วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ผลสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 57 บอกว่าแชร์รูปเป็นความเสี่ยง





ผลสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 57  (ไอทีในชีวิตประจำวัน #461)
คนเราต่างจิตต่างใจ บางปัญหาสำหรับบางคนมองเป็นความเสี่ยง
แต่สำหรับบางคนมองปัญหาเหล่านั้นเป็นโอกาส

            ข้อมูลทางสถิติที่พบในสื่อมักมีที่มาในหลายรูปแบบ อาทิ ผลโพล ผลวิจัย รายงานผลการศึกษา หรือผลสำรวจ โดยผลวิจัยถูกยอมรับว่าน่าเชื่อถือกว่าแบบอื่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือสพธอ. ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย ช่วงเมษายน ถึงพฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าคนไทยทำอะไรในอินเทอร์เน็ตกันบ้าง แต่ข้อมูลจะมีประโยชน์ก็ต้องอาศัยกลไกทุกภาคส่วนเข้ามาแสดงบทบาท ติดตาม แก้ปัญหา หรือชี้นำสังคมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงจะทำให้ข้อมูลสถิติเหล่านั้นมีค่ากว่าการเป็นเพียงตัวเลขที่ปรากฎในสื่อ
            มีผู้ตอบแบบสำรวจครั้งนี้มีทั้งสิ้น 16,596 คน พบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปีนี้ใช้งานนานกว่าในปีที่ผ่านมาโดยเพิ่มจากเฉลี่ยวันละ 4.6 ชั่วโมงต่อวันในปีที่ผ่านมา เป็น 7.2 ชั่วโมงต่อวันในปีนี้ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของแต่ละวัน และกลุ่มเพศที่สามใช้มากกว่าเพศอื่น คิดเป็น 8.87 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อพิจารณาความแตกต่างของอุปกรณ์ พบว่า ผู้ที่ใช้ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่จะเน้นการใช้เพื่อการพูดคุยผ่านเครือข่ายสังคมเป็นอันดับแรก ตามด้วยอ่านข่าว และค้นข้อมูล ส่วนผู้ที่ใช้ผ่านคอมพิวเตอร์จะเน้นการใช้เพื่อรับส่งอีเมลเป็นอันดับแรก ตามด้วยค้นข้อมูล และอ่านข่าว
            การใช้อินเทอร์เน็ตมีประโยชน์ แต่ก็มีโทษหรือมีความเสี่ยงแอบแฝงให้ได้เห็นตามข่าวบ่อยครั้ง โดยกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงคือ การเช็คอินผ่านเฟสบุ๊ค (Facebook.com) เพราะถ้าผู้ไม่ประสงค์ดีรู้ว่าเราทำอะไรที่ไหนอาจใช้เป็นข้อมูลกระทำสิ่งที่ไม่ถูกกฎหมายได้ ส่วนการแชร์รูปภาพส่วนตัวในที่สาธารณะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ และไม่ตระหนักก็พบเห็นเป็นปัญหาอยู่เสมอ และการตั้งค่าสถานะเป็นแบบสาธารณะก็ย่อมทำให้ข้อมูลของเราไม่อยู่ในขอบเขตที่กำหนด เช่นกลุ่มเพื่อน หรือเฉพาะบุคคล ซึ่งข้อมูลของเราอาจเล็ดลอดไปถึงผู้ไม่ประสงค์ดีก็ได้ การตั้งค่าสถานะจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเข้าใจอย่างยิ่ง และกลุ่มอายุ 15 – 24 ปีก็จะแชร์รูปภาพส่วนตัวในที่สาธารณะ และกำหนดสถานะของตนเป็นแบบสาธารณะมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งไม่ใช่ทุกกลุ่มที่จะมองพฤติกรรมเหล่านี้เป็นความเสี่ยง กลับเห็นเป็นโอกาสก็เป็นได้ ซึ่งต่างคนต่างก็เชื่อแตกต่างกันตามบริบทของตน

ป้ายกำกับ: , , ,

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สแตมป์แลกเกรด ก็มีด้วยกับหลักสูตรครูสอนว่าที่ครู

สแตมป์แลกเกรด ก็มีด้วยกับหลักสูตรครูสอนว่าที่ครู
ผมมองเป็นกรณีศึกษา เรื่องคุณธรรมจริยธรรม



ผมก็เป็นครูสอนหนังสือ มีโอกาสสอนนักศึกษาปี 1
เรื่องความแตกต่างของคุณธรรมกับจริยธรรมอยู่เนื่อง ๆ
เห็นคลิ๊ปข่าวช่อง 3 เมื่อเช้าวันที่ 15 กรกฎาคม 2557
ว่ามีครูสาวที่สอนนักศึกษาครู สาขาปฐมวัย คณะครุศาสตร์
โดยเพิ่มกิจกรรมการเรียนการสอนว่า
ถ้านักศึกษาไปหาสแตมป์มาให้ครู ก็จะได้คะแนนเพิ่ม
เพราะลำพังความสามารถ อาจไม่พอให้ผ่านไปด้วยเกรดดี
หากทำตามเงื่อนไข ก็จะได้เกรดที่ดีขึ้น .. ไม่ได้บังคับ
---
แล้วผมก็มานึกนะว่า
.. สมัยนี้คุณครูจะสอนนักเรียนครู ให้ออกไปเป็นครูที่ดีกันได้อย่างไร
เป็นอะไรที่ท้าทายกับหลักสูตรที่สร้างครูโดยเฉพาะ
ถ้าเราสอนให้นักเรียนครูมีคุณธรรม จริยธรรมได้ ก็จะลดปัญหาเหล่านี้ได้
แต่ที่ยากคือ จะสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
สอนแล้วนักศึกษามีคุณธรรม จริยธรรมเพิ่มขึ้น
เป็นเรื่องยากที่ท้าทาย ถึงท้าทายมากที่สุด เพราะเรื่องนี้วัดยาก
---
ผมว่าข่าวปัญหาพฤติกรรมครูเรื่องนี้
ไม่ร้ายแรงเท่าข่าวทุจริตสอบครูผู้ช่วย
http://thainame.net/edu/?p=1091
ตามข่าวเห็นว่าจะมีการสอบใหม่
เพื่อ "ดูว่ายังทำข้อสอบได้ดีอย่างเหลือเชื่อเหมือนเดิมอีกหรือไม่"
สำหรับ "ผู้ที่ได้คะแนนสูงเป็นพิเศษทั้ง 509 คน"
ซึ่งก็มีปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรมชัดเจนมากมาย
---
ข่าวจาก http://www.naewna.com/local/112445 ***
4 ก.ค. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวปไซต์ยูทูปดอทคอม
ผู้ใช้ชื่อ "ส้มโจ่ย" ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 9.17 นาที
ชื่อ "อาจารย์ราชภัฎสาว แสตมป์เซเว่นฯ-เครื่องแก้วแลกเกรด"
ซึ่งคลิปนี้ถูกบันทึกเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 57 ที่ผ่านมา

พร้อมเล่าเหตุการณ์ก่อนที่จะบันทึกคลิปว่า ตนและเพื่อนร่วมชั้น
ซึ่งเป็นนักศึกษาภาคพิเศษ ถูกอาจารย์สาขาปฐมวัย คณะครุศาสตร์
บังคับให้ไปเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม และมีคำสั่งพิเศษ
ให้ซื้อชุดเครื่องแก้ว หรือนำแสตมป์เซเว่นฯ มาแลกเกรด
โดยมีนักศึกษาบางคนหมดเงินซื้อของ
เพื่อให้ได้แสตมป์กว่า 400 ดวงมาแลกเกรดเอ
กระทั่งมีการร้องเรียนไปยังอธิการบดี
แต่เรื่องราวกลับเงียบหาย ซ้ำยังถูกอาจารย์คนดังกล่าว ข่มขู่คุกคามมาโดยตลอด
จึงเป็นสาเหตุให้นำคลิปนี้มาเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

โดยภายในคลิปเป็นการแอบถ่ายของนักศึกษารายหนึ่ง
ซึ่งนั่งอยู่ในห้องเรียน ขณะอาจารย์สาวสั่งให้นักศึกษาทุกคน
นำกระเป๋า กล่องดินสอ ออกจากห้องให้หมด และสั่งให้ทุกคนปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด
ก่อนจะพูดถึงกรณีที่มีนักศึกษาไปร้องเรียนกับอธิบการบดี
เรื่องการบังคับให้ไปเที่ยวเวียดนาม และคำสั่งให้นำแก้วน้ำมาแลกเกรด
ซึ่งอาจารย์สาวปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง พร้อมชี้แจงด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย

จากนั้นอาจารย์สาวได้พูดถึง การนำแสตมป์เซเว่นฯ มาแลกเกรดว่า
เกรดของนักศึกษาที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ดีนั้น
ก็เป็นเพราะตนได้บวกคะแนนให้กรณีที่นักศึกษา นำแสตมป์เซเว่นฯ มาแลก
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้บังคับใคร เพียงแต่ยื่นข้อเสนอให้เท่านั้น

http://www.thairath.co.th/content/436399
http://www.thaiall.com/ethics
http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9570000079893
http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9570000079264
http://www.youtube.com/watch?v=z5qwiz1y2HM

ป้ายกำกับ: , , ,

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สงครามซอฟท์แวร์ยังไม่ยุติ





 
            สงครามซอฟท์แวร์เริ่มมาตั้งแต่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เกิดขึ้น การต่อสู้ในยุคแรกยังเป็นเวทีที่สดใหม่ไม่มีใครผูกขาดอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบกับสังคมมนุษย์ก็เหมือนสมัยก่อนจักรพรรดิจิ๋นซีที่แต่ละแคว้นปกครองกันเอง ทำให้แต่ละแคว้นสู้รบปรบมือกันอยู่ตลอดเวลามีชนะบ้างแพ้บ้างแผ่นดินนองเลือดเพราะสงคราม แต่ในภาพยนตร์เรื่องฮีโร่ (Hero) ที่พระเอกตัดสินใจตอนท้ายไม่ลงมือกับจักรพรรดิ์จิ๋นซี เพราะยอมรับในคำว่าใต้หล้า หากไม่มีจิ๋นซีก็จะเกิดสงครามแย่งชิงแผ่นดินและนองเลือดไม่รู้จักสิ้นสุดอีก หากเปรียบกับสังคมซอฟท์แวร์ในปัจจุบันที่มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาด ทำให้เลือกซื้อซอฟท์แวร์ได้อย่างมั่นใจว่าซอฟท์แวร์ที่ซื้อจะไม่ปิดกิจการหนีหายไปในอนาคตอันใกล้
            ปัจจุบันมีซอฟท์แวร์ระดับแนวหน้าอยู่ไม่มากนัก เพราะบริษัทขนาดเล็กที่มีสายป่านไม่ยาวก็จะออกจากตลาดไป ซอฟท์แวร์ที่ดีก็จะถูกบริษัทใหญ่ซื้อไปต่อยอดหรือทำให้หายไปในที่สุด มีตลาดซอฟท์แวร์ระดับโลก 3 แหล่ง คือ Apple app store, Google play store และ Windows store แล้วพบว่าผลการจัดอันดับแอพ 10 อันดับแรก พบว่า free application เป็นของเว็บไซต์เครือข่ายสังคมกว่าครึ่ง แล้วที่เหลือก็เป็นเกม หรือแอพถ่ายรูป แต่ paid application ก็จะเป็นกลุ่มเกมเกือบทั้งหมด นั่นหมายความว่ามีบริษัทเพียงไม่กี่บริษัทที่พัฒนาแอพเข้าไปในตลาดทั้งสาม แล้วมีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้จริง ส่วนซอฟท์แวร์ที่ใช้พัฒนาเว็บไซต์ก็มักจะใช้ระบบ Open source system ที่เป็นชุดซอฟท์แวร์สำเร็จรูปที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี อาทิ Joomla, Wordpress, Drupal, PhpBB, Magento, OSCommerce หรือ Moodle
            ปัจจุบันเริ่มมีซอฟท์แวร์ให้เลือกน้อยลง เพราะมีความเป็นมาตรฐานมากขึ้น ภาษาที่ใช้สำหรับพัฒนาระบบซอฟท์แวร์ก็เหลือเพียงไม่กี่ภาษาที่ถูกยอมรับ ส่วนอาชีพนักพัฒนาซอฟท์แวร์ หรือซอฟท์แวร์เฮ้าส์ในต่างจังหวัดก็ไม่ราบรื่นเหมือนในหัวเมืองใหญ่ ระบบฐานข้อมูลก็เหลือเพียงไม่กี่ราย ทำให้นักพัฒนาเริ่มมีความชำนาญเฉพาะทาง สามารถพัฒนาซอฟท์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ แล้วหันไปแข่งขันเรื่องของนวัตกรรม เพราะการวัดคุณภาพหรือความสำเร็จของซอฟท์แวร์มักวัดด้วยความแปลกใหม่เป็นหลัก ยังมีเวทีที่เปิดรอซอฟท์แวร์ใหม่อยู่ตลอดเวลา


ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เล่าเรื่องการจัดการ dual boot กับ 3 OS








บันทึกไว้ช่วยจำ
1 มิ.ย.57 ได้เครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่มา 1 เครื่องราคา 14,300 บาท
Motherboard H81M-D ที่ร้านเปลี่ยนให้ใหม่ เพราะตัวแรกมีปัญหาจอลาย
CPU Intel G3240 3.1GHz และจอภาพ 18.5 นิ้ว
RAM Kingston 4 GB การเพิ่มเป็น 8 GB จะต้องจ่ายเพิ่ม จึงไม่เพิ่ม
Hardisk 1 TB และมี 2 LAN คือ Realtex และ D-Link
ผมสนใจเรื่องนี้ เพราะหัวหน้าเล่าให้นักศึกษาฟัง ก็อยากมีประสบการณ์แบบลูกศิษย์บ้าง
และสนใจเรื่องของ 3 OS ที่แยกกันอิสระคือ win7, win8, ubuntu server
แยกเป็นประเด็นที่สนใจไว้ดังนี้
1. แบ่ง partition
ตอนที่ร้านแบ่ง partition มาให้ แยกเป็น 3 ส่วน ๆ ละประมาณ 300 GB
ผมพยายามไม่ปรับอะไร แต่พบปัญหาว่าจะไม่มีห้องเก็บข้อมูล และยังใช้ไม่ครบ 4 partiton
ซึ่งคอมพิวเตอร์ทั่วไปรองรับการแบ่ง partion ได้เพียง 4 เท่านั้น สำหรับ 1 harddisk
พอใช้โปรแกรมลดขนาด partition หลังลงไปทั้ง 3 OS
พบว่าระบบการจัดแบ่งเสีย แต่ก็ไม่คิดจะกู้คืน จึงเริ่มต้นใหม่
สรุปว่า ต้องมาแบ่งเอง และถ้าไม่จำเป็นอย่า resize partition ที่มีข้อมูล

2. 100MB กับ 100GB

ในการแบ่ง partiton ด้วย win7 ซึ่งผมตั้งใจให้เป็น first partiton
พบว่าจะมี  System Reserved Partition ขนาด 100MB ขึ้นมาเสมอ
เป็นผลให้แบ่งได้อีกเพียง 3 partiton จึงต้องทำให้ 100MB หายไป
2.1 ถ้าแบ่งไวั 90GB จะมี extend option ให้รวม 100MB กับ 90GB
สรุปว่าสามารถทำให้ 100MB หายไปด้วยการใช้ extend
2.2 ถ้าแบ่งไว้ 100GB จะไม่สามารถรวม 100MB กับ 100GB ได้
แต่ไม่พบปัญหาจำกัดขนาดกับ partition อื่น
2.3 ถ้าไม่แบ่ง partiton ตอนที่ติดตั้งครั้งแรก แต่แบ่งหลังติดตั้ง windows ไปแล้ว
ก็น่าจะมีอิสระในการจัดการ ด้วย partition magic
เหมือนที่ร้านแบ่งมาให้เป็น 300GB ทั้งหมด 3 ส่วน
สรุปว่า ผมได้ first partition ขนาดไม่เกิน 100 GB

3. motherboard รุ่นใหม่
ปัญหาการแสดงผล (VGA) จะไม่เกิดขึ้น ถ้าลง win7 กับ win8 เท่านั้น
แต่พบปัญหาถ้าลง 3 OS และใช้ grub เป็นตัวจัดการ
ซึ่งพบในขณะที่เปลี่ยน os จาก linux เป็น windows ใน loader
ปัญหานี้คาดว่าเป็นที่ผมไม่ได้ลง driver ให้ครบ ใน windows ทุกรุ่น
เพราะหลังจากถอดใจเปลี่ยนจากที่ใช้ grub เป็นตัวหลัก
ไปใช้ loader ของ win8 + easybcd ใน win7 ก็ไม่พบปัญหาการแสดงผล
ที่เรียกว่าจอดำ กับจอลายอีก เพราะติดตั้ง driver ให้กับ windows ไปทั้งคู่
ส่วน linux ใช้ terminal เป็นหลัก ไม่ใช้ desktop จึงไม่พบปัญหา
สรุปว่า ปัญหาจอดำ กับจอลายตอนจะเข้า win ผ่าน grub น่าจะมาจาก driver ใน win
แต่สุดท้ายก็ไม่ใช้ grub เป็นทางเข้า win แม้จะกด e เพื่อเข้า win ได้ในบางครั้งก็ตาม

4. ติดตั้ง os กับ loader มีลำดับที่ผมใช้ ดังนี้
- เริ่มต้นลง linux กับ par4 มี grub ใน mbr เรียบร้อย
- ลง win7 กับ par1 แล้วลง easybcd loader ทำให้เลือก win7 หรือ linux
- ลง win8 กับ par2 จะเรียกสิ่งที่มีใน easybcd มารวมกับ win8 เป็นloader ใหม่
สรุปว่า สุดท้ายแล้ว ใช้ bootloader ของ win8

5. network ใน linux ไม่ได้กำหนดไว้แต่แรก
ต้องไปแก้แฟ้ม /etc/network/interfaces
uto lo p2p1
iface lo inet loopback
auto p2p1
iface p2p1 inet dhcp
คำสั่ง #ifconfig -a ทำให้รู้ว่า network ที่เกาะไว้ได้ ip เบอร์อะไร
คำสั่ง #lshw -class network ทำให้ทราบว่ามีอุปกรณ์ชื่ออะไร ยี่ห้ออะไรบ้าง
แล้วสั่ง restart service ด้วย #/etc/init.d/networking restart

ปล. ไม่ os ข้างต้นใน virtual box สำหรับกรณีนี้
เพราะต้องการใช้สภาพแวดล้อมจริง และติด deep freeze ในทั้งสอง windows
ส่วน virtual box นั้น ตั้งใจลงใน win7 เพื่อทดสอบ case อื่น




ป้ายกำกับ: , , ,

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2551

0005 การกลายพันธ์ของโทรศัพท์ เป็นคอมพิวเตอร์มือถือ

โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Phone) หรือคอมพิวเตอร์มือถือ (Handheld Computer) ถูกรวมเป็นอุปกรณ์ชิ้นเดียวกันมาได้ระยะหนึ่ง คนรุ่นใหม่ใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์มากกว่าที่เคยใช้ในอดีต เพราะโทรศัพท์มีหน้าที่ช่วยให้การสื่อสารด้วยเสียงระหว่างคน 2 คน จากสถานที่ ๆ แตกต่างกันประสบความสำเร็จ
PDA (Personnel Digital Assistant) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยบันทึกสิ่งต่าง ๆ และช่วยเตือนความจำเหมือนเลขาส่วนตัว บริษัท Palm ประสบความสำเร็จจากการจำหน่วย PDA ของตนอย่างมาก อุปกรณ์นี้ช่วยให้ผู้บริหารมีบันทึกช่วยจำ บันทึกนัดหมาย เปิดอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ สามารถอ่าน และตอบอีเมล ดูหนัง ฟังเพลง และอื่น ๆ อีกมากมาย ต่อมาบริษัท Microsoft ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการสำหรับ Mobile Device หรือคอมพิวเตอร์มือถือ และจำหน่ายให้บริษัทต่าง ๆ นำไปสร้างผลิตภัณฑ์ของตน โดยใช้ชื่อใหม่ว่า Pocket PC เช่นคอมพิวเตอร์มือถือของ Hewlette-Packard หรือ Compaq เป็นต้น
Pocket PC ได้รับการติดตั้งระบบปฏิบัติการของบริษัท Microsoft จึงมีโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้คุ้นเคย เช่น Word และ Excel เป็นต้น และยังใช้ดูหนัง ฟังเพลงด้วย Microsoft Media Player และ Pocket PC รุ่นใหม่ ๆ ยังมีความสามารถใช้เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ใช้สามารถหาอุปกรณ์เสริมมาติดตั้งเพิ่ม เพื่อขยายขีดจำกัด เช่น แป้นพิมพ์ภายนอกแบบพับเก็บได้ หน่วยความจำภายนอกที่ถอดเปลี่ยนได้ หรือกล้องถ่ายรูปภายนอก เป็นต้น
เมื่อต้องการซื้อโทรศัพท์ใหม่ หรือเปลี่ยนโทรศัพท์ อาจต้องใช้เวลาเลือกไม่น้อย เพราะโทรศัพท์ที่มีความสามารถใหม่ ๆ ออกมาให้เลือกตลอดเวลาด้วยราคาที่ลดลง ผู้เขียนเคยซื้อเครื่องละเป็นหมื่นบาท เพราะต้องการความสามารถบางอย่าง เมื่อผ่านไปประมาณ 1 ปี ราคาลดเหลือเพียง 6,000 บาทเท่านั้น สำหรับนักพัฒนาโปรแกรมอาจต้องมองหารุ่นที่รองรับภาษาจาวา (Java Language) เพราะปัจจุบันสถาบันต่าง ๆ สอนให้นักศึกษาเขียนโปรแกรมในคอมพิวเตอร์ แล้วส่งโปรแกรมเข้าไปใช้ในโทรศัพท์ ด้วยการเชื่อมต่อเข้าคอมพิวเตอร์แบบต่าง ๆ เช่น Data Link, Infrared, BlueTooth หรือ External Memory เป็นต้น
มีผู้ประกอบการในกรุงเทพฯ นำไปใช้รับรายการอาหารของลูกค้าในร้านอาหาร หรือจองตั๋วภาพยนต์ที่หน้าโรงภาพยนต์ มาแล้ว หรือผู้ประกอบการที่สนใจการเปิดช่องทางการจัดจำหน่ายทางอินเทอร์เน็ต สามารถใช้โทรศัพท์เปิดอ่านอีเมล ได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เพื่อตอบข้อซักถามของลูกค้า หรือรับคำสั่งซื้อทางอีเมล เป็นต้น รวมถึงการแนบภาพสินค้าที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์ แล้วส่งให้ลูกค้าทางอีเมลอย่างสะดวกรวดเร็ว ปัจจุบันมีข่าวการใช้ SMS หรือ MMS ส่งข้อมูลสินค้า และบริการ เช่น ผู้เขียนเป็นตัวแทนประกันชีวิตของ AIA มักได้รับ SMS จากบริษัท แนะนำสินค้าใหม่ ๆ ช่วยให้การเสนอขายสินค้าได้อย่างทันเหตุการณ์ เป็นต้น
ปัจจุบันนักศึกษาสามารถใช้โทรศัพท์รุ่นใหม่ เปิดอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์ที่อาจารย์สร้าง และเปิดให้บริการฝึกสอบ ส่งการบ้าน สืบค้นข้อมูล หรืออ่านข่าวสารจากอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เพราะบริการไร้สายผ่าน Wi-Fi หรือ Wireless LAN ที่สถาบันการศึกษาเปิดให้บริการ ทำให้นักศึกษาสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของสถาบันได้ฟรี คอมพิวเตอร์มือถือ หรือ โน็ตบุ๊ก (Notebook) ในปัจจุบันมีราคาประมาณ 30,000 บาท ทำให้นักศึกษา หรือหน่วยงานต่าง ๆ เลือกซื้อมาใช้แทนเครื่องแบบตั้งโต๊ะ เพราะเคลื่อนย้าย และพกพาได้สะดวก ทำให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เช่น นักธุรกิจที่เข้ามาในลำปาง และมีคอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือโทรศัพท์รุ่นใหม่ สามารถนำคอมพิวเตอร์ส่วนตัวไปขอใช้บริการอินเทอร์เน็ตได้จากร้าน Internet Café บางแห่งในลำปางได้ และด้วยบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จากบริการ ADSL ที่มีราคาถูกลง จนชนชั้นกลางสามารถมีใช้ตามบ้านได้แล้ว

ป้ายกำกับ:

0004 Blog คือ แบบของเว็บไซต์ เพื่อนักคิด นักเขียน

การกำหนดชื่อโดเมน (Domain Name) เช่น microsoft.com หรือ lampang.net เป็นต้น ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรก ในปีค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) ตามมาด้วยการพัฒนา Browser ในปีค.ศ.1991 (พ.ศ.2534) ตั้งแต่นั้นมา ก็มีเว็บไซต์เกิดขึ้นมากมาย และมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป เช่น อีคอมเมอร์ซ อีเลินนิ่ง อีเมล อีบุ๊ค เว็บบอร์ด เกมออนไลน์ และไดอารี่ออนไลน์ เป็นต้น ปีค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) คำว่า Blog มาจากคำว่า Web Log เริ่มถูกใช้โดย Jorn Barger และถูกบันทึกใน Oxford English Dictionary ในปีค.ศ.2003 (พ.ศ.2546) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่ง ของบริการในเว็บไซต์ที่กำลังได้รับความนิยม สำหรับนักคิด นักเขียนรุ่นใหม่
Blog คือ สมุดบันทึกแบบเว็บไซต์ เพื่อบอกเล่าเรื่องราว หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน รวมถึงแสดงความคิดเห็น บทวิจารณ์ ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ส่วนตัว หรืออื่น ๆ ที่เจ้าของให้ความสนใจ รวมถึงการเปิดให้ผู้เยี่ยมชม แสดงความคิดเห็นต่อหัวข้อต่าง ๆ ความนิยมต่อ Blog มีสูงขึ้นมาก ปัจจุบันมีเว็บไซต์ของคนไทยที่เปิดบริการฟรี สำหรับผู้ที่ต้องการมี Blog ของตนเอง เพื่อเผยแพร่ หรือบันทึกสิ่งที่มาจากความคิด ของนักคิด นักเขียนรุ่นใหม่ เช่น Bloggang.com Weblog.manager.co.th blogdd.com exteen.com buddyway.com และ gotoknow.org เป็นต้น ตัวอย่างบริการที่ได้รับจากผู้ให้บริการ Free Blog เช่น ระบบสมาชิก ซึ่งแสดงความเป็นเจ้าของต่อผลงานของตนเอง นำผลงานไปเผยแพร่ ร่วมกับเพื่อนสมาชิกท่านอื่น มี Blog ส่วนตัวเพื่อเผยแพร่เฉพาะผลงานของตนเอง มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นในบทความอื่น สามารถส่งรูปถ่ายเข้าไปในบทความของตนเองเป็นต้น ตัวอย่างโฮมเพจที่ได้จากการสมัครกับ manager.co.th คือ http://weblog.manager.co.th/publichome/thaiabc/ เมื่อผู้เขียนตั้งชื่อ Blog ว่า thaiabc หลังสมัครแล้วสามารถใช้งานได้ทันที ไม่จำเป็นต้องยืนยัน (Verify) ด้วยอีเมล
ผู้เขียนพัฒนาเว็บไซต์ lovelampang.com เพื่อเผยแพร่ ภาพถ่ายสถานที่ ภาพเหตุการณ์ ภาพบุคคล ข่าวสาร และฐานข้อมูล ได้ปรับปรุงระบบเป็น Blog เพื่อเป็นตัวอย่างการนำเสนอข้อมูล เกี่ยวกับลำปางเป็นสำคัญ ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น ต่อเรื่องราวต่าง ๆ และเปิดให้ดาวน์โหลด Source Code ได้ทั้งหมด พร้อมให้คำปรึกษาฟรี เพื่อนำไปติดตั้งในเว็บไซต์ของตน ถ้าผู้อ่านมีเครื่องบริการ (Server) ของตนเองที่บริการ PHP
ปัจจุบันนักเรียนทั้งระดับประถม และมัธยม ได้รับการอบรมการเขียนโฮมเพจ มีผลงานเก็บไว้ในโรงเรียน และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าเยี่ยมชม เช่น www.anubal-lp.ac.th www.bwc.ac.th หรือ www.yupparaj.ac.th เป็นต้น พบว่าพัฒนาได้ดี มีเนื้อหา และเทคนิค ไม่แพ้นักศึกษาระดับอุดมศึกษา ขาดแต่ประสบการณ์ และการประชาสัมพันธ์ ในอนาคตถ้าฝึกให้นักเรียนมี Blog ของตนเอง ฝึกให้รู้จักคิด และเขียน รู้จักการเผยแพร่ผลงาน น่าจะเป็นเวทีที่ช่วยให้เยาวชนรู้จักใช้ประโยชน์จากไอทีในเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น
การสอนให้นักเรียนใช้ Blog จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทัศนคติของครู เพราะ Blog คือการเผยแพร่บทความอย่างไม่หวงวิชา การเป็นครูที่ดี ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เช่น แม่ปู สอนลูกปู ถ้าแม่ปูยังเดินตรงไม่ได้ จะสอนลูกปูให้เดินตรงได้อย่างไร ครู หรืออาจารย์ ควรมี Blog ของตนเอง เพื่อแสดงความเป็นแท่นพิมพ์ที่ดี ให้ลูกศิษย์ได้เห็นว่าพวกเขามีแบบอย่างที่ดี เห็นความคิด และตัวตนของอาจารย์จากบทความ นักเรียนย่อมเข้าใจ และปฏิบัติตามด้วยใจรัก ทำให้สังคมแห่งการเรียนรู้เกิดขึ้นในที่สุด ถ้าครูสอนให้นักเรียนรู้จักคิด รู้จักเขียน เมื่อนักเรียนถามย้อนกลับไปว่า แล้วครูเคยเขียนอะไรในอินเทอร์เน็ตบ้าง ทำไมค้นหาชื่อครูใน google.com ไม่เจอ ผู้เขียนก็เชื่อว่าครูต้องอึ้งไปชั่วขณะ และหวังว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับครูรุ่นใหม่ยุคไอที

ป้ายกำกับ:

0003 อีเมลของคนไทย

อีเมล (e-mail) หรือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ คือ บริการที่ทำให้มนุษย์สามารถรับส่งข้อมูลข่าวสารได้ง่ายกว่า เมื่อ 100 ปีก่อนมาก ผู้ส่งเพียงแต่พิมพ์ข้อความลงในคอมพิวเตอร์ แล้วส่งไปถึงอีเมลของผู้รับ เมื่อผู้รับเปิดอ่านอีเมล ก็จะเข้าใจสิ่งที่ผู้ส่งต้องการสื่อความหมาย นักคอมพิวเตอร์รู้จักการใช้ประโยชน์จากอีเมลมากกว่าผู้ใช้ทั่วไปหลายด้าน เพราะอีเมลเสมือนสิ่งที่ระบุการมีตัวตนของมนุษย์ในโลกไซเบอร์ (Cyber World) มีบริการมากมาย ที่ต้องใช้อีเมลในการยืนยันตัวตนของผู้ใช้
กรมการปกครอง ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จึงเปิดบริการฟรีอีเมล บนเว็บไซต์ khonthai.com ชาวไทยทุกคนสามารถขอใช้อีเมลได้ฟรี และได้รับ เลขบัตรประชาชน@khonthai.com เช่น p3520300266740@khonthai.com สำหรับรหัสผ่าน (Password) หรือ รหัสบุคคล (Pin Code) สามารถขอได้จากฝ่ายทะเบียนฝ่ายทะเบียนราษฏร สำนักทะเบียนอำเภอ / เขต / เทศบาล ทุกแห่งทั่วประเทศ ทุกภาคเรียนผู้เขียนจะมอบหมายให้นักศึกษาในชั้นเรียนไปขออีเมลจากสำนักงานดังกล่าว แล้วใช้ส่งโครงงานด้วยอีเมลของตนเอง ถึงผู้เขียน ซึ่งถือเป็นงานชิ้นเล็กที่ทุกคนต้องทำให้ได้
ยังมีฟรีอีเมลที่น่าสนใจ เช่น hotmail.com หรือ yahoo.com ซึ่งมีบริการเสริมมากมาย แต่ต้องติดตั้งโปรแกรม messenger ซึ่งดาวน์โหลดฟรีได้จากผู้ให้บริการ ทำให้เห็นภาพคู่สนทนาผ่านกล้อง Web Cam และใช้เสียงผ่าน Microphone จึงสามารถสนทนากับเพื่อน หรือญาติ ที่นั่งใช้คอมพิวเตอร์ และใช้โปรแกรมเดียวกันจากที่ใด ๆ ในโลก รวมทั้งการสนทนาผ่านแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ และส่งแฟ้มเอกสารระหว่างคู่สนทนาไปพร้อม ๆ กันได้ บริการนี้สามารถนำมาประยุกต์เพื่อสอนนักศึกษา (e-Learning) หรือประชุมทางไกล (Video Conference) ผู้เขียนเคยทดสอบสนทนากับเพื่อนในอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้ง ด้วย MSN Messenger (thaiall@hotmail.com) โดยเฉพาะเพื่อนที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ADSL
อีเมลอาจเป็นดาบสองคมได้ ถ้าไม่รู้จักใช้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือใช้ละเมินสิทธิของผู้อื่น ก็อาจติดคุกได้ เช่น ข่าวการเผยแพร่ภาพอนาจารของแฟนสาว ด้วยการส่งอีเมลที่แนบแฟ้มภาพอันไม่เหมาะสมให้กับเพื่อนในอินเทอร์เน็ต เพื่อลงโทษแฟนสาวที่บอกเลิกตน เมื่อแฟนสาวแจ้งความ หนุ่มผู้ใช้อีเมลในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ในฐานะที่ทำให้เรื่องควรเก็บไว้ระหว่างคน 2 คน ถูกเผยแพร่ และก่อความเสียหายต่ออีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ประกอบการบางรายใช้ประโยชน์จากอีเมล เพื่อการค้าขาย (e-Commerce) โดยพัฒนาเว็บไซต์อย่างง่าย ๆ มีค่าใช้จ่ายไม่เกินปีละ 1,000 บาท แล้วนำภาพสินค้า บริการ และข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับธุรกิจของตนไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตให้กับผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าได้รู้จักสินค้า หรือ เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายนั่นเอง มีบริษัทมากมายทำการตลาด ด้วยการส่งอีเมลเผยแพร่ข้อมูล หรือชักชวนให้เข้าเว็บไซต์ของบริษัท เช่น buildingthai.org หรือเว็บไซต์กลุ่ม workathome เป็นต้น ถ้าลูกค้า หรือผู้สนใจต้องการรายละเอียด ก็จะส่งอีเมลไปสอบถามได้ ลดข้อจำกัดเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย เวลา และภาษาได้มาก ถ้าต้องการความสมบูรณ์เกี่ยวกับ e-commerce สามารถขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาช่วยเหลือ ในลำปางมีอยู่หลายบริษัท เช่น cookkoo.com หรือ payaftersale.com เป็นต้น
บริการของอีเมลมี 2 ลักษณะ คือ Pop Mail และ Web-Based Mail นักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่นิยมใช้บริการ Web-Based Mail เพราะไม่จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ผู้ใช้สามารถใช้คอมพิวเตอร์เครื่องใด ๆ ที่เชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต แล้วใช้โปรแกรม Internet Explorer เปิดเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ เพื่ออ่านจดหมาย และตอบได้อย่างสะดวก ผู้ใช้สามารถขอใช้บริการฟรีได้จาก thaimail.com หรือ se-ed.net เป็นต้น อีกบริการหนึ่งคือ Pop Mail เหมาะสำหรับนักธุรกิจ หรือผู้ใช้ที่มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว สามารถใช้ Outlook หรือ Eudora เป็นต้น จุดเด่นของบริการนี้คือความรวดเร็ว เพราะโปรแกรมจะ Download อีเมลจากเครื่องบริการมาไว้ยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ขณะเขียน หรืออ่าน ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เพราะข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์แล้ว เมื่อต้องการส่ง หรือรับใหม่ จึงจะเชื่อมต่อกับเครื่องบริการเป็นครั้ง ๆ ไป บริการแบบนี้มักต้องมีค่าใช้จ่าย แต่สามารถขอใช้ฟรีได้จาก softhome.net เป็นต้น
บริการฟรีทุกอย่างในอินเทอร์เน็ตล้วนมีข้อจำกัด หากผู้ใช้ต้องการขยายข้อจำกัดออกไป จะต้องจ่ายค่าบริการ เพราะผู้บริการ คือนักธุรกิจที่ต้องหารายได้ เพื่อความอยู่รอด และนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการขยายข้อจำกัด เพราะ 90% ของผู้ให้บริการฟรี ล้วนประกอบธุรกิจเพื่อความอยู่รอด มีเพียง 10% เท่านั้น ที่ให้บริการด้วยอุดมการณ์ และไม่หวังสิ่งตอบแทนจากผู้ใช้บริการ จึงขอขอบคุณผู้ให้บริการด้วยอุดมการณ์ทุกท่าน จากใจจริง

ป้ายกำกับ: