไปอ่านมา พบว่า การตายของเซลล์สมอง
ในผู้ป่วยพาร์กินสันดำเนินมาอย่างน้อย 4 - 10 ปี
ก่อนจะเริ่มมีความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว
ส่งผลถึง
ระบบประสาทอัตโนมัติของลำไส้ ท้องผูก
การนอน อารมณ์จิตใจ วิตกกังวล ตัวเกร็ง
ทรงตัวไม่ดี เสียงเบาลง
การสั้นของท่านจะพบตอนกลางคืน ช่วงนั่นห้องน้ำ
โดยเฉพาะขาข้างที่มีปัญหา จะสั่นเอง คุณแม่ก็บ่นว่าขาสั่น
กลางวันมียาคุมไว้ แต่กลางคืนไม่ได้กินยา จึงขาสั่น

[ท้องผูก]
คำว่า ท้องผูก คือ ลำไส้ทำงานผิดปกติ ไม่เคลื่อนไหวเหมือนเคย
คุณแม่ทานข้าว 3 มื้อ เน้นผัก น้ำ อาหารที่มีกากใย และต้องถูกปาก
ดื่มน้ำขิง นมถั่วเหลือง กล้วย และสับปะรด
ไม่กินเนื้อ หมู ไก่เลย เพราะรักสุขภาพ
ปริมาณอาหาร ดื่มน้ำ และประเภทอาหารไม่น่าทำให้ท้องผูก
แต่ก็ท้องผูกจนได้
ทุก 3 วันจะให้ยาระบาย ท่านก็จะปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ
ให้เข้าแล้วเบ่งเอง แต่อุจาระแข็ง ติดอยู่ที่ทวารหนัก
คลำดูก็พบว่ามีจริง
ท่านบอกว่าจะออกแล้ว แต่ไม่ออก นั่งนานก็ไม่ออก
แก้ไขด้วยการสวนทวาร ใช้น้ำธรรมดานี่ละ
เมื่อเข้าไปมาก ๆ ก็จะกระตุ้นให้ลำไส้เคลื่อนไหว
และชวนกันออกมา แม้จะสวนทวารก็ต้องใช้เวลา
ปล่อยให้น้ำเข้าไปเยอะหน่อยสัก 300 - 400 ซีซี ถึงจะได้ผล
ช่วงแรกหลังสวนทวาร ที่ออกมาก็ยังเป็นก้อนแข็ง
เพราะการไม่ถ่ายเป็นเวลานาน ก็ต้องแข็งอยู่ข้างในเป็นธรรมดา
เพื่อนให้กล้วยผง จากโรงพยาบาลอู่ทอง แก้โรคกระเพาะ
น่าจะช่วยให้ระบายได้ดีขึ้น ต้องลองครับ เสริมกันไป

[เดี๋ยวก็ออกเอง ก็ไม่น่าใช่]
เคยมีคนแนะนำว่า ปล่อยไปตามธรรมชาติ
เดี๋ยวก็ออกเอง
ผมว่าเป็นคำแนะนำ ที่ผมทำใจเชื่อไม่ได้
คุณพ่อของผมป่วยเป็นมะเร็งลำไส้มาก่อน และจากไป
หลายคนที่มีปัญหาเรื่องลำไส้ ต้องผ่าตัดถุงหน้าท้อง
ทุกวันนี้ คุณแม่เป็นอัลไซเมอร์ ไม่เข้าใจเรื่องเหตุผล
อดีต และปัจจุบัน ผสมปนเปกันไปหมด
ถ้าผ่าตัด ต้องมีแผล การดูแลแผลคงทำไม่ได้แน่เลย
ผ่าตัดล่าสุด มือท่านก็ไปล้วงแผลตลอด
โชคดีที่ทำแผลติดปาสเตอร์ไว้อย่างดี ท่านแกะไม่ออก
ครั้งสุดท้ายที่ใส่แพมเพิสที่ฉีกออกหมด บอกว่ารำคาญ
ครั้งสุดท้ายที่พันนิ้วที่หักจากหกล้มด้วยเฝือกอ่อน
ท่านก็แกะออก บอกว่ารำคาญ
โชคดีว่าท่านแกะในช่วงหลัง
คาดว่ากระดูกสมานกันดีแล้ว ท่านจึงเริ่มแกะ

https://www.bumrungrad.com/th/betterhealth/2556/better-brain-health/parkinson-disease

กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

วันเพื่อนของคุณแม่ (๑๒.)

พุทธทาสกล่าวไว้ว่า "เช่นนั้นเอง"


[เพื่อนของแม่]
คุณแม่ผมก็อายุเจ็ดสิบต้น ๆ ก็เยอะพอประมาณ
เมื่อคืนถามเรื่องลูกน้อยที่นอนกับท่านทุกวันว่าหายไปไหน
ถามตอนตีหนึ่งก็ต้องตอบไปว่า
คุณตา หรือคุณพ่อของคุณแม่ ท่านพาไปเที่ยวในเมือง
ท่านก็บ่นนิดหน่อยแล้วก็หลับไป
จะให้บอกว่า ลูกน้อยที่ท่านว่า คือ ผมเอง ก็คงไม่เชื่อ
นี่ก็พึ่งถามว่า ตอนอยู่โรงพยาบาลเมื่อสองเดือนก่อน
คุณแม่ได้คลอดลูกรึเปล่า ท่านก็ไม่ค่อยแน่ใจ
วันนี้ตั้งแต่เช้าดูท่านซึม ๆ ไม่สดใสเหมือนทุกวัน

[เพื่อนคุณแม่มาเยี่ยม]
คุณแม่มีเพื่อนในหมู่บ้านเยอะ ไม่ค่อยอยากไปไหน
เพื่อนคุณแม่ (ป้าไหล) มาเก็บค่าสมาชิก จ่ายไป 60 บาท
เพื่อนท่านก็เล่าว่า คนนู้น คนนั้น คนนี้ เสียไปแล้ว จำได้ไหม
พอสบโอกาส ก็ถามในเรื่องที่คาใจ
ว่า คุณตา ไปไหน เพราะถามใครก็ไม่ได้ความ
แล้วลูกน้อยของท่านไปไหน เห็นรึเปล่า
พอเพื่อนคุณแม่เล่าความจริง ว่าให้กรวดน้ำ
ท่านก็ร้องไห้ เสียใจ
รู้สึกตัวขึ้นมาว่าท่านป่วย
คุณแม่ก็คงเสียใจที่เจ็บป่วย และระบายออกมา

[โทรศัพท์ดัง]
วันนี้เพื่อนคุณแม่โทรมาจากแม่เมาะ ชื่อลุงภาค
แจ้งข่าวร้ายว่า อาต่าย ซึ่งเป็นเพื่อนของคุณแม่
จากไปแล้ว ด้วยมะเร็ง
คุณแม่เคยเล่าเรื่องเพื่อนให้ผมฟังเป็นประจำ
จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ท่านก็ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง ก็เล่าให้ผมฟัง
ส่วนลุงญัติ ก็ป่วยเหมือนแม่ แต่หนักกว่า
เพราะจำใครไม่ได้แล้ว น่าจะอัลไซเมอร์เหมือนกัน
ในอนาคตอันใกล้ เมื่อผมอายุสัก 60 70 หรือ 80
ก็คงต้องเจ็บป่วยล้มตาย ก็เป็นธรรมดา
เหมือนที่พุทธทาสท่านกล่าวไว้ "เช่นนั้นเอง"

[นั่งหลับ]
วันนี้ท่านมาแปลกกว่าทุกวัน ซึมกว่าเดิม
ท่านขอไม่ดูทีวี แต่นั่งดูผมพิมพ์ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ
แล้วก็นั่งหลับ ไม่รบเร้าไปหลับในที่นอน
ช่วงบ่ายหลังคุยกับป้าไหล กับรับโทรศัพท์
ก็เปิดรายการถ่ายทอดให้ชม
ท่านก็นั่งหลับอีก ต่างกับทุกครั้ง
ที่จะรบเร้าไปนอนในที่นอน
คงต้องคอยสังเกต อยู่เสมอว่าท่านนั่งหลับไหม
แล้วชวนท่านไปนอนให้เป็นเรื่องราวแล้ว

กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

ปลูกมะละกอที่นอกหน้าต่าง (1.)


หลุม one


หลุม two



[หางานทำคลายเครียด]
เวลาเครียดก็ต้องหาอะไรทำบ้าง
มีงานหนึ่งจากหลายงานที่ทำนอกบ้านเป็นประจำ
เวลาคุณแม่งีบหลับช่วงก่อนเที่ยง หรือช่วงบ่าย
ถ้าไม่ออกไปซื้อสัพเพเหระที่ตลาดมาเป็นเสบียง
ก็จะเข้าสวน
เคยปลูกมะละกอแขกดำ 6 ต้น แยกทำเลปลูกในบ้าน
กับขนุนพันธุ์ทองประเสริฐปลูก 2 ปีไว้กินสุก
ได้ต้นกล้าจากงานฤดูหนาวทั้งคู่
แต่ช่วงฝนมกราคม 60 พบว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งในบ้านน้ำท่วม
ผมปล่อยให้ตายไป 2 ต้น เหลือแขกดำในที่สูง 4 ต้น
แต่ลูกสาวเพาะมะละกอฮอลแลนด์จากเมล็ดมะละกอ
เพราะไว้เยอะเลย แต่ตายไปเยอะเหมือนกัน
ไม่รู้ว่าดินสำหรับเพาะมะละกอต้องเป็นอย่างไร
ได้เห็นกับตาแล้วว่ามะละกอใจเสาะขนาดไหน
ก็ปล่อยให้โตกันตายะถากรรมกันต่อไป

[มะละกอที่รอดโต]
มะละกอที่เพาะไว้ตายไปเยอะมาก
จากเกือบ 50 ถุงดำ เหลือไม่ถึง 10 ถุงดำ
และมีทีท่าว่าจะเหลือประมาณ 5 หรือน้อยกว่า
ผมแยกไปลงดิน 2 ถุงก่อน
เพราะเห็นว่าแย่งกันโตในถุง ไม่น่าดี
แกะถุงก็เห็นรากเยอะไปหมด
ดีแล้วที่ลงดินจะได้ไปหากินกันได้
เลือกทำเลปลูก คือ นอกหน้าต่างห้องนอน
กลางคืน อาจไปรดน้ำพรวนดินบ้าง ไฟสาดไปถึง
โดยเฉพาะในคืนเดือนหงาย
ยามที่คุณแม่หลับแล้ว (อันนี้แค่คิด)
ผมแอบตั้งชื่อ หลุมแรกว่า one และหลุมที่สองที่ลงดินว่า two
ก็ต้องลุ่นกันว่า ทั้ง 2 ถุงจะเติบใหญ่ ออกดอกเป็นกระเทยรึเปล่า
ถ้าออกเป็นตัวผู้ ก็คงไม่ได้คบค้ากันต่อไป อีกนานกว่าจะรู้

[สมัครเล่น เรียนรู้กันไป]
การเพาะมะละกอ ทำเป็นงานอดิเรก
เพราะไม่ได้ศึกษาข้อมูลจริงจัง
เคยอ่านเว็บ มีรายละเอียดเยอะมาก
แต่นั่นก็สายไปแล้ว หลังเพาะชุดใหญ่
เอาที่เพาะลงดินหลุม one กับ two
นี่ก็ลูกผีลูกคนเต็มที
ปลูกในจุดที่เสี่ยงน้ำท่วม คนที่บ้านก็ห้าม
เพราะน้า ๆ เค้าปลูกกันหลายอย่างแล้ว
แต่ผมก็อยากลอง ด้วยการยกระดับดินขึ้นสูง
ในจุดที่ใครไม่สนใจจะไปปลูกอะไรอีก
ไม่ฝังดินลึก กลัวน้ำท่วมเหมือนเดิม แต่จะยกดินสูงขึ้น
อีกนานกว่าน้ำจะมาอีก ก็ต้องลุ่นว่า 2 หลุมนี้
จะมีลูกหลานออกมาให้เชยชิมรึเปล่า
ลุ่นกันไป

แฟน กับลูก เตรียมเมล็ดพันธุ์ไว้ให้


น้ำท่วม ทำแขกดำตาย 2 ต้น

จุดนี้หละที่น้ำท่วม ต้นนี้หละที่ไม่ได้โต


วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

ขอบคุณเพื่อนที่แบ่งปันปัญหาผู้สูงอายุของที่บ้านให้ฟัง (๑๑.)



[วันนี้ไปหาหมอหลังเพิ่มยา]
หลังคุณหมอให้ยาอัลไซเมอร์แรงขึ้นเป็นสองเท่า
ก็กลับไปหาคุณหมออีกครั้ง ตามนัด ทุก 2 - 3 สัปดาห์
ทุกครั้งที่ไป ก็จะเล่าความคืบหน้าของโรคให้คุณหมอฟัง
ที่ลำปางมีคุณหมอเฉพาะทางที่ยังสาว
เปิดคลินิกโรคนี้อยู่คนเดียว ทุกคนต้องไปที่นี่ นอกเวลาราชการ
ผมรู้สึกโชคดีนะที่มีทางเลือก และเป็นโชคของชาวลำปาง
เอ่ยชื่อท่านกับคนที่เคยมีปัญหาเรื่อง "สมอง" .. รู้จักทุกคน
ตอนเพิ่มยา ,, คุณแม่ก็จะเวียนหัว เหงื่อออก อาเจียน
คุณหมอก็ให้ยากแก้อาเจียนมาด้วย
คุณแม่อาเจียน เหงื่อออกหนักอยู่ 2 วัน จากนั้นก็ชิน ไม่เมาล่ะ
ไม่หนักเท่า 2 วันแรก ที่นอนไม่หลับจากสี่ทุ่มถึงตีสาม
แต่อาการหลงลืมของคุณแม่หนักกว่าเดิม
เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ น่าจะมาจากพาร์กินสันที่แรงขึ้น
คุณหมอบอกว่า เพราะ อัลไซเมอร์ มาพร้อมพาร์กินสัน
ไม่แน่ใจว่าอันไหนมาก่อน และพาอีกโรคมาด้วย
ตอนแรกมีอาการของอัลไซเมอร์ มาเห็นพาร์กินสันทีหลัง
เห็นตอนที่พาไปโรงพยาบาล ได้ประมาณหนึ่งปี
แล้วหมอให้ยามารอบละหลายเดือนนั่นหละ

[อัลไซเมอร์ไม่น่าห่วง]
อัลไซเมอร์ คือ การลืมจากสมองฝ่อ จะลืมไปถึงไหนไม่ทราบ
ตอนนี้ก็ลืมญาติพี่น้อง ลืมผม ลืมว่าตากับยายเสียไปได้ 40 ปีแล้ว
คุณหมอทักว่า ผมเหมือนคุณพ่อรึเปล่า
มานั่งคิดดู ผมกับคุณพ่อเมื่อ 20 ปีก่อน เหมือนกันเดี้ย
หน้าผอมแห้ง ผมขาว อายุที่พ่อเสียก็ใกล้ผมตอนนี้ เหมือนกันเยอะ
การลืมของคุณแม่ไม่ได้ถาวร เป็นชั่วครั้งชั่วคราว
บางวันก็ถามถึงตากับยาย ที่เสียไปตั้งแต่ผมเกิด
บางวันก็จำได้ว่าผมเป็นลูก เพราะเคยถามว่าลูกหายไปไหน ก็ตอบได้
บางวันก็ลืมว่าบ้านที่อยู่เป็นบ้านตนเอง
บางวันก็จะเข้าโรงงานน้ำตาล ไปหาตา คิดว่าตาอยู่ในโรงงาน
บางวันอยากเดินไปในครัว บอกว่าตั้งแต่มาอยู่ไม่เคยเข้าครัว
การลืมนั้น ถ้ามีคนดูแลใกล้ชิด ตามประกบตลอด
ก็ไม่อันตรายมากไปกว่านี้ จากที่เห็นในปัจจุบัน
อาการที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ คือ "พาร์กินสัน" กับ "เซล้ม"
เพราะระบบการกลืน การเดิน มีปัญหามาตั้งแต่หลังผ่าตัด
ระบบขับถ่ายเริ่มมีปัญหา กำลังลุ้นกันทุกวัน มาพร้อมวิตกจริต

[ที่น่าห่วงคือหลังจากนี้]
เวลาฟังเพื่อนแบ่งปันปัญหาให้ฟัง
ทำให้ต้องตระหนักและกลับมามองคุณแม่อยู่เสมอ
เป็นบทเรียนที่ทรงค่ายิ่ง
จากการแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ จะไม่ลืมเลย
ส่วนใหญ่เพื่อน ๆ จะเล่าปัญหาสู่กันฟัง
มักเป็นตอนที่ติดเตียง ให้อาหารทางสายยาง
การติดเชื้อในกระแสเลือด แผลกดทับ การพลิกตัวบนที่นอนเจล
ค่าใช้จ่าย การจัดคนดูแล ปัญหาทางอารมณ์ ผู้ดูแลที่ไม่ใส่ใจ
และโรคอื่นที่เป็นร่วมกับอัลไซเมอร์ .. จนอาจทำให้เสียชีวิตในที่สุด
ตอนนี้คุณแม่เป็นเพียงอัลไซเมอร์กับพาร์กินสัน
หากไม่อยู่ดูแล 24 ชั่วโมง ท่านล้มแน่
เพราะทุกวันนี้ ท่านก็พยายามลุกเดิน โดยไม่กลัวการล้ม
ทุกวันนี้ก็เกือบจะล้มวันเว้นวันอยู่แล้ว เผลอไม่ได้
ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ผมกังวล คือ ถ้าล้มอีกจนกระดูกหัก
ต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องเข้าเฝือก
ท่านแกะเฝือกออกแน่ และไม่ฟังเหตุผล
ดื้อเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดกับโรคนี้
ท่านเคยแกะเฝือกในส่วนที่กระดูกหักมาก่อนหน้านี้
ด้วยเหตุว่า รำคาญ และหากเป็นแผลใด ๆ อีก
ท่านก็พร้อมจะแกะทุกอย่างที่ทำให้รำคาญ แกะมาแล้ว
นั่นก็น่ากลัวเป็นด่านแรก ก่อนที่โรคน่ากลัวต่าง ๆ จะตามมา
จึงต้องดูแลไม่ให้ล้ม ให้ท่านมีความสุข และเชื่อฟังผมให้มากที่สุด


กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/


วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

คนที่อยู่ในฝันของแม่ ไม่มีผม (๑๐.)



[ความสุขของแม่]
ระยะนี้ คุณแม่น่าจะมีความสุขกว่าช่วงไหน ๆ
เพราะคุณพ่อของผม กับคุณยายเสียไปไล่ ๆ กันก็ 20 ปีมาแล้ว
ส่วนคุณตาท่านเสียไป 48 ปีแล้ว
แต่ภาพที่คุณแม่มองเห็น เดี๋ยวนี้ คืออยู่กันพร้อมหน้า พร้อมตา
จะมีคุณพ่อ คุณตา คุณยาย อยู่รอบกายท่านเสมอ
ทานข้าว คุณพ่อก็นั่งทานเป็นเพื่อน
ขยับซ้าย ขยับขวา คุณพ่อก็คอยประกอบไม่ห่าง
นั่งตรงไหนก็จะมีคุณพ่อคอยดู ห้ามปรามไม่ให้เซล้ม
เจ็บนิดเจ็บหน่อย ก็เรียกคุณพ่อ
จะเดิน ล้ม ลุก คุก คลาน  คุณพ่อก็อยู่ช่วยตลอด
คุณตา คุณยายก็อยู่แถวนี้ แต่ไม่ค่อยได้พบหน้ากัน
เวลาท่านถามถึงคุณตา คุณยาย ผมก็จะบอกว่าไปธุระในเมืองนู้น
ทั้งหมดเป็นความสุขนะผมว่า ที่คนในครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากัน

[ผมไม่อยู่ในฝันของแม่]
คุณแม่เรียกผมว่า พ่อบ้าง พ่อเก๋บ้าง
ช่วงแรกก็พยายามอธิบาย เหมือนเข้าใจได้ 5 นาที
จากนั้นก็เรียกผมว่า "พ่อ" ตามเคย
คงเห็นว่าผมดูมีอายุ ผมก็ขาว แต่ท่านคงยังสาว ๆ เป็นแน่แท้
แขกไป ใครมา ก็แนะนำว่าโชคดี มีแฟนดูแล
แอบน้อยใจว่า แล้วลูกชายหายไปไหนแล้วล่ะ
เพราะตอนนี้ท่านคงคิดว่าอายุย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
สมัยที่ยังใช้ชีวิตกันอยู่ที่โรงน้ำตาลเกาะคา
ท่านเคยถามหาลูกของท่านในช่วงก่อน
ว่าลูกท่านตัวเล็ก ๆ หายไปไหน ตอบแล้วก็จำไม่ได้
เป็นเรื่องยากที่ท่านจะยอมรับว่าลูกน้อยของท่าน คือ ผมเอง

[ชีวิตที่อบอุ่นของแม่]
คุณแม่เป็นลูกคนโต มีคุณพ่อชาวจีน คุณแม่คนวังกะพี้
แล้วย้ายมาอยู่เกาะคา ทำงานที่โรงงานน้ำตาลหลายสิบปี
มีลูกหลายคน ต่อมาก็มาหาซื้อที่สวนอยู่กัน
คุณแม่เป็นที่พึ่งของน้อง ๆ เสมอ
ตอนนี้น้อง ๆ ก็รักคุณแม่ ให้ความช่วยเหลือดูแลเป็นอย่างดี
ทำให้การดูแลคุณแม่ได้รับกำลังใจจากน้าทุกคน
คุณแม่จะไม่เหงา
ในยามที่ผมต้องไปทำธุระทุกสัปดาห์ ก็พาไปฝากไว้กับคุณน้า
ออกบ้านทีไร คุณแม่ก็ดูมีความสุข ได้ไปพบน้อย ๆ
ซึ่งน้องของท่านก็รักท่าน ห่วงใย คอยเตือน ทำอาหารอร่อยให้ทาน
แต่ท่านก็เลือกทานมาก ถึงมากที่สุด
เค็มไปก็ไม่เอา เผ็ดไปก็ไม่เอา จืดยิ่งไม่เอาใหญ่ หมู เนื้อ ไก่ ไม่เอาเลย
ลุ้นกันทุกมื้อเลยว่าจะทานได้ไหม แล้วก็ลุ้นกันต่อไป

[สถานพยาบาลแวนแซนต์วูร์ด]
กำลังสนใจเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่ดูแลตัวเองไม่ได้
เป็นอีกทางเลือกที่ต้องมองไว้ หากต้องไกลห่างท่านชั่วคราว
เพราะมีทางเลือกไม่มากนักในชีวิต
ได้โทรไปสอบถามข้อมูลโรงพยาบาล ที่ 054-217007
แล้วได้ทราบว่าที่สถานพยาบาล รับผู้ป่วยทั้งค้างคืน และรายวัน
มีค่าใช้จ่ายประมาณ 600 - 800 บาท
ได้รับข้อมูลละเอียดมาก คุณป้าที่ให้ข้อมูลใจดี อารมณ์ดี
ทำให้รู้สึกมั่นใจว่า การดูแลผู้สูงอายุของที่นี่จะได้มาตรฐาน
เพื่อน ๆ หลายท่านก็พูดว่าที่นี่ดี สำหรับผมคิดว่าน่าสนใจมาก
เห็นว่าปัจจุบันมี 35 เตียง และกำลังจะเต็มด้วย
มีเอกสารน่าสนใจของปี 2014 ตามลิงค์
https://www.facebook.com/groups/thaiebook/754213858062768/
http://www.cct.or.th/cctweb2014/frontend/asssembly_doc/02mission_med/med%20(8).pdf

กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

ท้องผูกจากพาร์กินสันไม่ธรรมดา (๙.)



[ท้องผูก]
ถ้าท้องผูกธรรมดา ก็กินน้ำเยอะ ๆ
กินผลไม้ กินผัก กินสลัดผัก กินอาหารที่มีกากใย
ทำใจให้ปลอดโปร่งเบิกบาน พักผ่อนนอนหลับ
เดี๋ยวก็คงพากันออกมาเอง
แล้วถ้าไม่ออกล่ะ
คงต้องพึ่งยาระบาย ก็มีสมุนไพรหลายขนาน
น่าจะนำมาด้วยมะขามแขก สักเม็ดก็เห็นผล
ถ้าไม่เห็นผลก็อาจเป็นเพราะดื้อยา อาจทานบ่อย
ก็เปลี่ยนเป็นยาระบายวิทยาศาสตร์
ก็คงจะระบายออกมาเป็นแน่แท้ หากเป็นท้องผูก

[สวนทวาร]
หากทานยาก็แล้ว ทานผลไม้ผักก็แล้ว แต่ไม่ออกพรวด
ก็ต้องพึ่งอุปกรณ์สวนทวาร หรือยาสอดช่วยระบาย
ยาสวนทวารมีทั้งแบบลูกเล็ก 10ซีซี หรือลูกใหญ่ 100ซีซี
บรรจุน้ำเกลือ 15% ซึ่งไม่มีตัวยาพิเศษ
ใช้แล้วก็เปลี่ยนจากน้ำเกลือเป็นกาแฟหรืออื่น ๆ ได้
ถ้าใช้ลูกใหญ่หลายรอบติดต่อกันในครั้งเดียว
อาจเรียกว่า detox ก็ได้ ใส่เข้าไปเรื่อย ๆ
ปกติก็จะออกมาแล้ว ในขั้นตอนนี้
ต้องพยายามให้ออกช่วงที่ยังไม่เป็นอะไรมาก
เพราะถ้ามีเลือดออกมาด้วย จะน่าเป็นห่วงกว่านี้เยอะ

[สวนทวาร]
ไปอ่านในเว็บเพจของศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน
และกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
พบว่า ท้องผูกพบบ่อยในผู้สูงอายุและผู้ป่วยพาร์กินสันมากกว่า 50%
มีปัญหาเรื่องท้องผูก
เพราะ การเคลื่อนไหวของระบบลำไส้ช้าลง (Delayed colonic transit time)
ร่วมกับการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในช่องเชิงกรานที่ผิดปกติ
เชื่อว่าเกิดจากการเสื่อมของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุม
การเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่
ทำให้อุจจาระยากลำบาก แห้ง แข็ง ต้องใช้แรง ต้องล้วง
และขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
อ่านเสร็จ
ก็ตรงมาก กับอาการของคุณแม่
จึงต้องไปหาผักผลไม้ที่มีกากใยมากขึ้น
หาน้ำขิงมาดื่ม ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้
ต้องกระตุ้นลำไส้เป็นการด่วน ด้วยสมุนไพร และผลไม้
ที่หาได้ช่วงนี้ ก็มี สับปะรด ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล
ที่สำคัญต้องกระตุ้นให้ดื่มน้ำมากกว่าเดิม
ที่ผ่านมา กลืนน้ำแต่ละอึกก็ยากมากอยู่แล้ว
ก็ต้องสู้กันต่อไป สู้ร่วมกันกับคุณแม่

http://www.chulapd.org/thai/index.php/2015-02-23-10-09-14/2015-02-23-10-09-10/160-2015-03-09-10-55-10

กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันนี้คุณแม่ล้มทั้งยืน (๘.)



[ดีวันดีคืน]
หลังคุณแม่ล้มสะโพกหัก เมื่อ 2 เดือนก่อน
ก็พักฟื้น แล้วสะโพกก็แข็งแรง ดีวันดีคืน
คุณแม่เริ่มเดิน 4 ขามาได้พักหนึ่งแล้ว
แต่ทุกครั้ง ผมต้องคอยยืนประกบอยู่ข้างหลัง
ถ้าสติขาดหายในช่วงใช้ 4 ขา คุณแม่ก็จะเซล้ม
เพราะขาท่าน ยืนไม่มั่นคงมาหลายปีแล้ว
หลังสะโพกหัก กับโลกทางสมองรุมเร้า
พาร์กินสันมีผลต่อการทรงตัว การคุมกล้ามเนื้อ ทำให้ท่านเซง่าย
และอัลไซเมอร์ทำให้ไม่กลัวว่าจะล้ม ล้มทีไรก็ยิ้มหวานให้ทุกที
แล้วก็ไม่รู้ว่าการเดินบ่อย ทำให้ขาข้างที่เจ็บ ยิ่งเจ็บ
ท่านลืมความเสี่ยง และดื้อเสมอ เมื่อห้ามปรามก็ไม่ฟัง
ยิ่งว่า เหมือนยิ่งยุ ต้องคิดก่อนตอบคำถามคุณแม่ทุกครั้งไป

[สติหายไปไหน]
ท่านรับยาอัลไซเมอร์มาตั้งแต่ต้นพฤษภาคม 2558 
จากนั้นก็รับยาพาร์กินสันที่โรงพยาบาลมาโดยตลอด
ช่วงแรกท่านทานยาอัลไซเมอร์สม่ำเสมอ
แต่พาร์กินสันไม่ค่อยได้ทาน เพราะมีหลายเม็ด
ผมไม่ได้อยู่คุมการทานยาทุกมื้อ ลืมประจำ
หลังล้ม ตอนอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านตกใจมากที่ต้องผ่าตัด
ทั้งอัลไซเมอร์ และพาร์กินสันก็มากันเร็วมาก
ทำให้การง่วงหลับ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ยิ่งพูดอะไรไม่เข้าหู ที่ท่านไม่ชอบ ก็จะง่วงหลับ
รวมถึงตอนเดิน 4 ขา ที่สติหายไปได้ตลอดเวลา

[ชะล่าใจ]
วันหนึ่งนั่งดูทีวีเรื่อง Happy feet ช่อง MONO
เห็นเพนกวินเดินเต้นจังหวะมันส์ ดูเพลิน
คุณแม่ที่นั่งอยู่ติดกันบนเก้าอี้ยาว มานั่งเปลี่ยนอริยาบถ
สักพักท่านก็ลุกขึ้นเดินใกล้กัน อยู่ ๆ ท่านก็เซล้มทั้งยืน
ล้มคา 4 ขานั่นหละครับ
โชคดีว่า .. ผมนั่งอยู่ในจุดที่ท่านเซมา รับได้พอดี
แต่ล้มมาแรงมาก ทำเอาใจหายอย่างแรง
ที่ผ่านมานั้น ท่านล้มมาหลายครั้ง โชคดีไม่เป็นอะไร
ครั้งนี้ ถ้าล้มในทิศตรงข้าม และไม่ถูกท่า
อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้ ไม่อยากจินตนาการเลย


กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

นั่งเป็นเพื่อนคุณแม่ทานข้าว (๗.)



[ทานน้อยกับเลือกทาน]
ผู้สูงอายุจำนวนมาก เลือกทานอาหารตามใจสั่ง
ทำให้หลายครั้งรู้สึกว่าท่านทานน้อย
แต่ความจริง คือ ไม่ถูกปาก
ไม่อร่อยก็จะกลืนยาก กลืนไม่ลง จนต้องคายทิ้งก็บ่อย
การทำรายการอาหารแต่ละมื้อให้ผู้สูงอายุ
ถ้ากำหนดโดยคนในบ้าน ตามใจคนในบ้าน
โดยไม่คำถึงถึงความชอบของผู้สูงอายุ
ก็จะมีรายการอาหารแบบหนึ่ง
แต่ถ้าทำรายการอาหารให้กับผู้สูงอายุ ก็จะไม่ได้อย่างใจคนในบ้าน
บางครั้ง ก็คิดว่าท่านทานได้แต่ข้าวต้ม เน้นไข่ และจืด
บางครั้ง ก็คิดว่าท่านไม่ทานรสจัด ไม่เค็ม ไม่หวาน
บางครั้ง ก็คิดเองว่าอาหารอร่อย ต้องทานแน่
การทานอาหารของผู้สูงอายุมี 2 แนว
คือ ทานเอง กับ ป้อนให้ท่าน 


[แกงเขียวหวาน กับผัดถั่ว]
วันนี้ นั่งเฝ้าคุณแม่ทานข้าวเช้า ลุ่นเหมือนเคย
แกงเขียวหวานถุงใหญ่ 20 บาท ได้จากตลาดเกาะคา
เน้นมะเขือเปราะ กับมะเขือพวกนิดหน่อย
รสจัดไปทางเผ็ด ก็ต้องลุ่นว่าทานได้ไหม แต่ท่านชอบ
เพราะตักมาให้อย่างละนิดเท่านั้น
ผมตักให้ถ้วยเล็ก เน้นแต่มะเขือราว 5 ชิ้น ไม่เน้นน้ำ
ส่วนผัดถั่วใส่ลูกชิ้น ตักให้ถ้วยเล็กมีไม่เกิน 3 คำ
คุณแม่เขี่ยลูกชิ้นออกหมด เขี่ยไก่ในแกงเขียวหวานออกหมด
กินแต่ถั่วฝักยาว กับมะเขือ และข้าวต้มโจ๊ก
ทานข้าวเสร็จก็ทานกล้วย และส้ม อิ่มไปอีก 1 มื้อ
แอบหวังว่าเข้าห้องน้ำครั้งต่อไปจะไม่ต้องสวนทวาร
ช่วงหลังท่านทานข้าวเองได้ และไม่มีปัญหาถ้าอาหารอร่อย
แต่ถ้าไม่อร่อย ต่อให้ป้อน ก็ทานได้ไม่เกิน 3 คำ
น้าอีกคนเคยทำเกี้ยวน้ำ แต่ไม่นุ่ม ท่านก็ทานไม่ได้
ถ้าอร่อย ถูกปาก ก็ถึงไหนถึงกัน


[ที่บ้าน]
มีน้องของคุณแม่ทำอาหารให้ทาน ทุกมื้อ
ระยะหลังจะทำรายการอาหารที่รสจัดขึ้น
ถูกใจคุณแม่มากขึ้น อาหาร 3 มื้อก็ต้องลุ่นกัน
บางรายการ ทานเช้าได้ เที่ยงได้ แต่ถึงเย็นกลับทานไม่ลง
ตัวอย่างรายการที่ถูกปากระยะนี้
แกงแค แกงเผ็ด แกงผักกาด
น้ำพริกกะปิ ปลาทู ชะอมทอดไข่
ข้าวผัดกุ้ง ผัดผักใส่กุ้ง ชอบยำวุ้นเส้นทะเล
ชอบของหวาน โดยเฉพาะข้าวเหนียวเปียก
ผัดผักที่มีเครื่องเทศเยอะหน่อย
เคยชอบผัดดอกกะหล่ำ แล้วจู่ ๆ ท่านก็ทานไม่ลง
เคยชอบมาม่า แต่ล่าสุดทานไมได้
ถ้าจืดจะกลืนไม่ลงแม้แต่คำเดียว
ส่วนหมู เนื้อ กับไก่ จะไม่ทาน หรือแล้วแต่อารมณ์
ตัวผมทานเฉพาะมื้อเช้า มีอะไรก็ทาน
จึงไม่เป็นเงื่อนไขต่อรายการอาหารของท่าน
ขอให้คุณแม่กลืนลงในแต่ละมื้อ
ผมก็มีความสุขแล้ว ชีวิตที่เหลือเพื่อให้ท่านมีความสุข

before
after


กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/


วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

สวนทวารเข้าถึงลำไส้ใหญ่ ช่วยให้อุจจาระ บรรเทาอาการท้องผูก




[สวนทวาร]
ยาสวนทวาร คือ น้ำยาที่มีส่วนประกอบหลัก
เป็นน้ำโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกง
สารนี้มีบทบาทต่อความเค็มในมหาสมุทร
พบว่ามียาสวนทวารของยูนีซัน
เป็นยาระบายชนิดสวนทวารให้ถ่ายอุจจาระ
ลูกเล็กราคา 10 บาท ความเข้ม 15%



https://en.wikipedia.org/wiki/Gastrointestinal_tract

[สรรพคุณ] 
ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

[วิธีใช้]
สวนเข้าทางทวารหนัก
แล้วกลั้นไว้จนทนไม่ไหว แล้วเข้าส้วม

[ขั้นตอนการใช้]
1. บิดตรงปลายหลอดให้ขาดจากกัน
2. บีบเบา ๆ ให้น้ำยาไหลออกมาเล็กน้อย
แล้วละเลงให้ทั่วปลายหลอด เพื่อช่วยให้ปลายหลอดลื่น
3. สอดเข้ารูทวารหนักอย่างช้า ๆ
4. บีบน้ำยาให้หมดทั้งหลอด
5. ดึงหลอดออกอย่างระมัดระวัง แล้วกลั้นไว้จนกว่าจะทนไม่ไหว
จึงปล่อยให้ถ่ายออกมา



อ่านจาก doctor.or.th หัวข้อ "การโฆษณาสวนล้างลำไส้ จริงเท็จอย่างไร"

การโฆษณาว่าเมื่อสวนล้างลำไส้แล้ว สามารถรักษาโรคได้สารพัดนั้น เป็นการโฆษณาที่เกินความเป็นจริง เพราะการสวนล้างทำให้เกิด "ความรู้สึกดี" หรือ "สบายตัว" หายแน่นท้องเท่านั้น แต่ไม่ได้รักษาโรคใดๆ ตามที่โฆษณาไว้ เช่น โรคปวดศีรษะ โรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันสูงหัวใจ โรคข้อรูมาตอยด์ เกาต์ โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคลำไส้อักเสบ นอนไม่หลับ เป็นต้น โรคที่ทางการแพทย์ให้ทำการสวนล้างลำไส้รักษาได้แก่ โรคท้องผูก ตับวาย ลำไส้ไม่ทำงาน เป็นต้น ดังนั้นจึงควรใช้วิจารณญาณพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อคำโฆษณา และจะต้องทบทวนวิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพของตนเองว่าที่ผ่านมาดำเนินชีวิตอย่างไร
https://www.doctor.or.th/article/detail/1465

---
ทวารทั้ง 9 ที่ธรรมชาติเจาะไว้
1. ตา 2 ช่อง    
2. หู 2 ช่อง  
3. จมูก 2 ช่อง  
4. ปาก 1 ช่อง  
5. ช่องปัสสาวะ 1 ช่อง
6. ช่องอุจจาระ 1 ช่อง

---
อ่านจาก siamlifedetox.com หัวข้อ "ใช้อะไรเพื่อดีท็อกซ์กันเนี่ย"

กว่าจะมาเป็นกาแฟอย่างที่นิยมกันในปัจจุบัน คนในอดีตเคยใช้ทั้งน้ำผึ้ง น้ำชา เหล้า และเบียร์ หรือแม้กระทั่งน้ำสบู่เพื่อสวนล้างลำไส้เอาสารพิษออกมา แต่ภายหลังมีความเชื่อใหม่ว่า การใช้กาแฟซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดขยายตัว ทำให้ตับขยายตัว แล้วตับนั่นแหละ จะทำหน้าที่ขับสารพิษออกมาได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี มีกระแสหลายเสียงออกมาโต้ว่า การทำดีท็อกซ์ด้วยกาแฟนั้นเป็นเพียงทฤษฏีที่อาจได้ผล หรือไม่ได้ผลก็ได้ เพราะจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่า กาแฟสามารถกำจัดสารพิษออกมาได้จริง และสารพิษตัวไหนที่ถูกขับออกมามากที่สุด
http://www.siamlifedetox.com/content--4-427-4116-1.html

---
https://pantip.com/topic/30199421
http://health.kapook.com/view7581.html

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

ข้าวเหนียวเปียก (๖.)




[ไปที่หน้าต่าง]
ไอสไตล์กล่าวไว้ว่า "จินตนาการสําคัญกว่าความรู้"
ทำให้นึกถึงการใช้ชีวิต การดำรงอยู่ของชีวิตอยู่เสมอ
ว่าจะใช้ความรู้ หรือจินตนาการกันตอนไหน
ครั้งหนึ่ง
คุณแม่ของผม ทานข้าวอยู่ในบ้าน
แล้วจู่ ๆ ท่านก็อยากไปที่หน้าต่าง
บ้านของท่าน หน้าต่างเป็นเหล็กดัด และมุ้งลวด
ในปากก็ดูตุง ๆ เหมือนกลืนข้าวไม่หมด
ถามว่าไปทำไมก็ไม่ตอบ เพราะอมข้าว
จึงยิงคำถามใหม่ว่า อยากคายข้าวทิ้งเหรอ
ท่านก็พยักหน้า
แล้วผมก็หยิบกะละมังพลาสติกให้ท่านคายออกมา
การคายข้าว ในระยะหลังเกิดขึ้นบ่อย
เพราะท่านกลืนข้าวไม่ลงคอ และกลืนน้ำยากมาก
คุณหมอ บอกว่าเป็นผลจาก "พาร์กินสัน"

[กินน้อย ก็ถ่ายน้อย]
หลายวันถ่ายครั้ง สำหรับผมเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
ทุกวันนี้จะควบคุมอาหารให้คุณแม่ทาน 3 มื้อ
แม้ตัวผมเองจะทานมื้อเดียว
แต่ก็คงไม่กำหนดจำนวนมื้อให้คุณแม่ ว่าต้องเหมือนผม
ปัญหาคือ คุณแม่เบื่ออาหารง่าย มีปัจจัยให้เบื่ออาหารเยอะ
บางรายการชอบในมื้อหนึ่ง
แต่พอทานซ้ำกลับทานไม่ลงแม้แต่คำเดียว
บางมื้อ บางรายการท่านทานจนหมดจาน บางครั้งครึ่งจาน
แต่ส่วนใหญ่จะทานไม่กี่คำ
ต้องมีอาหารเสริม ทั้ง กล้วย ขนมปัง นม น้ำเต้าหู้ ส้ม ขนมไทย
ถ้ามื้อไหนทานหมดจาน จะต้องเตรียมอาหารเสริมให้ตลอด

[ข้าวเหนียวเปียก]
เคยซื้อข้าวเหนียวเปียก ทำด้วยข้าวสีม่วง
ย่าเล็กย่าน้อยบอกว่าดีต่อสุขภาพ
ท่านก็จำคำนั้น และเรียกหาข้าวม่วงเสมอ
แต่ไม่รู้ทำไม ตอนหลังมาไม่ทานข้าว ทานแต่กับข้าวบ่อยเลย
นาน ๆ ผมจะออกตลาดยามเช้า
หากไม่มีกิจก็ไม่ออก เช่น มีรายการอาหารครบแล้วก็ไม่ออก
วันนี้ มีของต้องซื้อกักตุนหลายรายการ
เพราะสองวันมานี้ ท่านทานข้าวไม่ค่อยได้
ก็ต้องไปเลือกอาหารที่น่าจะถูกปาก
เช่น แกงเมือง หรือแกงกะทิ หรือไส้อั่ว
แต่ก็ต้องลุ้นว่าท่านจะทานได้ไหม คายทิ้งรึเปล่า ลุ้นกันต่อไป
ถ้ามี กล้วย นม ขนมปัง คิดว่าแต่ละมื้อจะผ่านไปด้วยดี
อาหารที่ท่านเบื่อ และคายทิ้งทุกครั้ง
คือ ไข่ต้ม ไข่เจียว แกงจืด ผัดผัก อาหารเผ็ดไป อาหารจืดไป
แต่อาหารเหล่านี้มีข้อยกเว้นว่า
ถ้าเป็นหลาน หรือน้องที่เค้ารัก ทำให้ทาน เป็นถึงไหนถึงกัน
ท่านก็จะทานอย่างอร่อย
คนที่อยู่รอบท่าน เป็นปัจจัยให้อาหารอร่อยขึ้น
ดังคำว่า คนที่ใช่ ทำอะไรก็ถูก แต่ก็ไม่เสมอไป แล้วแต่อารมณ์
แล้วแต่จินตนาการของท่านอีกนั่นหละ

ถ้าอยู่กับคนที่ใช่ น้ำต้มผักยังว่าหวาน


กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

ถ่ายหนัก ถ่ายเบา ก็เรา นายพยาบาล (๕.)



[นายพยาบาล]
วันนี้นึกขึ้นได้ว่า ตนเองเปลี่ยนบทบาทจากอาจารย์
ไปเป็น "นายพยาบาล" เต็มตัว .. ซะแล้ว
จะหยิกให้สะดุ้งตื่นอย่างไร ก็คงไม่เป็นผล เพราะไม่ได้หลับ
แฟนทักว่าอายุถึงวัยที่เข้าปีชงแล้วนะ
สงสัยจะเป็นปีที่ไม่ดีเอาซะจริง ๆ
พักนี้ขาคุณแม่แข็งแรงขึ้นมาก ข้อสะโพกติดกันดีแล้ว
แต่การเดินไม่เต็มเท้าก็ยังเหมือนเดิม และบ่นว่าเจ็บประจำเลย
เดิมทีคุณแม่ก็เดินไม่เต็มเท้าอยู่แล้ว
จากปัญหาอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน ยังมีปัญหาเหมือนเดิม
พอคุณแม่รู้ตัวว่าทรงตัวได้บ้าง ก็เริ่มอยากเดิน และนู่นนั่นนี่
หลายครั้งที่มีสติ ก็จะแอบเดินระหว่างเก้าอี้ มักจะไม่ล้ม
เคยแอบเดินเองจนที่ผ่านมาล้มไป 3 ครั้ง จับไม่ทัน
โชคดีไม่มีอะไรหักอีก จึงเพิ่มการดูแลใกล้ชิดมากขึ้น
หวังว่าจะไม่มีครั้งที่ 4
ส่วนที่ล้มในที่นอน นั่ง ๆ แล้วเซล้ม อันนี้ไม่ได้นับ
เพราะเห็นนั่งล้มในที่นอนประจำเลย แอบส่องตลอด

[ถ่ายเบา]
จากการที่ขาไม่แข็งแรง
จึงควบคุมการลุก และนั่งได้ไม่ดี
จะลุกจากที่นอนที่วางบนพื้น ยังทำไม่ได้ (เอาเตียงออกแล้ว)
การนั่งโถชักโครก ยังลุกเองไม่ได้ เพราะไม่มีที่จับ
เข้าห้องน้ำจึงต้องให้นายพยาบาลคอยช่วยพยุง
การถ่ายเบาเวลากลางคืนนั้น เปลี่ยนเวลาอยู่เรื่อย
ตอนนี้กำหนดว่าประมาณตี 3 จะเป็นเวลาถ่ายเบา
จะใช้กระโถนให้คุณแม่นั่ง บนที่นอนก็สะดวก
มีคุณน้าคอยช่วยเรื่องขยับกระโถน กับเตรียมกระดาษชำระ
เนื่องจากดึกมาก ไม่ได้สติ จึงพาเข้าห้องน้ำไม่ได้
แต่ถ้าท่านเรียกให้ไปหา เพื่อไปถ่าย ท่านจะมีสติ พยุงเดินได้
จึงพาเข้าห้องน้ำได้ทุกครั้ง
หลัง ๆ มาไม่มีปัญหาเรื่องรดที่นอน
เพราะท่านบอกได้ว่าปวด และควบคุมดีขึ้นกว่าช่วงเดือนแรก
ช่วงกลางวัน ก็จะถามท่านเสมอ
ตั้งเวลาไว้ทุก 2 ชั่วโมง ที่จะต้องพาท่านเข้าห้องน้ำ
คือ ก่อนทานข้าว และหลังทานข้าวทุกมื้อ
ช่วงหน้าหนาวจะเข้าห้องน้ำถี่ขึ้น ผมเองก็ถี่เหมือนกัน

[ถ่ายหนัก]
เป็นปัญหาหนักอก หนักใจ บ่อยครั้ง
เพราะผลข้างเคียงของการไม่ถ่ายเลย เป็นเรื่องที่ต้องวิตกกังวล
มีครั้งหนึ่ง คุณแม่ไม่ยอมถ่ายหนัก ถามไปก็บอกว่าถ่ายมาก้อนเล็ก
ทีแรกก็คิดว่า ออกมาเหมือนกัน พอไปล้างก้นให้ก็ไม่เห็นมีอะไร
จึงให้ท่านกินมะขามแขก แล้วท่านก็ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ
แต่ไม่ออก ท่านบอกว่าคาก้น ล้วงดูก็พบว่าแข็งมาก
ค่อย ๆ แคะ ออกไปทีละก้อน เหมือนก้อนดินเหนียว
ผ่านไปอีก 1 วัน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะระบายออกมาหมด
ไปซื้อที่สวนทวาร ลูกละ 10 บาท ฉีดเข้าไปที่รูก้น
คราวนี้พากันออกมาหมด และเข้าห้องน้ำบ่อยในวันนั้น
ต่อไปก็เรียนรู้แล้วว่า
ต้องตั้งเวลาให้ท่านทานมะขามแขกช่วยขับถ่ายให้ดีขึ้น
ที่ผ่านมาทานผลไม้ทุกมื้อ เน้นส้ม กับกล้วย
หวังให้เป็นตามกลไกธรรมชาติ ก็ไม่เป็นผล
ตั้งแต่หลังผ่าตัดมา คุณแม่ท้องผูกมาตลอด
คาดว่าสมองที่เสื่อมจากทั้งอัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน รุมเร้า
จนทำให้ควบคุมการขับถ่ายได้ไม่ดีนัก
ผมเองขับถ่ายทุกวัน ขาดวันหนึ่งก็วิตกแล้ว
เพราะเคยมีมูกเลือด ตอนนั้นโชคดีที่เป็นแค่ 1 - 2 วันก็หายไป
ไม่งั้นก็คงต้องไปให้หมอส่องกล้องเป็นแน่
กลับมานึกถึงคุณแม่ ที่มีอาการท้องผูก
อาจทำให้เป็นริดสีดวงได้ ก็ขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย

กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560

คำคม ชีวิต คือ ข้อสอบที่ยากที่สุด

ใครคนหนึ่งกล่าวไว้

"ชีวิต คือ ข้อสอบที่ยากที่สุด 
หลายคนทำผิดพลาด เพราะพวกเขาพยายาม 
ลอกเลียนแบบคนอื่น โดยที่ไม่ได้ตระหนักว่า 
ทุกคนมีกระดาษข้อสอบ ที่ไม่เหมือนกัน"

same is different


ภาพชายสวมแว่นตา (2448 px * 3264 px)
ถ่ายด้วย Smartphone : True Super 4G phone
ราคา 490 บาท จากปกติ 1,290 บาท
(ค่าเครื่อง 290 บาท + เติมเงิน 200 บาท)
รับฟรี!! โบนัส ค่าโทรและค่าเน็ต สูงสุด 3,200 บาท
+ เมื่อเติมเงินสะสมครบ 100 บาท/เดือน
+ รับสิทธิ์โทรในเครือข่าย 200 บาท
+ เน็ต 200MB ต่อเดือน นาน 8 เดือน
https://truemoveh.truecorp.co.th/news/detail/408?ln=en
http://www.maamai.com/true-super-4-7-11-promotion/


อาบน้ำให้แม่ (๔.)

[ยาหมด ต้องไปหาหมอ]
วันนี้มีลุ้น ไปหาหมอรักษาโรคอัลไซเมอร์
เล่าอาการของคุณแม่ให้หมอฟัง
ว่าเริ่มหนักขึ้นแล้ว ภาพอดีตชัดกว่าปัจจุบัน
คุณหมอเพิ่มยาความจำให้อีก 3 มิลิกรัม
และให้ยาอาเจียนมากันไว้ก่อน
ก็ต้องลุ้นว่าจะเวียนศีรษะ และมีอาเจียนไหม
ถ้ามีอาการก็ต้องทานยา 3 เวลาก่อนอาหาร
หลังหาหมอที่คลินิกเรียบร้อยแล้ว ก็กลับบ้าน
เข้าบ้านมาก็บ่นอยากอาบน้ำขึ้นมาเฉย ๆ

ภาพ Sister โดย อ.วิชาญ สุมาลี

[อาบน้ำ ยามบ่าย]
ในอดีตเคยเห็นเพื่อนโพสต์ในเฟส
ว่าอาบน้ำให้พ่อที่ป่วย
ว่าอาบน้ำให้ลูกที่ยังเล็กนัก
กรณีแม่ผม
วันนี้อาบน้ำให้คุณแม่อีกครั้ง ก็อาบมาหลายครั้ง
ที่จริงแล้ว ท่านพอจะอาบน้ำเองได้
แต่การลุกจากเก้าอี้อาบน้ำ จะวางใจไม่ได้เลย
และแขนไม่มีกำลังมากพอในการควบคุมขันน้ำ
จึงอยู่คอยหยิบจับอะไรให้
ทั้งสบู่ ขันน้ำ เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และสระผมให้
นึกถึงในอดีตขึ้นมาเลย ระหว่างราดน้ำไปที่ศีรษะของท่าน
ตอนผมเกิดใหม่ ๆ เมื่อกว่าสี่สิบกว่าปีที่แล้ว
ตอนนั้นผมก็คงนอนให้ท่านอาบน้ำ
โตขึ้นมาหน่อย ก็นั่ง และยืนให้ท่านอาบน้ำให้
แก้ผ้าล่อนจ้อนเหมือนกัน
มาวันนี้ผลัดกันครับ ผมอาบน้ำให้ท่านบ้าง
โชคดีที่บ้านมีน้ำอุ่น เหมาะกับการอาบน้ำหน้าหนาว
ท่านไม่ค่อยดื้อ เป็นผู้ร้องขอการอาบน้ำด้วยซ้ำ
แต่ผมจำได้ว่าสมัยเป็นเด็ก ผมดื้อไม่เบา
โดยเฉพาะหน้าหนาว และมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน
สรุปว่านี่เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตของลูกผู้ชาย
ที่อาบน้ำให้คุณแม่
ในยามที่ท่านช่วยตัวเองแทบไม่ได้



กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560

พรจากฟ้า (๓.)


เป้าหมาย คือ ความสุขของแม่ 

[ภาพยนตร์]
มีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า จากค่าย GDH
กว่าจะได้ดูหนังก็ลาโรงไปซะก่อน ก็ต้องไปตามดูจนเจอ
เพื่อนแนะนำว่าผมควรดู เพราะลูกสาวคนเล็กเหมือนผม
ในตอนที่ 2 จาก 3 ตอนนั้น
พูดถึง ท่านรองป้อม หรือพี่ป้อม หรือลุงป้อม
ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's Disease) เหมือนแม่ผม
มีหลายอย่างในภาพยนตร์เหมือนกัน ดูไปก็ร้องไห้ไป
ครอบครัวนี้แม่พึ่งเสีย พ่อป้อมต้องอยู่คนเดียว
แต่อยู่ไม่ได้เพราะป่วยเป็นอัลไซเมอร์
ลูก 3 คน มีน้องคนเล็ก อาสาลาออกงานมาดูแลพ่อ
ดูแล้วก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม ในกรณีนั้น
ผ่านไปพักหนึ่ง น้องฟา ลูกคนเล็กก็ทำใจไม่ได้ในระยะแรก
แอบหนีไปสมัครงานเป็นคนขับรถส่งของเฉยเลย
ผมว่าครอบครัวนี้โชคดีนะที่มีทางออก คือ น้องฟา
เรื่องนี้ให้ข้อคิดที่สำคัญ คือ
เราทำเพื่อตัวเรา ก็พูดแต่เรื่องจริง ที่สมเหตุสมผลของเรา
เราทำเพื่อผู้ป่วย ก็พูดแต่เรื่องที่ผู้ป่วยอยากฟัง ที่เขามีความสุข

[บทเรียนที่ทรงค่า เรื่องการพูด]
ในภาพยนตร์พี่ป้อมอายุมาก ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม
ลืมไปว่าภรรยาเสีย
ก็คิดว่าภรรยายังอยู่ ลูกสาวก็พยายามบอกพ่อให้เข้าใจว่า
คุณแม่ไม่อยู่แล้ว แต่พ่อก็ไม่เข้าใจ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
พระเอกก็บอกนางเอกให้เออออห่อหมกไปกับคุณพ่อ ให้เค้ายิ้มได้
ถ้าเหตุการณ์ในอดีตเข้ามาเป็นปัจจุบัน
ก็ตอบสนองไปตามสถานการณ์นั้น ๆ
เหมือนตอนที่พี่ป้อมนึกว่าปัจจุบันคืออดีต เป็นตอนที่เค้าไปขอแม่ฟ้าแต่งงาน
กรณีแม่ผม
การอยู่กับคุณแม่ของผม ก็เครียดแบบน้องฟานั่นหละ
หลายครั้งก็เผลอพูดเรื่องความเป็นเหตุเป็นผลไป
เพราะผมไม่ชอบโกหกเหมือนน้องฟา
สังเกตว่าคุณแม่ของผมไม่ชอบเรื่องที่สมเหตุสมผล (Reasonably)
เหมือนพี่ป้อมในเรื่องพรจากฟ้า หวลคิดถึงเรื่องในห้วงคำนึง
คุณแม่ผมก็มีปัญหาที่ขา ต่อไปก็คงต้องพูดดี ๆ ครับ
พูดว่า "เดี๋ยวก็หาย"
พูดตลก ๆ อิอิ ชิมิชิมิ จุงเบย แบบพระเอกบ้าง
แล้วก็ร้องไห้บ้าง เศร้าบ้าง แบบนางเอกบ้าง .. เพื่อสีสันของชีวิต


[มียาชะลออาการโรค]
ดูหนังเสร็จ ก็สังเกตได้ว่าภาพยนตร์หลายเรื่อง
ที่เกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ไม่เน้นที่จะพูดถึงการรักษาทางยา
แต่คำว่ารักษาไม่หาย จะทรุดลง เป็นเรื่องที่ฟังบ่อย
ปัจจุบันมีหมอทางสมอง ไปหาแล้วก็ให้ยามา
ช่วยชะลออาการไม่ให้ทรุดเร็ว ไปกว่าในปัจจุบัน
ได้คำแนะนำที่จะทำให้ผู้ป่วยอยู่กับเราได้นานขึ้น มีความสุขขึ้น
โรคทางสมองมีอีกโรคที่มาใกล้กัน คือ โรคพาร์กินสัน
เค้าว่าโรคพาร์กินสัน รู้เร็ว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
มีโอกาสจะเล่าในตอนต่อไป .. ผมก็ลุ้นตัวโก่งมาพักหนึ่งเลย



กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

คนที่ไม่กลัว น่ากลัวนะ (๒.)



[เข้าออกหอผู้ป่วย]
เคยวนเวียนเข้าออกหอผู้ป่วยในของโรงพยาบาลอยู่พักหนึ่ง
ในฐานะญาติผู้ป่วย จึงได้เห็นผู้ป่วยมากมาย
ความกลัวไม่เข้าใครออกใคร
ใคร ๆ ก็ต้องกลัวที่จะนอนโรงพยาบาล
หวังจะได้ออกเร็วที่สุดเป็นดี
เมื่อความกลัวผ่าตัด มีมากกว่าความกลัวไม่หาย
สติก็อาจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวได้
ดังสำนวนที่ว่า
"สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา"
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว
แต่มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งสติเตลิดออกจากตัวไปอยู่บ้าน
ได้ฟังคุณพยาบาลแบ่งปันเคสสติเตลิด
รู้เลยว่ามีเรื่องเล่าเยอะเป็นกระบุง
ฟังไม่กี่ประโยคก็พอทราบล่ะว่าเจอบ่อย

[ความกลัว]
พอบอกว่าถึงคิวจะผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกในวันรุ่งขึ้น
คุณแม่ของผมก็กลัว
อาการอัลไซเมอร์ปีนระดับขึ้นไปถึงไหนไม่ทราบได้
และค่อยลดระดับหลังกลับบ้านมาพักใหญ่
ในวันที่รู้ว่าจะต้องผ่าตัดแล้ว หลังนอนรอคิวผ่าหลายวัน
ก็อยากกลับบ้านขึ้นมาทันทีทันใด
ความอยากนี้อยู่เหนือความเจ็บป่วย
แล้วนึกถึงญาติคนหนึ่ง
หมอนัดผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี
แต่ด้วยความกลัวผ่าตัด ยอมทนเจ็บแล้ว
หนีออกจากโรงพยาบาลกลับบ้าน ก็ทนได้ไม่เป็นไร
ก็เป็นเรื่องเล่าในหมู่ญาติมาหลายสิบปี
กรณีแม่ผม 
เป็นผู้ป่วยที่พยาบาลให้การดูแลเป็นพิเศษ
คู่กับคุณยายอีกท่านหนึ่ง
ที่ป่วยเรื่องข้อสะโพกหักเหมือนกัน
แต่คุณยายท่านนั้นโชคไม่ดี
มีความดันขึ้นก่อนเข้าห้องผ่าตัด หมอผ่าไม่ได้
ทั้งสองท่านมีความอยากกลับบ้านเหมือนกัน
ถึงขนาดจะปีนเตียงที่มีเหล็กกั้นลงมา
บางวันปีนลงมาได้ แต่ไปต่อไม่ได้
เพราะคุณพยาบาลมาเห็นซะก่อน
แล้วล็อกไว้กับเตียงไม่ให้ลงเตียงตามใจชอบ

[ความไม่กลัว]
ในชีวิตจริงพบคนที่ไม่กลัวมากมาย
หนุ่มคอแป๊ปที่กินเหล้า ไม่กลัวตับแข็ง
วัยรุ่นขับรถเร็ว ไม่กลัวอุบัติเหตุ
นักไต่เขาไปปีนเขา ไม่กลัวตกเขา
พนักงานอู้งาน ไม่กลัวซองขาว
นักเรียนไม่อ่านหนังสือ ไม่กลัวสอบตก
คนที่เป็นอัลไซเมอร์ก็ไม่กลัวอะไรเลย
ไม่กลัวเจ็บ ไม่สนความเสี่ยง ไม่จัดการความรู้
อยากพูดก็พูด อยากทำก็ทำ คิดไม่เป็นระบบ
ในระยะหลังฟังเรื่องเล่าจากเพื่อนผ่านหูมาเยอะ
ในภาพยนต์ก็เล่าเรื่องผู้ป่วยสมองเสื่อมหลายเรื่อง
กรณีแม่ผม
ยืนไม่ได้ เดินไม่ได้ แขนไม่มีแรง แต่อยากเดิน
โดยไม่กลัวว่าล้มไปจะเป็นอย่างไร
เตียงปกติระดับเข่า สูงเกิน ตกเตียงได้ เคยตกมาแล้ว
จนต้องเอาเตียงออกให้เหลือแต่ที่นอน สูงคืบเดียว
สรุป คือ คาดสายตาไม่ได้
เพราะคุณแม่มีความเสี่ยงสูง และไม่รู้จักกลัว
ถึงบอกว่าคนที่ไม่กลัว น่ากลัวนะ

กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2560

เดี๋ยวนี้มีเยอะถึงเกือบร้อยละ 10 ของผู้สูงอายุที่สมองเสื่อมปรากฏชัดเจน (๑.)



[ขอแบ่งปันประสบการณ์] 
เพราะเชื่อว่าหลายท่านอาจกำลังประสบปัญหาแบบผม
จากการค้นข้อมูล พบว่า
ปัจจุบันใครก็เป็นสมองเสื่อมได้
ยิ่งมีญาติเป็นก็ยิ่งมีโอกาส
จากสถิติพบคนที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
ป่วยโรคนี้มีมากถึงร้อยละ 5 - 8
และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ก็จะพบมากขึ้น
จึงสรุปได้ว่า เกือบร้อยละ 10 ที่เป็นสมองเสื่อม
หรือโรคอัลไซเมอร์ ในระยะที่ปรากฏชัดเจนจนสังเกตได้
แสดงว่า อีกเยอะที่อยู่ในระยะที่ไม่ปรากฏอาการ

[นิยาม]
โดย นพ. อิทธิพล ตะวันกาญจนโชติ  เขียนไว้ว่า
"ภาวะสมองเสื่อม
เป็นความถดถอยในการทำงานของสมอง
ซึ่งเกิดจากการสูญเสียเซลล์สมอง 
โดยเริ่มจากส่วนใดส่วนหนึ่ง
แล้วจึงลุกลามไป ยังสมองส่วนอื่น ๆ
https://www.bumrungrad.com/th/betterhealth/2556/better-brain-health/dementia-alzheimer

[ลักษณะของสมองเสื่อม]
1. สมองเสื่อมรักษาได้
ถ้าสาเหตุมาจากความดัน หรือเบาหวาน เป็นต้น
หากทานยาลดความดันเบาหวาน
แล้วลดได้ สมองเสื่อมก็จะทุเลา ตามสาเหตุนั้น ๆ
2. สมองเสื่อที่รักษาไม่ได้
มีทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับว่าความผิดปกติของสมอง
เกิดจากการก่อตัวอย่างผิดปกติของ
โปรตีนอะไมลอยด์ในเนื้อสมอง
ซึ่งในสมองคนสูงอายุทั่วไป สามารถพบโปรตีนดังกล่าวได้
แต่จะมีปริมาณไม่มากเท่ากับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

[อาการของคุณแม่ ในระยะเริ่มต้น]
ผมสังเกตเห็นอาการของคุณแม่มาหลายปีแล้ว
พอมั่นใจว่าน่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น
ก็พาไปให้คุณหมอฟันธง
แล้วรับยาตลอดมาไม่เคยขาด
แต่คุณแม่ไม่ได้ทานยาตามหมอสั่ง ขาดยา
เพราะผมก็ไม่ได้จัดยาให้คุณแม่ทานทุกมื้อ
เนื่องจากอยู่กันคนละบ้าน
อาการก็ทรง ๆ ส่วนใหญ่ก็ลืมนู่นนั่นนี่ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

[ได้พูดคุยกับเพื่อน]
มีโอกาสแบ่งปันปัญหาสุขภาพกับเพื่อน ๆ
ก็พบว่าหลายท่านมีผู้สูงอายุที่บ้าน
ก็ขึ้หลงขี้ลืม ผมขอเรียกว่า โรคอัลไซเมอร์ ในระยะที่ไม่ชัดเจน
ถ้าถามว่าแค่ไหนที่เรียกว่า "โรคอัลไซเมอร์"
สรุปว่า พาไปหาหมอเฉพาะทางครับ .. แน่นอนกว่า
ผมก็พาไปพบหมอกนกศรี ตรงข้ามวัดเชียงรายที่ลำปาง
ทราบมาว่าเป็นหมอคนเดียวที่ออกมาเปิดคลินิกด้านนี้
รักษาด้านนี้โดยเฉพาะ คนไข้เยอะมาก
รับยามาทานทุกเดือน ก็มีอาการทรงเรื่อยมา
แม้จะป่วย แต่อยู่ในระยะที่ดูแลตัวเองได้

[ดูแลตนเองได้ จนกระทั่ง] 
ถึงจุดเปลี่ยนของโรคอัลไซเมอร์อย่างชัดเจน
คือ แม่ล้มก้นกระแทก จนกระดูกข้อสะโพกหัก
ซึ่งเป็นโรคยอดนิยมของผู้สูงอายุอีกโรคหนึ่ง
พบข้อมูลนี้จากชาร์ทสถิติ ที่ติดอยู่หน้าห้อง
คุณแม่กลัวการผ่าตัด ตอนที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล
จนทำให้โรคอัลไซเมอร์ กำเริบรุนแรงขึ้นมา
ภาษาที่ผมเรียกคือ ช็อคกลัวผ่าตัด
มีอาการช็อคชัดเจน ทราบกันทั้งห้อง
หลังผ่าตัดได้ไม่กี่วัน แพทย์ก็ให้กับบ้าน
อาการจากแผลผ่าตัดดีวันดีคืน
หลังกลับบ้านได้ของแถมมาด้วย
คือ แผลกดทับมา 1 แผล
รักษากันเดือนกว่า ถึงจะหาย

http://www.si.mahidol.ac.th/th/department/radiology/diagRadiology/picture/know/xray/gen%20(2).jpg

[ไม่อาจวางใจ หลังผ่าตัด]
แม้แผลผ่าตัดหายดี กระดูกเหล็กเข้าที่ และใช้งานได้
แต่โรคอัลไซเมอร์รุนแรงขึ้นกว่าก่อนผ่าตัด
ไม่ได้หายไปตามแผล ยังหลงและลืมกว่าเดิม
เหมือนภาพอดีตซ้อนเข้ามา ทดแทนภาพปัจจุบัน
คิดว่าอยู่ในวัยทำงาน คิดว่าลางาน คิดว่าไม่ใช่บ้านตน
และ
มีปัญหาขาขวาข้างที่หัก เดิมใช้ได้ไม่ดี บ่นเจ็บมาตลอด
ทำให้เชื่อได้ว่า แม้แผลจะหาย
แต่ก็จะมีปัญหาในการเดิน
ที่สำคัญ ความไม่รู้ว่าตนเองเดินไม่ได้
แต่ดื้อพยายามเดินด้วยขาของตนเองของผู้สูงอายุ
อาจทำให้ล้มอีก หักอีก และเสี่ยงต่อการติดเตียงในที่สุด

[สรุปว่า]
ตอนนี้คุณแม่ยืนได้ไม่มั่นคง
ลุกยืนเองยังไม่ได้ แขนไม่มีแรง
ขณะมีสติที่จะเดินในแต่ละก้าว ก็ต้องควบคุมใกล้ชิด
หากสติอยู่ไม่ครบ ความสามารถจะถดถอย
เช่น ช่วงตื่นนอน ก่อนนอน หรือกลางดึก
ปัจจุบันจึงต้องพาเดิน พานอน พาเข้าห้องน้ำ
และป้อนข้าวในบางมื้อ .. เหมือนเด็กเลย

กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/