วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ญาติพี่น้องมาเยี่ยม ใจชื้นขึ้นมาเลย (๗๒.)



[ณ ปัจจุบัน]
กว่า 4 เดือนแล้ว ที่พี่ข้างบ้านมาดูแลคุณแม่
ส่วนผมก็กลับมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน
ช่วงสุดสัปดาห์
วันธรรมดาก็ไปทำงานหาตัง ไว้ใช้จ่าย
จึงมีช่องว่างให้ได้หยุดพัก ได้หายใจลึก ๆ บ้าง
ปีครึ่งที่ผ่านมา
การอยู่กับคุณแม่ และเห็นท่านเจ็บป่วย
โดยช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เป็นความทุกข์
ยิ่งท่าน ชอบทำอะไรคนเดียว
โดยไม่เรียกผม แล้วล้มบ้าง เลอะบ้าง
ก็ยิ่งรับรู้ว่า ช่วงว่างระหว่างผมกับท่านกว้าง
แต่กับพี่ข้างบ้าน
คุณแม่สนิทด้วย เรียกหาตลอด
ท่านวางใจ จนไม่ห่วงเรื่องการดูแล
จะห่าง ก็ตอนทำกับข้าว หุงหาอาหารเท่านั้น

[น้อง ๆ มาเยี่ยม]
บ่อยครั้ง ที่ญาติ พี่น้อง ลูกพี่ลูกน้อง มาเยี่ยม
ที่ผ่านมา ก็จะดูแลท่านความเรียบร้อยของท่าน
ให้พร้อมรับแขกต่างบ้าน ญาติต่างเมือง
การมีเพื่อน หรือญาติมาเยี่ยม ในวันสุดสัปดาห์
รู้สึกดีใจครับ ชื่นใจ
คลายเหงา คลายเครียด คลายกังวล
เรื่องความพร้อมภายในบ้าน
ก็เป็นไปตามสภาพบ้านของผู้ป่วยอัลไซเมอร์
ที่เดินเหิรไม่ค่อยถนัด ก็เชื่อว่าญาติที่มาเยี่ยมเข้าใจ
ผมก็เล่าอาการให้ฟัง แบ่งเบาความทุกข์ในใจผมไป

[อาการหลากหลาย]
เวลาถูกถามว่า อาการคุณแม่เป็นอย่างไร
ช่วงนี้ บอกได้ว่า "ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน"
สัปดาห์ก่อน ผมไปดูแล ท่านนอนหนักทั้ง 2 วัน
มาสัปดาห์นี้ ท่านกระชุมกระชวย ไม่นอน
มีญาติในเวียง และหลานมาเยี่ยม
ท่านคึกคัก ทั้งวัน พูดคุยปกติ
ตกเย็นมา มีรบเร้าหนักเลย
ฮบกลับบ้านในโรงงานสมัยท่านอายุ 20
เคยพาไปหลายครั้งแล้ว
เดี๋ยวนี้รื้อทิ้งหมด โรงงานก็ปิด ไม่เหลือสภาพเดิม
แต่ท่านก็รบเร้าอยู่บ่อย ๆ
การรบเร้านี้หายไปพักหนึ่งแล้ว และฮบกับพี่ข้างบ้านด้วย
เมื่อวานหลังญาติกลับไปกันหมดแล้ว
คุณแม่ก็เตรียมจะไปขึ้นรถ ขอให้ไปส่งที่บ้านในโรงงาน
ตกดึกมา น่าจะเที่ยงคืน
เรียกให้ไปส่งอีก
ก็ตอบท่านสั้น ๆ ว่าดึกแล้ว หลับกันก่อนนะ
ไม่พร้อมเดินทาง พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน
พอวันรุ่งขึ้น ท่านก็ลืม และไม่พูดถึงอีก


วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สมองและกล้ามเนื้อฝ่อจนบางส่วนขยับแทบไม่ได้ (๗๑.)



[ช่วงปีครึ่งที่เป็นคนไม่สนิทของคุณแม่]
ก็คงทำใจไม่ง่าย
ที่คุณแม่จำผมไม่ได้ว่าเป็นลูกชายคนเดียว
ผ่านมาราว 4 เดือนแล้ว
ที่ผมหาคนที่คุณแม่รู้สึกสนิทด้วย มาช่วยดูแล
ถือเป็นการสลับกันเป็นผู้ดูแล ไม่ซ้ำกันตลอด 7 วัน
ผู้ดูแล ก็มีลูก กับเพื่อนมาช่วยดูแลสลับกันไป
ทำให้ท่านได้คิดอะไรใหม่ทุกวัน พบเจอผู้คนตลอด
เดิมก็จะมีผมดูแลทุกเช้าค่ำ ไม่มีคนเปลี่ยนตลอดปีครึ่ง
ปัจจุบัน
เรื่องสมองก็ดีขึ้นเป็นลำดับในส่วนของการปรับตัว
คือ กลืนอาหาร และน้ำดีขึ้น
ขยับร่างกายเข้าห้องน้ำ
เดินจับระยะ 1 - 2 เมตรพอได้อยู่
ทำที่จับให้ท่านเยอะขึ้น ล้มยากขึ้นอีกหน่อย

[ปีครึ่งที่ผมขยับน้อย]
เรื่องคุณแม่ ผมก็เล่าไปเยอะแล้ว
ก็ขอเล่าเรื่องของตนเองบ้าง
จำได้ว่าช่วงท้ายของการดูแล
ผมมีอาการขยับร่างกายได้ไม่ดี ยกแข้งขาไม่ค่อยขึ้น
เพราะปีครึ่งขยับในระยะทางไม่ถึง 20 เมตร
หลังเปลี่ยนให้ผู้ดูแลมาแทน 5 วัน และผมกลับมาดูแล 2 วัน
พบว่า ร่างกายผมขยับได้ดีขึ้น เริ่มยกแข้งขาได้ไม่ติดขัด
สมองไม่รู้สึกเกร็งเมื่อต้องยกแข้งยกขา
แม้เดี๋ยวนี้ ขยับได้ดี
แต่รู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อภายในน่าจะฝ่อไปเยอะแล้ว
จากการไม่ใช้งานเป็นเวลานาน ปีเศษ
ตามธรรมชาติของกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้ก็จะหดตัว
เริ่มสังเกตว่าผมเดินช้ากว่าเดิม ขณะเดินขึ้นลงดอย
เพราะเพื่อนที่เดินด้วยกันเดินเร็วกว่า
ส่วนผมก็หอบแฮก ๆ ทุกครั้งที่ขึ้นลงดอย
มีบางวัน บางช่วงเวลาสมองไม่ตื่นตัว
อาจเป็นผลจากการดื่มกาแฟ และหยุดไป
พอได้กาแฟ ก็รู้สึกดีขึ้น
นี่ก็อาจเป็นข้างเคียงจากสารในกาแฟ พักนี้เริ่มเติมกาแฟถี่ขึ้น

[ไม่ขยับ ย่อมไม่แข็งแรง]
ร่างกายที่นั่งอยู่แต่ในสำนักงาน
ขยับสัก 5 - 10 เมตร
ก็คงไม่แข็งแรงเท่าการขยับสัก 100 - 200 เมตร บ่อย ๆ
การไม่ขยับเลย แขนขาก็จะแข็ง กล้ามเนื้อยึด และขยับไม่ได้ในที่สุด
สำหรับท่านใดที่เคยเข้าเฝือกจะทราบดี
คุณแม่ของผมก็เช่นกัน
ท่านมีผลข้างเคียงจากการเข้าเฝือกก่อนหน้านี้
ส่วนผมก็เห็นผลของการขยับน้อยในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา
จนยกแข้งยกขาได้ลำบาก
ทุกวันนี้ก็พยายามขยับ และขยับให้มากขึ้น
เพราะอยากขยับเขยื้อนคล่อง ๆ ไปอีกนาน ๆ
สัก 10 - 20 - 30 ปีก็ยังดี

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2561

อัพเดทสารทุกข์สุขดิบ ของคุณแม่ (๗๐.)



[อาการคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง]
บ่อยเลย ที่เพื่อนถาม เรื่อง อาการคุณแม่
ผมก็มักจะตอบว่า "ทรง ๆ เหมือนเดิม"
แล้วเสาร์สุดท้ายของสิงหาคม 2561
น้องสาว (ลูกสาวป้าศรีเพ็ญ) 
ถามอาการคุณแม่ ที่ร้านกาแฟ หน้าออมสินเกาะคา
ก็ไปเล่าผ่านเฟสว่า

ขอเล่าว่า เมื่อก่อนจะหนึ่งปีครึ่งนู้น
อาการคุณแม่อยู่ระยะปานกลาง
ไปหาหมอ #อัลไซเมอร์ สม่ำเสมอ
แต่เมื่อปีครึ่งที่ผ่านมา
มีอุบัติเหตุ คุณแม่เข้าระยะปลาย
ทันที ผมก็ออกมาดูแลทันที
หลังดูแลคุณแม่มาปีครึ่ง
ก็ปรับวิธีการดูแลใหม่
ที่น่าจะดีสำหรับท่าน และตัวผม

[วิธีการดูแลใหม่]
วิธีใหม่ที่ว่า คือ จ้างคนดูแลที่คุณแม่
คนดูแล คือ เพื่อนบ้านที่ท่านชื่นชอบเป็นทุนเดิม
มาดูแล 24 ชั่วโมง 5 วัน
ส่วนผมก็มาดูแลในวันเสาร์ ถึงอาทิตย์
วันไหน ท่านแข็งแรง คุยรู้เรื่อง และ ผมมีกำลังใจเข้มแข็ง
ก็จะพาคุณแม่ออกไปทานอาหารนอกบ้าน
เปลี่ยนบรรยากาศ แต่ต้องใส่แพมเพิร์ส กันไว้ก่อน
และต้องเลือกร้านที่ไม่มีบันได
เพราะถ้าผมประคองท่านคนเดียว
อาจพากันล้ม หากขึ้นลงบันไดหลายขั้น (ร้านแรกมีหลายขั้น)
ในทุกสุดสัปดาห์จะดูอาการของท่านไปด้วย
แล้วผมก็กลับไปทำงานเย็นวันอาทิตย์
รู้สึกว่า คุณแม่จะไว้วางใจผู้ดูแลมากกว่าผม
เพราะผมเป็นผู้ชาย แต่คนดูแลเป็นผู้หญิง
แล้วพี่ที่ดูแลคุณแม่ มีครอบครัว
ก็มาช่วย ผลัดเปลี่ยนกันดูคุณแม่ บ้านใกล้กัน
ท่านไว้ใจ พอมีอะไรท่านก็เรียกพี่เค้า
แต่ถ้าผมอยู่ด้วยแล้ว
ท่านก็จะประหม่า แอบเดิน แอบเข้าห้องน้ำ ก็เป็นเหตุให้ล้มบ่อย
แต่ถ้าเป็นผู้ดูแลท่าน มาคอยประคองท่านก็จะเชื่อฟัง ไม่ดื้อ


[ระยะปลาย]
คุณแม่เข้าสู่ ระยะปลายตอนต้น
(
คิดเอาเอง อ่านแล้วพบทุกอาการ แต่ไม่รุนแรง)
แต่เมื่อวานนี้ ท่านเข้าสู่ ระยะปลายตอนกลาง
เพราะท่านนั่นหลับทั้งวัน ชวนไปไหนก็ไม่ไป
การพูดจา ก็พูดได้ไม่ชัดถ้อยชัดคำ ง่วงทั้งวัน
วันนี้ดีขึ้น
พูดจาโต้ตอบ ชัดถ้อยชัดคำ
และทานเก่งเหมือนเดิม มีของที่ชอบให้ เช่น แกงเมือง ของหวาน
วันนี้ มีแขกมาเยี่ยม มีน้องมาเยี่ยม คุยโต้ตอบสนุก
อาหาร ผลไม้ก็เต็มตู้ ก็เลยไม่พาออกไปทานข้าวนอกบ้าน
ส่วนการขับถ่ายก็มีปัญหาเหมือนเดิม ตามประสาระยะปลาย
การควบคุมการเคลื่อนไหวก็พอไหว เหมือนเดิม
การเดิน ที่บ้านจะติดตั้งราวจับไว้ ในระยะ 1 - 2 เมตรได้
มีบริเวณที่จะปล่อยท่านเดินเกาะ ถือเป็นกายภาพไปในตัว
คือ เตียงถึงห้องน้ำ และในห้องน้ำ มีราวเกาะครบ
นอกนั้นก็ไม่ค่อยเดินแล้ว เพราะใช้รถเข็นในบ้าน



[ไม่ทุกข์เลย]
สมองเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์ สำหรับคุณแม่
ท่านไม่ทุกข์นะ ไม่เอะอะเสียงดัง  
อาจเป็นเพราะ ทานยากับหมอเฉพาะทางตลอด
มีแต่ลูกหลานหละ ที่กังวลแทนท่าน 
ส่วนท่านก็ดูสบายใจ เพราะไม่มีใครขัดใจ และไม่เจ็บป่วย
มีคนเอาใจ อยู่ดูแลใกล้ชิด หาของอร่อยให้ท่าน
ที่ท่านจะหงุดหงิดก็เรื่องเสื้อผ้า อยากนู่นนั่นนี่
เช่น อยากใส่กางเกงขายาว
หรือ อยากกลับบ้านเก่าในโรงงานน้ำตาลที่รือไปหลายสิบปี
หรือ อยากให้คุณยายกลับจากบ้านเก่าที่วังกะพี้ 
แต่คุณยายของผมเสียไปกว่า 20 ปีแล้ว
ส่วนเรื่องครอบครัว หรือ เรื่องงาน
ท่านลืมสิ้น เริ่มจากลืมว่าผมเป็นลูก
ทำให้ท่านไม่รู้ว่าตนเองมีหลาน
จำสามี หรือคุณพ่อของผมไม่ได้
ความทรงจำที่ชัดเจนคงราว 10 ถึง 20 กว่า ๆ

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เริ่มลดบทบาทผู้ชายแปลกหน้าของคุณแม่ลง (๖๙.)



[พอได้เปรียบเทียบ]
หลังจากมาดูแลคุณแม่เต็มตัว คนเดียวมาปีครึ่ง
ช่วงนี้คุณแม่แข็งแรงขึ้น ล้มน้อยลงมาก
หากล้มก็จะเป็นยามวิกาล
เคยขอให้พี่ข้างบ้านมาดูแล พบว่า คุณแม่ชอบมาก
ท่านสนิทใจมากกว่า อาจเพราะผมเป็นผู้ชาย
ชัดเจนว่า ท่านสนิทใจกับพี่ข้างบ้านมากกว่าผม
ที่จะดูแลท่านในยามวิกาล
ท่านมักถามหา อยากไปหา หรือให้ไปตาม พี่เค้าบ่อย ๆ
คุณแม่ลืมว่าผมเป็นลูกชายคนเดียวมาราวปีครึ่งแล้ว
เมื่อถามท่าน ก็มักจะตอบไม่ได้ว่าผมเป็นใคร
ยกเว้นว่ามีการถามนำ หรือให้คำตอบก่อนหน้าไปแล้ว



[ลดบทบาทชายแปลกหน้าลง]
เดือนกรกฎาคม 2561 มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง
เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา
จึงชวนพี่ข้างบ้าน มานอนเป็นเพื่อนคุณแม่
และดูแลท่าน ทั้งกลางวันกลางคืน
แบ่งกันในแต่ละสัปดาห์ ว่าคนละกี่วัน
ในแต่ละสัปดาห์ก็จะทำให้ผมปลีกไปทำบทบาทอื่น
เพราะเคยทิ้งทุกบทบาท มาทำบทบาทเดียว
ระยะนี้คุณแม่เริ่มคงที่ และมีทางออกเรื่องการดูแล
จึงเลือกเพิ่มบทบาทอื่น
แล้วลดบทบาทผู้ชายแปลกหน้าของคุณแม่ลง
เพราะสุขภาพจิต และสุขภาพกายของผมก็ไม่เต็มร้อย
กังวลอยู่เป็นนิจ



[ไม่อยากไปก่อนคุณแม่]
สุขภาพจิต กับสุขภาพกายของผม ไม่เต็มร้อย
ไปไหนไม่ค่อยได้ ถ้าไปก็เป็นช่วงคุณแม่นั่งทานข้าว แคะฟัน
ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง
แล้วผมก็จะบอกท่านว่าไปซื้อขนมอร่อย ๆ ที่ตลาด
ร่างกายไม่ค่อยได้ออกกำลัง
ส่วนไหนไม่ใช้ก็คงจะฝ่อ นี่ดูคลิ๊ป workout มาครับ
สุขภาพจิตก็แย่ เพราะดูแลท่านตอบกลางคืนไม่ได้
เช้ามาก็จะเป็นงานหนัก
สรุปว่า ไปอยากไปก่อนท่าน กลัวไม่มีใครดูแลต่อ
หากได้สลับกันกับพี่ข้างบ้าน แทนการดูแลท่าน 24/7
ก็น่าจะทำให้ผมมีเวลาทำบทบาทอื่น ออกกำลัง
สุขภาพจิต สุขภาพกายดีขึ้น และดูแลท่านนาน ๆ
ส่วนพี่ข้างบ้านก็น่าจะรับบทบาทนี้ได้
เพราะยอมเงื่อนไขของพี่เค้าหมดเลย
มาลุ้นกันกับการปรับแผนการดูแลคุณแม่ในรอบปีครึ่ง
การได้ถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว อาจเห็นอะไรชัดเจนขึ้น
ที่สำคัญ อยากอยู่ดูแลท่าน นาน ๆ ไม่อยากไปก่อนท่าน

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561

คุณแม่เรียก มาเร็ว มาเดี๋ยว (๖๘.)



[เรียกอีกแล้ว]
นี่ก็จะเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 แล้ว
ดูแลคุณแม่มาได้ปีครึ่งแล้ว
พักนี้ .. คุณแม่อาการตื่นตัวทางสมองดีขึ้น
ตอบสนองทางอารมณ์ ในหลายช่วงเวลาดีขึ้นชัด
ปกติ ถ้านั่งดูทีวี นั่งชมนกชมไม้
แล้วผมนั่งห่างออกไปสัก 6 เมตร
คือ อยู่กันคนละุมุมห้อง
ก็จะร้องเรียกว่า มาเร็ว มาเดี๋ยว แล้วแต่อารมณ์
กำเมืองเปิ้นว่า "บะดิบ บะเดี่ยว"
พอมาถึง ก็ถามว่ามีอะไรเอ่ย
ท่านก็มองหน้า ยิ้ม แล้วตอบว่าไม่รู้ จำไม่ได้ละ
บางทีถามนำว่า เข้าห้องน้ำไหม
คำตอบคือ เข้าบ้าง ไม่เข้าบ้าง
สงสัยว่านั่งห่างออกไป 6 เมตร ข้างหน้าท่านจะไกลไป
และผมก็เร็วไม่ได้อย่างใจท่าน

[ดูแลคนเดียว]
เริ่มสงสัยว่าการดูแลคนเดียว
เหมือน home school
ที่มีครูคนเดียวสอนนักเรียนคนเดียวทุกวิชา
หรือนักเรียนพบครูคนเดียวทุกวิชา
ทั้งครูและนักเรียน ก็น่าจะอยากให้มีหลายคนเปลี่ยนหน้าบ้าง
ผมก็คงเป็นอย่างนั้น คุณแม่ก็เป็นอย่างนั้น
คุณน้า เพื่อนบ้าน หรือครอบครัวมาเยี่ยม
ท่านก็จะสดชื่น เหมือนตอนนั่งดูทีวีในเรื่องที่ชอบ
แต่ถ้าพาไปเยี่ยมคุณน้า กลับฮบกลับบ้านทุกครั้ง

[แต่ละวัน ตอบสนองต่างกัน]
ในแต่ละวัน จะมีอาการทางสมองต่างกันไป
คุณหมอ หรือพยาบาลที่มาเยี่ยมบ้าน
เคยถามว่า คุณแม่ฉุนเฉียวรึเปล่า
ระยะหลังนี้ มีบ่อยขึ้น
เจ็บร่างกายตามประสาผู้สูงอายุ
แต่ป่วยไม่พอไปหาหมอ เช่น
มีรอยครูดที่แขน ก็ใส่ยาแผลแดง
ปวดท้อง พอเข้าห้องน้ำก็หาย
ปวดหัว ปวดท้ายทอย นั่งดูทีวีนาน พอนอนก็หาย
อยากเดิน ก็ให้เดินรอบโต๊ะอาหารหนึ่งรอบ ก็เลิกบ่น

[ทานข้าวเอง]
ระยะหลัง การกลืนอาหารดีขึ้น
ผมปล่อยคุณแม่ ทานคนเดียว
หากอยู่ด้วย
ท่านจะคอยชำเรือง ด้วยความระแวง
เมื่อผมอยู่ในครัวตอนท่านทานข้าว
คุณแม่จะประหม่า ไม่กล้าคายอาหารที่ไม่ชอบ
สำหรับบางคำที่กลืนไม่ลง
บางวันยืนล้างจาน
ท่านก็จะหาจังหวะคายอาหาร
นั่นเป็นเหตุปล่อยให้ท่านนั่งทานอย่างใจเย็น
จะหมั่นมาแอบดูท่านอยู่บ่อย ๆ หรือรอท่านเรียก
และไปไหนไกลไม่ได้
ยกเว้นตอนเที่ยงที่จะไปตลาด
ต้องบอกท่านไว้ก่อน และฝากน้าเฝ้า ช่วยดูแล
แต่ละมื้ออาหารท่านก็ไม่รีบเร่ง ทานไป ก็แคะฟันไป
ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

เพื่อนบ้านยังเยาว์ (๖๗.)

ผมกับคุณพ่อ อ่าวมะนาว ประจวบ ก่อนท่านเสียปีเศษ


[ข่าวการจากลา]
วันนี้ (2 มี.ค.61) ได้ข่าวว่าป้าเพื่อนบ้าน
เป็นเพื่อนสนิทของคุณแม่ท่านเสีย รู้สึกเศร้าเสียใจ
ระยะหลัง คนที่เรารู้จักค่อย ๆ จากไปทีละคน
คงเพราะอายุมากขึ้น คนรอบตัวก็อายุมากตาม
เพื่อนร่วมรุ่น ที่เพื่อนเคยนับก็จากไป 7 คนแล้ว (10%)
ตัวผมเองก็ไม่สมบูรณ์แข็งแรงเหมือนก่อน
โดยเฉพาะสมอง น่าจะเสื่อมเหมือนคุณแม่
คุณพ่อจากไปเกือบ 20 ปี คุณยาย คุณย่า และอีกหลายท่าน
โรคสำคัญคือมะเร็ง และสมอง ผมจึงมีความเสี่ยงทั้งคู่
เมื่อใดได้ข่าวว่าคนที่เรารู้จัก จากไป
ก็เป็นอันต้องเศร้า อีกไม่กี่ปีก็คงเป็นเรา หนีไม่พ้นหรอก
แต่ผมกลับคิดว่า เมื่อใดที่เราจากไป เมื่อนั้นเราก็เลิกเศร้า
ดังคำพระที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แม้ได้ยินมาบ่อย แต่ก็ไม่ชิน และทำใจยอมรับได้ยาก

[ภาพคุณพ่อ]
คุณพ่อเป็นนักถ่ายภาพ ท่านเก็บภาพไว้มากมาย
ภาพที่ผมใช้ประกอบบทความนี้
เป็นช่วงที่ครอบครัวไปช่วยกันขนของกลับจากกรุงเทพ
และแวะไปเที่ยวอ่าวมะนาว ที่ ประจวบ
ไปช่วง 3 - 6 มิ.ย.2538 ท่านเขียนไว้ที่อัลบั้ม
อีกไม่นานจากนั้น คุณพ่อของผมก็ล้มป่วย
คิดถึงท่าน
ไม่มีท่าน ก็ไม่มีผม
ไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีผม
ไม่มีคุณย่า ก็ไม่มีผมในวันนี้

[คุณป้าเพื่อนบ้าน]
วันนี้ มีเพื่อนบ้านมาบอกข่าวเศร้า
ว่าป้าเพื่อนบ้านที่เคยมีบ้านอยู่ตรงข้ามกัน จากไปแล้ว
ทำให้นึกถึงเรื่องราวในอดีต ครั้งที่ผมยังเยาว์
ท่านเป็นเพื่อนบ้านที่มีความทรงจำน่าประทับใจหลายเรื่อง
ครั้งที่ผมยังเยาว์วัยนั้น บ้านเราอยู่ตรงข้ามกัน
สำหรับผมแล้ว บ้านของท่านสนิทกับบ้านของผมที่สุดก็ว่าได้
บ้านเราอยู่ตรงข้ามกัน ประตูชนกัน
บ้านท่านเป็นร้านทำผม คุณแม่จะไปทำผมประจำ
บางวันไปทำผม ผมก็ไปด้วย ไปทานข้าวทานน้ำก็บ่อย
บ้านท่านมีลูกชาย 3 คน ตอนเล็ก ผมก็ไปเล่นด้วยประจำ
คุณแม่ กับป้าเพื่อนบ้าน เป็นเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกัน
จำได้ว่า บ้านป้ามีโต๊ะปิงปอง วัยรุ่นระแวกนั้น
มาตีปิงปองประจำ ผมก็ยังเด็ก ยืนติดโต๊ะ
จนคุณแม่ คุณยายมาตามกลับบ้านบ่อย
บางวันผมติดโต๊ะจนดึก กลับดึก ถูกคุณแม่ตีก็มี
คุณแม่จะไปคุยด้วยเสมอ
เพราะป้าเพื่อนบ้านจะเข้าสังคมเก่ง ร่วมทุกกิจกรรมในหมู่บ้าน
แต่คุณแม่ผมจะไม่เข้าสังคมเลย มีอะไรก็ให้คุณยายออกบ้าน
เหมือนผมหละ เก็บตัวอยู่บ้าน ยุคหลังเริ่มเป็นสังคมเมืองแล้ว
ดังนั้น คุณแม่ก็จะมีเพื่อนน้อย ถึงน้อยมากในหมู่บ้าน
ระยะหลังท่านย้ายบ้าน
ส่วนผมก็ระหก ไปตามที่เรียน ที่ทำงาน
สุดท้ายผมก็ย้ายตามครอบครัว
จะกระทั่งคุณแม่ล้ม จึงได้ลางานอยู่ดูแลท่าน

[มาเยี่ยม]
ป้าเพื่อนบ้าน มาเยี่ยมคุณแม่บ่อย (บ่อยที่สุด)
ท่านทำหน้าที่เก็บค่าสมาชิกสงเคราะห์ทุกเดือน
มาทีไรคุณแม่ก็จะร้องไห้ คุยกับท่านอย่างเปิดใจ
เพราะคุยด้วยแล้วคิดถึงอดีต เล่าเรื่องเจ็บป่วยสู่กันฟัง
ในโลกนี้จะมีสักกี่คน ที่เราคุยด้วยแล้วปล่อยโฮได้
สำหรับตัวผมเอง ก็ยังนึกไม่ออกว่ามีไหม
แต่สำหรับคุณแม่แล้ว ป้าท่านนี้ คือ เพื่อนสนิท
เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริง ๆ ที่ได้ทราบข่าวเศร้า
เพราะท่านแข็งแรงมาก
ไม่เคยเข้าโรงพยาบาล หรือเจ็บป่วยแบบคุณแม่
ดูจากสุขภาพภายนอก ท่านน่าจะอยู่อีกหลายสิบปี
แต่ทราบมาว่า ท่านล้มในห้องน้ำ 2 ครั้ง
เรื่องของสุขภาพ เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลย
ท่านเคยบ่นว่า ไม่อยากล้มหมอนนอนเสื่อ
เพราะไม่อยากเจ็บป่วยนาน หากต้องจากไป
สุดท้ายนี้ ขอให้ท่านหลับสู่สุขคติด้วยเทอญ

วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

อาเจียนพุ่ง นอนกลัวไปเอง กลัวไปไกลถึงโลกหน้าเลย (๖๖.)

นอนหมดเรี่ยวแรงทีไร
ใจเผลอ
คิดถึงโลกหน้าทุกที


คำเตือน 
บันทึกนี้ ควรเปิดอ่านหลังทานข้าวเรียบร้อยแล้ว
เพราะจำกัดเวลาที่เหมาะสมในการอ่าน
เดี๋ยวจะว่าผมไม่แจ้งล่วงหน้า
และที่ผ่านมาเล่าเรื่องแม่เยอะ วันนี้ขอเล่าเรื่องตัวเองบ้าง

[หายใจไม่ทั่วท้อง]
ผมสนใจเรื่องจิต ทำใจให้สงบ
วันนี้จะบ่ายโมง หลังดื่มกาแฟม๊อคค่า
ร่างกายดูสงบผิดปกติ
จากนั่งอยู่ ก็ต้องนอน หายใจก็ไม่ทั่วท้อง
รู้สึกอัดอัด สมองก็เบรอเหมือนตอนเป็นลม
สมัยบริจาคเลือดที่เชียงใหม่ ตนนั้นก็เกือบวูบไป
นอนอยู่ ก็มองคุณแม่ไปด้วย
ผมก็บ่นว่าตนเองไม่ค่อยสบาย ขยับไม่ค่อยสะดวก
ก็จำไม่ได้นะครับ ว่าท่านตอบว่าไง
คงจะให้หายากินนั่นหละ
จากนั้นผมก็นอนสงบจิต ทำจิตให้สงบ
นึกถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
คิดไป คิดมา ฟุ้งในหัว มโนไกลไปโลกหน้าเลย

[อาเจียนพุ่ง]
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ด้วยวัยใกล้เลขห้า
ที่อาเจียนพุ่ง (ในอดีต ห้ามพุ่งทันทุกครั้ง)
นอนมึนหัวอยู่ แล้วรู้สึกอยากเรอ
รู้ว่าเรอไปนี่เป็นเรอเปรี้ยวแน่นอน
พอลุกขึ้นนั่งบนพื้นกระเบื้องในตัวบ้าน
ก็ออกมาจากในกระเพาะ
แบบตอนเปิดก็อกน้ำเลย ไม่ได้อออยู่ที่คอนะครับ
พุ่งแรก ไม่ทันครับ เรียกว่าไม่ได้อะไรเลย
พุ่งที่สอง เริ่มตั้งสติได้
พุ่งที่สาม ใช้สองมือรับไว้ได้ทัน
จากนั้นก็ลุกวิ่งเข้าห้องน้ำ
อยู่ห้องน้ำ สบายใจครับ ปล่อยพุ่งลงอ่างล้างหน้า
จำได้ว่าอีก 3 - 5 พุ่ง
เป็นแกงแค เมื่อเช้า ผักเพียบ ทานเยอะด้วย
ตอนออกมา รู้เลยว่า ไม่ได้ย่อยอะไรเลย
หลังอาเจียนพุ่ง ก็ไปนั่งห้องน้ำ
ก็ท้องเสียครับ เสียจริงจัง แบบอาหารเป็นพิษ
ที่รู้เพราะหาอ่านในเน็ตครับ
เช้า 6.00 น. ตอนนี้ก็ 13.00 น. แล้ว
มากันเป็นใบ ๆ ทุกพุ่ง
หลังจากการตนเอง ทำความสะอาดหมดจด
ก็มานอนด้วยความสบายใจ ว่าหายล่ะ
นอนถึง 15.00 น.
มาแล้ว อาการเดิม พร้อมพุ่ง
ผมก็ไม่ได้ลองปล่อยเรอเปรี้ยวอีก รู้ล่ะ
วิ่งเข้าห้องน้ำ เหมือนรอบแรกครับ
อาเจียนเสร็จ ก็ท้องเสีย

[ดีขึ้น]
หลังจากอาเจียนรอบสอง อาการต่าง ๆ ดีขึ้น
ดื่มน้ำเยอะ ๆ ตั้งแต่รอบแรก ร่างกายสดชื่น
สมองไม่ซึมเหมือนตอนเที่ยง
หายใจทั่วท้อง เหมือนปกติ
ความรู้สึกหมดอาลัย หายไป กลับมามีกำลังวังชา
ปั่นจักรยานไปคุยกับเพื่อนบ้านได้ มีธุระครับ
เค้าก็ว่าเคยเป็นไวรัสลงกระเพาะ ติดเชื้อ อันตราย
ครั้งนั้นเป็นกันทั้งบ้าน เป็นหลายวัน
และอาการที่เค้าเป็น คือ ถ่ายหนักกัน จนห่วงเรื่องน้ำ
ผมก็ปั่นจักรยานไปหาน้าที่ปากซอย น้าก็บอกอันตราย
ไปซื้อน้ำเกลือแร่มา 2 ขวด
น้าให้ยาฆ่าแบคทีเรีย มา 1 เม็ด เพราะเหลือแค่นั้น
ผมก็จัดไปทั้ง 2 ขวด และอีก 1 เม็ด
ตอนนี้ก็ได้ยาธาตุน้ำขาวไปอีกช้อนหนึ่ง
สำรวจแล้ว น่าจะดีขึ้น เป็นลำดับ
พรุ่งนี้เช้า คงกินยาซ้ำอีกสักเม็ด
เพราะน้าบอกว่า 7-11 ก็มีขาย

พี่เส เรียกเจ้านี่ว่า ม๊อคค่า
กาแฟดำใส่โกโก้
ผมก็จัดบ่อยเลย


[จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว]
ผมกับแฟน จะคล้ายกัน
คือ จิตป่วย จะพากายป่วยไปด้วย
แยกไม่ออกว่า ไหนจิต ไหนกาย
เย็นวาน ผมเห็นเด็ก ๆ จะทานข้าวเย็น
ปีที่ผ่านมาทานกันได้ 2 - 3 มื้อ
แต่วันนี้ต้องไปทานงานเลี้ยง
ปกติแล้ว ผมไม่ทานข้าวเย็น
ยกเว้นว่า แฟนบอกว่าต้องทาน (ต่อหน้า)
เย็นวาน ผมเห็นทานข้าวกัน
ก็อยากทานจับใจ ท้องเริ่มปล่อยน้ำย่อย
แต่ก็ไม่ทาน
พอไปถึงงานเลี้ยง ก็ไม่ได้ทานอะไร
เลือกดื่มแต่น้ำหวาน ชิม 2 แบบ
ตีกันรึเปล่าก็ไม่รู้
หลังกลับมาบ้าน ก็รู้สึกท้องร้อง ไม่ดีไม่ดี
แต่ก็ไม่มีอาการอะไร หลับไปจนถึงเช้า
เช้ามา ก็กินแกงแค
แต่เช้านี้ทานมากกว่าปกติ มีกับข้าวเหลือเยอะ
มีทั้งแกงแค รสแซบ ถ้วยใหญ่พึ่งทำใหม่
ไก่ทอดค้างคืน ตำมะเขือค้างคืน
ของอร่อยที่ผมเห็นเมื่อวานนั่นหละ
ลูก ๆ บอกว่าไม่กิน จะกินไข่ดาว กับไข่เจียว

นั่น คือ มือสุดท้าย ก่อนอาเจียนพุ่ง
เพราะทานข้าวมือเดียว ถึงเรียกว่ามื้อสุดท้าย
ช่วงบ่ายเด็ก ๆ กลับบ้านในเวียง
ใจผมก็แป้วอีก คิดถึงมาก

"จิตป่วย พากายป่วยไปด้วย รึเปล่านะ"

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

พื้นเปียกลื่น กับผู้ป่วยเตียงสอง (๖๕.)

ทำบุญแล้วเป็นสุข
ชีวิตเรา สุขบ้าง ทุกข์บ้าง คละกันไป


[ปรับตัว อยู่กับความทุกข์]
ครั้งนี้ เล่าถึงทุกข์ที่ดูแลผู้ป่วย
คือ คุณแม่ของผมเอง
ในชีวิตจริงแล้ว การดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่ความสุข
ที่บันทึกไว้ เพราะเป็นความทรงจำ
คนเราจะสุข จะทุกข์ ก็ต้องจดจำ
จะเลือกจำแต่สุขอย่างเดียว ก็คงเลือกไม่ได้
จำแล้วก็ต้องเรียนรู้ นี่คือเหตุผลที่จดบันทึก
การจดก็เหมือนการระบาย คลายทุกข์ไปด้วย
ที่สำคัญผมต้องปรับตัว อยู่กับความทุกข์ให้ได้
แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า ผมยังโชคดี
ที่คุณแม่ยังไม่ติดเตียง ยังไม่ใส่ท่อ ไม่หนักกว่าเดิม
ณ ตอนนี้นะครับ อนาคตก็ยังไม่รู้
มีผู้ป่วยอีกมากมายเหลือเกิน ที่นอนเตียงหนึ่ง
ที่หนักกว่าคุณแม่ของผม
ผมถึงเล่าถึงผู้ป่วยเตียงหนึ่ง
ที่ไปเห็นมา และไม่อยากให้คุณแม่เป็น
ในอนาคตของผม หรือของผู้อ่านทุกคน
มีโอกาสเป็นเตียงหนึ่ง หรือเตียงสองได้
เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน
ก็แล้วแต่บุญกรรมที่ทำกันมา
ให้ตระหนัก ให้เรียนรู้ ให้ป้องกัน ให้เป็นข้อมูล ให้ทำใจ
เพราะนี่คือชะตากรรมที่ผมเผชิญอยู่จริง
และหวังว่าจะไม่ทุกข์ไปกว่าเดิม

[ไม่ได้เล่ามาเกือบสองเดือน]
อัพเดท อาการคุณแม่ครับ
สรุปภาพรวม คือ ดีขึ้น
ไม่เป็นผู้ป่วยติดเตียงแบบที่กลัวในตอนแรก
ที่ผ่านมาไปโรงพยาบาลเฉลี่ยเดือนละครั้ง
ล่าสุด
ตรวจ CT-Scan ปอด ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใหม่
ตามที่คุณหมอสงสัย จากการเห็นในฟิล์ม x-ray
ที่พบ คือ รอยปอดอักเสบที่เคยเป็นเมื่อ 2 ปีก่อน
ไปตรวจรอบใหม่ ก็ไม่พบอาการที่น่าสงสัย
ไม่ขยาย ไม่มีไข้ ไม่ไอเรื้อรัง
อาการเจ็บร่างกายจุดต่าง ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ
เดินโยกเยก จนล้มก็ยังมีเหมือนเดิม
เมื่อเช้าก็เซล้ม แต่ไม่เป็นไรมาก บ่นนิดหน่อย
เพราะมือท่านเหนียวจับฉวยได้แน่น
คงกังวลเรื่องพื้นเปียกลื่น ตอนนั่งหน้าทีวี
ท่านห่วงเรื่องพื้นเปียก กลัวลื่น

[ผู้ป่วยเตียงสอง]
คุณแม่มีอาการอัลไซเมอร์
ยกระดับจากเดิมมาได้ปีเศษแล้ว
คือ จำเรื่องเก่าบ้าง และมีเหตุผลตามที่เชื่อ
ความจำจะมา และหายไป เร็วบ้าง ช้าบ้าง
อารมณ์ และการพูดก็จะขึ้นลงต่างในแต่ละวัน
นึกถึง การไปห้องพิเศษ ตอนไปนอนโรงพยาบาล
ต้องเป็นผู้ป่วยที่ดูแลตนเองได้
หรือ มีผู้ดูแลที่เชื่อได้ว่าจะดูแลผู้ป่วยได้
คุณแม่นอนโรงพยาบาล 2 ครั้ง ช่วง 1 ปีนี้
ผมไปเฝ้าแล้ว ได้เห็นผู้ป่วยเตียงหนึ่ง
เห็นทีไรก็ไม่สบายใจ สงสาร
เพราะผู้ป่วยเตียง 1 จะมีสัญญาณชีพต่ำกว่า
หรือเข้าเกณฑ์ต้องดูแลเป็นพิเศษใกล้ชิด
คุณแม่เคยอยู่เตียง 2 ที่โรงพยาบาลศูนย์
และต้องมัด ป้องกันท่านลงเตียงเอง
คุณแม่ก็มีปัญหาตอนนอนโรงพยาบาลทุกครั้ง
เรื่องการรู้เจ็บ รู้สถานที่น้อย รู้ตัวเองน้อย
ไม่ยอมใส่แพมเพิส และจะลงเตียงกลับบ้านเอง
การนอนโรงพยาบาล จึงเป็นปัญหาใหญ่
ช่วงนี้ความจำมีปัญหาบ้าง
คลายล็อกวีลแชร์ไม่ได้
หาแปรงสีฟันไม่พบ
หาเสื้อนอนในตู้ไม่พบ ไม่รู้ว่ามีอยู่
จะกลับบ้านเก่า 50 ปีก่อน ก็มีแต่น้อยลง
นอนร้องไห้เอง เพราะคิดเรื่องเจ็บป่วย
เบื่ออาหารก็มีเป็นบางวัน คือ ไม่กินข้าวเลย
สามารถทานขนมที่ชอบได้
เวลามีคนคุยด้วย ท่านเหมือนคนปกติ
คุณแม่จะโต้ตอบได้ปกติ เหมือนไม่ป่วย
เรียกว่า ถามมา ตอบไป ได้สบายมาก
ถูกบ้างผิดบ้าง ก็ตามเนื้อหา

[พื้นเปียกลื่น]
พักหลังพื้นเปียกลื่นบ่อย
คุณแม่จะคุมปัสสาวะไม่ค่อยได้ บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ท่านจะไม่ปล่อยในที่นอน
มีบ้าง ก็จะซักผ้าปู ผ้าห่ม 2 สัปดาห์ครั้ง
แต่ที่เปียกลื่นเป็นประจำ
คือ ตีนเตียงถึงหน้าห้องน้ำระยะ 2 เมตร
เป็นพื้นกระเบื้อง
หนึ่งเดือนหลังมานี้ เปียกทุกวัน
ใช้เวลาจัดการตอนพาท่านไปทานข้าว
ท่านทานเองได้ ส่วนผมก็มาเช็ดที่เปียก
ระยะหลังใช้ผ้า 2 ผืน
ผ้าเช็ดเท้าที่เปียก นำมาซักและบิดน้ำแรกออก
เพราะเหม็นมากจากการหมักปัสสาวะ
ซักผ้าเปียกรอบสอง และรอบสามผสมน้ำยาถูพื้น
นำผ้าที่ซักแล้ว 2 ผืน ไปถูพื้นที่เปียกปัสสาวะ
เช็ดคราบเปียกรอบแรกออก ทุกรอบใช้ 2 ผืน
นำมาซัก แต่ละครั้งซักผ้า 2 รอบ
วันไหนที่เปียกเยอะ กินบริเวณกว้าง เห็นรอยชัด
ก็จะถู 3 รอบด้วยผ้า 2 ผืน คิดเป็นการถู 6 รอบ
เท่ากับซักผ้าทั้งหมด 12 ครั้งเป็นอย่างน้อย
บางครั้งก็ซักผ้ามากกว่า 2 รอบ
หากกลิ่นคาวไม่หมดก็เอาไปถูไม่ได้
ระหว่างจัดการเรื่องผ้า
ก็จะจัดการเรื่องล้างห้องน้ำไปด้วย
เพราะห้องน้ำจะเหม็นปัสสาวะในตอนเช้า
เนื่องจาก หลังคุณแม่ปล่อยในห้องนอนแล้ว
ก็จะมาปล่อยหยดในห้องน้ำทุกครั้ง
มากบ้างน้อยบ้าง ต่างกันไป
บางวัน 
คุณแม่ก็ปล่อยหน้าทีวี หรือในห้องครัว
ผมก็ต้องจัดการให้เรียบร้อยทันที
ใช้เวลาเหมือนในห้องนอน
แต่กลิ่นน้อยกว่าเยอะ เพราะทิ้งไว้ไม่นาน
ที่เล่าไปนี่ ผมเริ่มชินแล้วครับ
เพราะทำทุกวันมาหลายเดือน

[สรุปอีกครั้ง]
ในชีวิตจริงแล้ว การดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่ความสุข
ที่บันทึกไว้ เพราะเป็นความทรงจำ
คนเราจะสุข จะทุกข์ ก็ต้องจดจำ
จะเลือกจำแต่สุขอย่างเดียว ก็คงเลือกไม่ได้
จำแล้วก็ต้องเรียนรู้ นี่คือเหตุผลที่จดบันทึก
การจดก็เหมือนการระบาย คลายทุกข์ไปด้วย
ที่สำคัญผมต้องปรับตัว อยู่กับความทุกข์ให้ได้

วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ผักทอดยอด กับข้าวหลาม - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #9 (๖๔.)

ผักบุ้งทอดยอดกันอยู่ในสวนหลังบ้าน


[ผักทอดยอด]
น้าชาย ที่บ้านห่างออกไปราว 200 เมตร
มาเก็บผักบุ้งในสวน หลังบ้าน
เดี๋ยวนี้ในสวนมีผักบุ้งขึ้นประปราย เก็บพอมื้อพอคาบ
ก็คงไปผัดผักบุ้ง
นาน ๆ ก็จะมีแกงส้มผักบุ้งสักที
ก่อนกลับ ก็แวะมาชวนคุณแม่คุย
เล่าว่าไปเก็บผักบุ้งในสวนมา
ตั้งแต่วันนั้น คุณแม่ก็ถามเรื่องผักบุ้งที่สระน้ำ
แต่ปัจจุบันไม่มีสระน้ำแล้ว
วันหนึ่ง คุณแม่ก็แข็งขืน จะไปดูสระน้ำหลังบ้านให้ได้
พอไปดู ก็ไม่มีอยู่จริง ๆ ซื้อดินมาถมสระนานแล้ว

[สระน้ำ]
ที่บ้านเคยมีสระน้ำ เป็นบ่อเลี้ยงปลาดุก
หรือปลาอื่น ๆ ตามชอบใจ ในแต่ละช่วงเวลา
นั่นก็นานกว่า 20 ปีแล้ว
สมัยนั้น คุณยายอยู่ดูแลสระ ตั้งแต่ผมยังเรียนไม่จบเลย
ที่สระน้ำ จะเลี้ยงปลาไว้เยอะ ผักบุ้งขึ้นเพียบเลย
ขนาดบ่อ กว้างยาวประมาณ 15 เมตร ลึกประมาณ 2 เมตร
ตอนที่ปล่อยให้บ่อแห้ง ก็เห็นว่าตื้นเขินลงไปมาก
ไม่ลึกเหมือนที่นึกไว้ตอนเด็ก
วันที่ลงสระเพื่อจับปลา ก็มีปลาไม่มาก
ใครลงไปก็จะตัวดำ เปื้อนโคลนมอมแมม
ผมไม่ลงไปหรอก มองจากเรือนชานลงมา
เพราะสระอยู่ติดบ้าน
เอาใจช่วยผู้ใหญ่ที่เค้าลงไปในสระ
แล้วเค้าก็ห้ามผมลงด้วย สงสัยกลัวอันตราย

[ข้าวหลาม]
ข้างสระน้ำ จะมีกอไผ่ขนาดใหญ่มาก
ใหญ่จน ไม่ชอบเดินผ่าน
เพราะกลัวงู กลัวอะไรในกอไผ่ออกมา กลับใบไผ่ที่คม
ข้างต้นไผ่ ก็จะมีต้นงิ้ว เป็นตะปุ่มตะป่ำ น่ากลัวพอกัน
วันนี้น้าเปี้ยก เอาข้าวหลามมาฝาก
เห็นข้าวหลามแล้ว ก็นึกถึงบรรยากาศหน้าหนาวสมัยตะก่อน
น้าชาย ตานวล กับ ตาส่งที่มาจากวังกะพี้
เคยเอางูสิงมายำกินกัน จับในนา ใส่กระสอบมาด้วย
ผมกลัวงูนะ
แต่พอเป็นยำงูสิงใส่ปลีกล้วยเยอะ ๆ ก็ชอบ
ข้าวเหนียวจิ้มไป ได้งูมาบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้
แต่แซบ เพราะผมชอบรสชาติของยำอยู่แล้ว
ส่วนคุณแม่ท่านก็ทำตัวเป็นคุณนาย
อาหารแบบนี้คุณแม่ไม่ชอบ 555
กลับมาเรื่องข้าวหลามต่อครับ
เราจะตัดต้นไผ่ มาทำเป็นข้าวหลาม ผิงไฟ
แกะกินกันอย่างสนุกสนานในเทศกาลปีใหม่
ยายปันเป็นพี่คนโต น้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ มาล้อมวงกัน
ไม่กี่วันก่อนคุณแม่เคยบอกว่า ชอบกินข้าวหลามส่วนต้น
ที่ปากบ้อง เพราะกะทิ กับใส่เยอะ
ส่วนกลาง กับส่วนปลาย ให้ผม กับน้ากิน
คุณแม่ท่านดูจริงใจมากเลยนะ ผมแอบคิดในใจ

ยาวโซวะ ยาวโซ้ง

ดอกผักบุ้ง กำลังเบ่งบาน


วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สัตว์เลี้ยงแสนรัก - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #8 (๖๓.)

เจ้าหลง มาเที่ยวบ้านผึ้งตอนเด็ก


[นกขุนทอง]
คุณแม่ไม่ค่อยชอบเลี้ยงสัตว์
ในอดีต ที่บ้านเคยเลี้ยงนะ ที่จำได้ก็มี นกขุนทอง นกเขา
แต่ก็เป็นสัตว์ที่คุณแม่ไม่ได้ซื้อหามาเอง
คุณน้าซื้อมา หรือญาตินำเข้ามา อะไรทำนองนั้น
นกขุนทอง นี่เค้าพูดได้จริง ๆ นะ
พูดตามที่เราพูด เช่น สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ อะไรทำนองนี้
เมื่อเวลาผ่านไป นกเหล่านั้นก็ตายไป ตามอายุขัย
ตอนนั้นมีหลานน้อย ลูกคนแรกของน้าปุ๊
มาอยู่บ้านผึ้ง พักหนึ่ง
ชื่อ ขวัญตา ที่บ้านก็คลึกคลื้นกันใหญ่
ตอนนั้นน้องเค้าเล็กมาก พอโตขึ้นมาอีกหน่อย
น้าม็อกก็แยกออกไปช่วยเลี้ยงที่บ้านในเมือง
จำได้ว่าช่วงนั้นก็เลี้ยงนกหลายชนิด
คำที่นกขุนทองพูดได้ คำหนึ่งคือ ขวัญตา
ยังจำได้ติดหูอยู่เลย

[ไอ้แดง]
เคยเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง
สมัยที่ผมยังเด็กมาก น่าจะเรียนอยู่ชั้นประถม
ที่จำได้ เพราะคุณยายปันตื่นมาแต่เช้า
หุงข้าวด้วยฟืน ด้วยเตาถ่าน
ในสวนมีต้นไม้เยอะ ตัดไม้มาทำฟืนบ่อยเลย
หุงข้าวก็เป็นแบบสะเด็ดน้ำ
เหมือนข้าวต้ม แต่ใช้ไม้ขัดฝาหม้อไว้
พอได้ที่ เม็ดพอง ก็รินน้ำออก
จากนั้นก็อังไฟต่ออีกสักพัก
น้ำข้าวนี่หละของดี เค้าว่าเป็นสุดยอดอาหาร
ทิ้งไปก็เสียดาย
คุณยาย จึงเอาน้ำข้าวไปให้สุนัข
สรุปว่า น้ำข้าวคืออาหารหลักของไอ้แดง
ผมเองได้รับหน้าที่เกี๋ยข้าวหมา (หมา = สุนัข)
ก็เป็นงานที่ไม่ชอบครับ เพราะสุนัขสมัยนั้นไม่ได้อาบน้ำปะแป้ง
ตัวสกปรกมอมแมม
เหม็นจากการไปคลุกดิน ท่องเที่ยวนอกบ้านเป็นประจำ
ได้เวลาอาหารนั่นหละ ก็จะกลับมา
ส่อยหางดิ๊ก ๆ ล้อมหน้าล้อมหลังผม ผู้ทำหน้าที่เกี๋ยข้าวหมา
น้ำข้าวอย่างเดียวไม่พอ อาหารเหลือกิน ที่ไม่เผ็ด
ก็จะคัดไปให้หมากิน กินแบบคนเรานี่หละ กระดูกงี้ของโปรด
แต่ละมื้อก็เต็มถ้วยเต็มชาม ไม่ค่อยน่าทานนะ
แต่สุนัขเลียชามมันแพลบ หมดถึงหยดสุดท้าย

[อาลัยสุดใจ]
ตอนที่ไอ้แดง แข็งตาย
เค้าว่ามันป่วยตายอยู่หน้าบ้าน
ลากศพมันไปฝังไว้ข้างห้องนอนของผมที่หน้าบ้าน
จำได้ว่า ผมก็ร้องไห้ เสียใจกับการจากไป คิดถึงด้วย
ตั้งแต่ไอ้แดงตายไป ไม่เคยเลี้ยงสุนัขที่บ้านผึ้งอีกเลย
และคุณน้าทุกคน ก็ไม่มีใครเลี้ยงสุนัข
ประหนึ่งว่าทุกคน เห็นปัญหา
คือ ไม่อยากเป็นภาระดูแล และไม่อยากเสียใจ
แต่ครอบครัวผมที่บ้านกล้วยไม้
กลับเลี้ยงสุนัขที่หลงมา ถูกทิ้งไว้ในตลาดตัวหนึ่ง
คงเพราะ ภรรยา กับลูก ๆ
ไม่มีประสบการณ์ที่ต้องเสียสุนัขแสนรัก
คุณแม่ ท่านเห็นเจ้าหลงก็คงจะไม่ชอบใจ
เพราะโตวันโตคืน เห่าเก่งด้วย
หลัง ๆ ท่านเอาเจ้าหลงไปฉีดยาวัคซีนประจำปี
มีสมุดพกประจำตัว ทำต่อเนื่องประมาณ 3 ปี
ก่อนท่านจะความจำเสื่อม
แล้วผมก็จัดการเรื่องฉีดยาหลง
คือ โทรตามหมอหมาเอง ผมไม่ฉีดเองหลอก
เพราะไม่เชี่ยว และหลงเองก็ไม่เชื่องซะด้วย
และแล้ว มิถุนายน 60 เจ้าหลงก็โดนรถชนตาย
ใส่ทะลัก นอนตายข้างถนน หลังเลิกเลี้ยงในกรงได้ครึ่งปี
หลงมีอายุประมาณ 6 ปีแล้ว โตมากแล้ว
ผมก็ฝังมันไว้ข้างทาง จุดที่ถูกรถชนตายนั้นหละ
การจากไปของหลง ผมไม่ได้เล่าให้คุณแม่ฟัง
เพราะช่วงที่หลงตาย
คุณแม่ลืมหมดแล้ว ทั้งลูก ทั้งหลาน และเจ้าหลง
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ท่านจำหลงได้
จำสุนัขแถวบ้านผึ้งที่เพื่อนบ้านมาเล่าให้ฟังว่าดุ
และ เล่าเชิงเปรียบเทียบ แสดงความเป็นห่วยบ่อย ๆ
ตอนนี้ท่านไม่พูดถึงเลย กับสุนัขที่ชื่อหลง
เพราะลืมแล้ว

ตรุษจีน เมื่อหลายปีก่อน



ภาพเจ้าหลง
https://www.facebook.com/gthaiall/media_set?set=a.524003444300948.122638.100000738912455