วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

โชคดีที่กลับบ้านแล้วพบคนที่รัก (๗๘.)

[นั่งดูทีวีเป็นเพื่อนคุณแม่]
คุณแม่ล้มเมื่อปลายปี 59
นั่นก็มากกว่า 3 ปีแล้ว
ทุกวันนี้อาการคุณแม่ทรงตัวไม่ทรุดลงไปอีกแล้ว
อาการทางสมองก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ในแต่ละวัน
วันนี้ถือว่าดี เพราะทานข้าวโจ๊กได้ปกติ
อาหารที่คุณแม่ชอบก็จะมีไม่กี่อย่าง
ต้องเลือกอย่างระวัง ไม่ให้ติดคอ
เลือกที่ชอบ เช่นไข่พะโล้ กับแกงเมือง
สุขภาพดี เพราะไม่มีความดันเบาหวาน
หน้าตาแจ่มใส ไม่มีปัญหาภายใน

[ไม่ติดเตียง]
ถ้าติดเตียงหมายถึงทิ้งตัว
ไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะนั่งล่ะก็
คุณแม่ไม่เป็นขั้นนั้น
ท่านยังมีกำลังแขนขาในระดับหนึ่ง
ที่จะนั่งจะทรงตัวได้แป๊ปนึง
ทำให้ทุกวันนี้ พาคุณแม่มานั่งเก้าอี้ดูทีวี
มานั่งชมนกชมไม้ได้อยู่
แต่ไม่พาไปเจอฝุ่นเจอแสงมากนัก
ออกในระแวกบ้านบ้าง เช้า ๆ จะดีกว่า
คุณแม่ติดรถเข็น ที่บ้านมีบันได ไปไหนลำบาก
ถ้าช่วยกันหลายคนก็จะ ok แต่คนเดียวไม่ได้

[ลูกสาวเปลี่ยนแพมเพิร์ทให้ผู้ป่วย]
ลูกสาวเล่าเรื่องฝึกในโรงพยาบาล
พบผู้ป่วยจำนวนมาก
หากอยู่ในโรงพยาบาลหรือบ้านพัก
ที่ไม่มีผู้ดูแลประกบ คอยพาลุก พานั่ง
ไปนู่น มานี่ พูดคุยด้วย
อาการคุณแม่คงเรียกว่า ติดเตียง ไปแล้ว
คุณแม่สุขภาพภายในแข็งแรง เพราะทานข้าวได้
พาลุกพานั่ง และผมพาท่านอาบน้ำทุกเช้า
แต่สมองที่ป่วยก็ยังทรงตัว ไม่ค่อยดี
นั่งรถเข็นได้มากกว่า 90% ก็ถือว่า ok แล้ว

[วิธีอาบน้ำ]
ช่วงปีครึ่งที่แล้ว
คุณแม่ยืนได้ด้วยขาข้างหนึ่ง
อีกข้างไม่แข็งแรง (หลายปีแล้ว)
เดี๋ยวนี้ยืนทรงตัวนาน ๆ ไม่ได้แล้ว
ต้องประคองกึ่งอุ้มเข้าห้องน้ำ
พาท่านนั่งเก้าอี้อาบน้ำที่มีพนักพิง
ก่อนอาบก็ถอดเสื้อกับแพมเพิร์ท
แล้วก็อาบน้ำสระผมให้ท่าน
จากนั้นเช็ดตัวสวมเสื้อมาที่รถเข็น
มาสวมแพมเพิร์ทที่รถเข็นสะดวกกว่า
เมื่อก่อนจะสวมตอนนอน ซึ่งสะดวกน้อยกว่า
พอสวมเสร็จ จะดึงขึ้นให้กระชับเหมือนกางเกง
เรื่องแผลกดทับจะคอยดูตลอด
 บางช่วงดูแดง ๆ ก็จะเริ่มกังวล
ซื้อแผ่นผ้าไว้ติดบ้านเลย ตอนนี้ไม่มีล่ะ
แผลกดทับน่ากลัว และต้องไม่เป็นอีก


วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2563

#เล่าสู่กันฟัง 63-006 พลัดหลงกัน แต่หากันจนเจอ ด้วยไอที

#เล่าสู่กันฟัง 63-006 พลัดหลงกัน แต่หากันจนเจอ ด้วยไอที:





แชร์ตำแหน่งมีชีวิตเดี๋ยวก็หากันเจอ

เมื่อเดินทางท่องเที่ยว

อาจด้วยโอกาสจาก #ชิมช้อปใช้

ที่ต้องไปต่างจังหวัด ไปเดิน ไปกิน ไปใช้จ่าย

ต่างบ้านต่างเมืองที่ไม่คุ้นชิน

มองไปทางไหนก็ไม่รู้จัก คนต่างเมืองเพียบ

ไม่อู้ภาษาแถวกาดที่อู้อู้อยู่ ฟังบ่าฮู้เรื่องเลย


แต่เทคโนโลยีช่วยได้

ตอนขับรถไปถึงปากทางเข้าตลาด

คนมากมาย รถก็ไม่มีที่จอด คนในรถก็อยากลง

พอลงแล้ว เอารถไปจอด แล้วค่อยเดินหากัน

นัดสถานที่ก็ไม่ได้ นัดเวลาก็ไม่ดี เดินเพลิน
จึงใช้ facebook messenger หรือ line

แชร์ตำแหน่ง #sharelivelocation

ทำให้รู้ว่าจอดรถที่ไหน เพื่อนอยู่ไหน

แต่ละคนอยู่ตรงไหนในระแวกนั้น

แล้วก็เดินไปหา ตำแหน่งปัจจุบัน

ก็จะเคลื่อนที่ตามไปด้วย

หากันจนเจอในที่สุด

หรือประยุกต์ใช้เรื่องติดตามตำแหน่งได้

คนที่เค้าเดินทางไปเป็นหมู่คณะเป็นประจำ

คงใช้ในทุกทริป เช่น เหตุการณ์ในหนัง

เรื่องกวนมึนโอ ที่พระเอกตกทัวร์

ที่นักท่องเที่ยวพลัดหลง ก็คงไม่เกิดขึ้น

วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562

#เล่าสู่กันฟัง 62-291 งาน educa 2019

#เล่าสู่กันฟัง 62-291 งาน educa 2019: พบ delegate’s satisfaction survey ที่นำผลประเมินมาทำ infographic ให้เข้าใจง่าย หัวข้อ สอนสร้างสรรค์ เรียนสนุก ในยุค 4.0 Creativity-based learning งานจัด 16 – 18 ต.ค.62 ที่ impact อ่านได…

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ช็อก อุบัติเหตุ จากความประมาท (๗๗.)




[พาแม่อาบน้ำ]
เช้ามา ผมก็พาคุณแม่อาบน้ำ ถอดแพมเพิส
ในวันที่ผมไปทำหน้าที่ลูก ทุกสุดสัปดาห์
ฝึกให้ยืนเกาะราวที่เตรียมไว้
พาท่านเดิน เข้าห้องน้ำ บางวันท่านทำได้ดี
ปกติก็กึ่งประคอง กึ่งอุ้ม ท่านเดินไม่ได้
จากนั้นก็อาบน้ำ สระผม ด้วยน้ำอุ่น
ท่านก็จะบ่น เพราะไม่ชอบสระผม ชอบสระร้าน
คุณแม่ไม่ค่อยเข้าใจเวลาขอให้ทำนู่นนี่
หรือทำไม่ได้ ด้วยเหตุไม่อาจคุมร่างกาย
งานง่ายสุดคือ กลืนน้ำ ท่านก็ทำได้ยากยิ่ง

[อุบัติเหตุ]
จากบานพับลูกบิด ยื่นมาเกือบเซ็น
พาท่านเดินออกห้องน้ำช้า ๆ
ผมยืนนอกห้องน้ำ ขอท่านขยับมือปล่อยราว
จนมาถึงสุดราว มือหนึ่งเกาะผม
อีกมือเกาะราวในห้องน้ำ
ท่านไม่ยอมปล่อยยืนอยู่สักครู่ ก็ไม่ปล่อย
ด้วยความที่ผมประมาท จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น
คือ ท้องแขนของท่านพาดกับบานพับลูกบิด
พอผมค่อย ๆ ดึงท่านออกจากห้องน้ำเสร็จ
ท่านก็บอกว่าเจ็บ พอก้มไปดู
พบหนังกำพร้าที่ท้องแขนเปิดกว้างเกือบ 3 นิ้ว
แผลขนาดนี้ ใหญ่มาก คิดถึงโรงพยาบาล
ตอนนั้นเห็นแต่เนื้อขาว ๆ จะจับแผลก็ไม่กล้า
เอาทิสชู่แผ่นใหญ่พันไว้ก่อน 2 - 3 รอบ
แล้วไปโรงพยาบาล

[ไปเช้า แปดโมง]
พยาบาลก็บอกเลย ห้ามใช้ทิสชู่
ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่สะอาด
เพราะเศษทิสชู่ละลายติดแผล
เย็บไปจะแย่เอา นี่ก็ต้องจำไว้เลย
พยาบาลเปิดแผล บอกว่าเข้าถึงเส้นเลือด
เพราะแกะทิสชู่แล้วเลือดออกเยอะเลย
แล้วล้างน้ำเกลือทุกซอก จนสะอาดก่อนเย็บ
เมื่อกลับถึงบ้าน
ผมให้คุณแม่นั่งหน้าทีวีดูอาการตั้งแต่สิบโมง
ระหว่างนั้นก็เสียใจในความผิดพลาดของตน
มาช็อกตอนเห็นเลือดแม่หยด และเยอะขึ้น
พร้อมกับการละลายของน้ำแข็งที่ประคบเย็น
น้ำแข็งอยู่ในถุง แต่ไอเย็นทำให้มีน้ำ
แต่พันแผลมาอย่างดี น้ำไม่เข้าแน่นอน
เปลี่ยนกระดาษพัน เพื่อสังเกตุการไหลของเลือด
เลือดไหลต่อเนื่อง เปลี่ยนประมาณ 3 รอบ
เลือดก็ยังซึมออกให้เห็นชัดเจน
เครียด เสียใจ และรู้สึกว่าทำผิดพลาด

[พาไปนอนตอนบ่าย]
วันนี้คุณแม่รู้ตัวดี ไม่ซึมหลับบนเตียงแบบทุกวัน
มือข้างที่เจ็บก็ขยับตลอด เหมือนไม่เจ็บ
นั่นจึงทำให้ประคบเย็นไม่ได้ผล
เพราะคุณแม่พลิกตัวไปมา
แล้วก็เปลี่ยนกระดาษชุ่มเลือดอีก 2 รอบ
จนบ่าย 3 ยังเห็นว่าเลือดยังไหลหยดออกมา
พาคุณแม่ไปโรงพยาบาลอีกรอบ
คุณหมอสงสัยเรื่องการแข็งตัวของเลือด
จึงส่งเลือดตรวจ ต่อมาดูแล้วไม่ไหลออก
พอแกะแผลพบว่า หยุดไหลแล้ว
อาจเป็นเพราะอยู่โรงพยาบาล
คุณแม่ไม่ขยับ ไม่เกร็งแขนตลอดเหมือนอยู่บ้าน
หรือการแข็งตัวของเลือดมาถึงจุดนี้
คุณพยาบาลจึงพันแผลให้ใหม่อีกรอบ
และนัดทำแผลทุกวัน อีก 7 วัน แกะไหม

[สรุปว่าช็อก ทั้งวัน]
เห็นเลือดคุณแม่ไหลตั้งแต่เช้าจรดเย็น
ส่วนคุณแม่ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น
ถ้าคุณแม่เป็นอะไร ก็ความผิดผมเลย ที่ประมาท
ถือเป็นบทเรียนของชีวิตอีกบทหนึ่ง
ที่คงต้องจำไปตราบเท่าชีวิตจะหาไม่

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2562

เห็นคุณแม่ ก็เห็นตัวเอง (๗๖.)



[ปลุกจิตมาเขียนอีกครั้ง]
ผมหยุดเขียนต่อจากบันทึกเดิมเกือบครึ่งปี
คงเพราะจิตใจอ่อนแอลง ตามร่างกายคุณแม่
ช่วงที่ผ่านมาไม่มีกะจิตกะใจจะบอกเล่า
คงเพราะจิตใจอ่อนแอ
แม้เวลาผ่านมาจะครบสามปี ในอีกไม่กี่เดือน
นานแล้ว แต่ทุกครั้งที่กลับมาดูแล
เห็นท่านแข็งแรง ผมก็แข็งแรง
เห็นท่านอ่อนแอ ผมก็อ่อนแอ
ต้องทำใจให้เข้มแข็ง
แม้เข้าใจสัจธรรม ความเป็นไป ก็ยังทำใจยาก
เชื่อวิถีพุทธว่าคนเรามี เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เรื่องนี้เกิดกับทุกคน และจะมาในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า
ในอนาคต ผมอาจเป็นเหมือนท่าน
อาจเป็นโรคทางสมอง โรคทางใจ โรคทางกาย
ประกอบกับเห็นท่านเจ็บป่วย
ช่วยตัวเองไม่ได้ ก็รู้สึกทุกข์ไปกับท่าน จิตก็ป่วยตาม
ท่านคือคุณแม่ ที่ครอบครัวต้องร่วมสุขทุกข์ไปด้วยกัน
ที่สำคัญ ทุกข์เพราะ "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว"
รับรู้ความทุกข์ เรียนรู้ และปรับตัวที่จะอยู่ไปด้วยกัน

[ทานข้าวได้]
คุณแม่ทานข้าวได้ ไม่มีปัญหาเลย
ป้อนหมดคำ หมดจาน ไม่อิดออด
ไม่เลือกอาหารมาหลายเดือนแล้ว
ช่วงเที่ยงเน้นอาหารเบา เช่น ขนม นม เนย
สำลักน้ำบ้าง อาหารบ้าง เพราะกลืนไม่เก่ง
น้ำต้องอมก่อนกลืนเสมอ ต่างกับนม
เดี๋ยวนี้ท่านทานข้าวได้สบาย
เลือกอาหารนิ่มให้ ท่านจะอ้าปากรอเลย
เคี้ยวแล้วก็กลืน ไม่พูดโต้ตอบแบบเดิม
ถามมา ก็ตอบไป ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

[เข้าห้องน้ำ]
โชคดี ที่ท่านพอจะยืนแบบเกาะราวเหล็กได้
ยืนตรงเองไม่ได้ เพราะขาอีกข้างยืนไม่เต็มเท้า
ควบคุมขับถ่ายไม่ได้เกือบสองปีแล้ว
ใส่แพมเพิส เมื่อผมไปดูแลช่วงเสาร์อาทิตย์
อยู่กับผู้ดูแลวันปกติ บางครั้งก็ปล่อยไม่ใส่
เช้ามา พาเข้าห้องน้ำ ก็จะเหนื่อยหน่อย
พออยู่ในห้องน้ำมีราวให้เกาะ
ก็จะอาบน้ำ ถูสบู่ สระผมให้ท่าน มีน้ำอุ่น
บางทีไหลไม่ทัน ท่านก็จะบ่นหนาว
บ่นในห้องน้ำ ก็จะเสียงแข็ง ๆ มีแรงขึ้นมา
ฟังเสียง บางครั้งผมก็ยิ้ม ไม่ค่อยได้ยินเสียงท่าน
แล้วก็นั่งดูทีวี ท่านดูรู้เรื่อง หัวเราะบ้าง
เครียดบ้าง เป็นตามเรื่องราวในทีวี
ไม่สนุกก็นั่งหลับ สลับกับพาไปนอนบ้าง
อยู่กับผมจะทานข้าว 3 มื้อเต็ม
นี่เป็นกิจกรรมที่ผมดูแลเสาร์อาทิตย์

ปล. ภาพแกงผัก ผมทานเอง ชอบที่คุณน้าทำให้ทาน
ส่วนคุณแม่วันนี้ทานข้าวต้มโจ๊ก เมื่อวานทานไข่พะโล้

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562

รักตัวเองมากเท่ากับรักคนอื่น (๗๕.)



[รักเท่าใดก็ทุกข์เท่านั้น]
ในทางพุทธเค้ามีคำว่า อุเบกขา
ไว้ให้เป็นหลักปฏิบัติคือหนึ่งในพรหมวิหารสี่
เกิดมาเป็นคนจะรักใครถึงขนาดยอมตายแทนได้
เคยถูก "ท่านหนึ่ง" ถามว่า "ยอมตายแทนใครไหม"
เค้าตอบว่า "ไม่มีใครเลย"
ไม่มีใครที่เค้าจะยอมตายแทนได้
ในชีวิตจริงก็ไม่รู้นะครับ ว่าจะตอบกันแบบไหน

เตียบ่อกี้ ในดาบมังกรหยก
ยอมตายหลายครั้ง
เพื่อหลายคน และหลายเหตุการณ์

ในความรู้สึกของผม ผมมีนะ
ยิ่งเห็นผู้มีพระคุณเหนือเกล้า ทุกข์เท่าใด
ยิ่งเห็นคนที่เราพูดได้เต็มปากว่าตายแทนได้ ทุกข์เพียงใด
เราเองก็ยิ่งเจ็บปวด
บางครั้งอาจพูดว่าเจ็บจนชิน
แต่ผมไม่ชินนะ
เจ็บไม่ว่าครั้งใด เรื่องอะไร ก็ไม่เคยชิน
เรื่องทุกข์นี่ ไม่เคยชิน
ทุกข์ครั้งใด เหมือนทุกข์มาใหม่ สดใหม่ทุกครั้ง
ผมไม่ค่อยบ่นกับใคร เพราะบ่นไม่ได้
ความเชื่อต่างกันเกินไป
ยิ่งระดับความรู้สึก บทบาท และมุมมองต่างกันแล้ว
บ่นไม่ออกเลยครับ
เพราะรู้ว่าผู้ฟังมีบทบาทใด
แต่บ่นไว้ตรงนี้
เป็นอีกเวทีที่ใช้ระบาย แล้วผมก็ระบายมาได้ 2 ปีแล้ว
สรุปได้ว่าไม่ชิน กับความรู้สึกทุกข์
แต่ชินกับการระบายผ่านการบอกเล่าเรื่องความทุกข์
ร้องไห้ได้ตลอด อ่อนแอได้เสมอ ชินกับการมีน้ำตาซึม


[รู้ตัวน้อยลงมาก]
มนุษย์ทุกคนมีสมอง คุณแม่ผมป่วยทางสมอง
เป็นโรคที่ชาวบ้านเรียก สมองเสื่อม
รับยาจากหมอที่เก่งของลำปาง
หาอ่านเยอะครับ ตรวจมาละเอียดล่ะ
ภาวะสมองเสื่อมของคุณแม่
ค่อย ๆ ดำเนินไป ไม่เร็ว ค่อย ๆ เสื่อมลง
ก่อนหน้านี้ คุณแม่ทานข้าวด้วยตนเองได้
ใช้คำว่า ได้
ตอนนี้ คงใช้คำว่า ได้ ไม่ได้แล้ว
ผู้ดูแลป้อนข้าวคุณแม่ตลอด
สุดสัปดาห์่ ช่วงแรกก็สลับ ทานเองกับป้อน
ช่วง 2 - 3 สัปดาห์นี้ ต้องป้อนอย่างเดียว
ยกเว้น นม กับน้ำ คุณแม่จะยกดื่มได้
อาหารที่เคยทานเองได้
เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ผลไม้ หรือบัวลอย
หรืออาหารอร่อย ใด ๆ ก็ต้องป้อน



[ป้อนข้าว ป้อนขนม]
ส่วนใหญ่ สติของคุณแม่จะไม่แข็ง หลังตื่นนอน
ปัญหาคือ คุณแม่คุมสายตาให้มองอาหารไม่ได้
ไม่สามารถก้มมองอาหารได้ คอแข็ง
แม้พูดคุยด้วย อธิบายเรื่องการทานข้าว
แต่ก็ไม่สามารถก้มมองอาหาร
ไม่สามารถคุมมือจับช้อน ตักไม่ขึ้น ตักไม่ตรงปาก
หลายครั้งขยับสายตาไม่ได้
ตามสิ่งที่อยากมอง ไม่ได้
คือ จ้องมองไม่ได้ สายตาลอยไปทางอื่น
คุยกับผม แต่ตามองไปทางอื่น มองเพดาน
แต่ก็เป็นในบางเวลา เช่น ตื่นนอน
ตอนนั่งดูทีวี สายตาก็มองทีวีได้

[คุณแม่ไม่ค่อยทุกข์]
ผมรักคุณแม่ เพราะคุณแม่ก็รักผม
เรารักคนที่รักเรา ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดานะ
และทุกข์ เมื่อเห็นคนที่เรารักเป็นทุกข์
เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
อ่านหนังสือธรรมะ
หนังสือประวัติของผู้ล่วงลับหลายคน
ทั้งพระเกจิ ผู้มีฐานะ
ถ้าป่วยเรื่องสมอง
ก็จะคุมร่างกายไม่ได้เหมือนกันหมด
มองไม่ได้ กินไม่ได้ เบาไม่ได้ หนักไม่ได้
ขยับร่างกายยังไม่ได้เลย
นี่คือทุกข์ เมื่อเห็นคนที่เรารักเป็นทุกข์
ยิ่งรักหลายคน ยิ่งทุกข์เยอะเข้าไปใหญ่
ความรัก คือ ความทุกข์
แต่ความรัก คือ ความสุข เช่นกัน
จึงมีบางเวลาที่คลายทุกข์ไปได้บ้าง

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ยิ้มกว้าง หน้าตาคุณแม่แจ่มใสเป็นพิเศษ (๗๔.)




[บอกยิ้มหน่อย]
วันนี้ ถ่ายภาพคุณแม่ ยิ้มกว้างเลย
นาน ๆ จะพร้อมในหลาย ๆ อย่าง
วันนี้พร้อม
จึงออกไปช็อปปิ้ง ซื้อของใช้ที่จำเป็น ไปที่โลตัสเหมือนเคย
ภาพนี้คุณแม่ดูสดใส ด้วยมุมกล้อง และแสงที่ผ่านกระจกมา
ร่างกายก็ถือว่าดี ไม่มีเขียวช้ำ ไม่เจ็บไข้
ไม่มีปัญหาเรื่องแผลกดทับ
เพราะท่านก็จะนอนดิ้น ไม่ได้นอนนิ่ง
กลางวันก็มีคนดูแล พูดคุยด้วย
ไม่ยอมให้ท่านนอน
จะได้นอนเยอะ ๆ ตอนกลางคืน
ไม่ตื่นมาเดินในยาววิกาล

[หน้าตาสดใส]
วันนี้ ทานเช้าเสร็จ ท่านก็ขอไปนอน
ตื่นมาก็เกือบเที่ยง ท่านพูดคล่องเลย
อาหารเที่ยงวันนี้ก็ยังไม่เรียบร้อย
ก็เลยถือโอกาสพาไปช็อปปิ้ง
เพราะท่านรับรู้ ตอบสนองดีมาก
ที่หน้าตาสดใส ไม่มีปัญหาเหมือนช่วงก่อน ๆ
เพราะระยะหลัง
ท่านเดินเองน้อยลง ขาแข็งแรงน้อยลงมาก
ช่วงก่อนขาท่านแข็งแรง
จะแอบเดิน พอเดินก็เอนล้ม 
ล้มเล็กก็ชนผนัง ลบใหญ่ก็ลงพื้น
แต่ไม่ค่อยแรง คอยเกาะนู่นนู่เสมอ
ที่ล้มก็ตอนที่ผู้ดูแล หรือผมไม่ได้อยู่ด้วย
ไปซักผ้า หาอาหาร นอนหลับ นั่นหละครับ
แต่หลัง ๆ มา ท่านไม่ค่อยจะลุกเอง
แรงขาถดถอยไปมาก

[การกิน เยี่ยมเหมือนเดิม]
อยู่กับผม ท่านต้องทางเอง
ก็จะเตรียมที่ถูกใจให้ ท่านก็จะค่อย ๆ ตักทาน
แต่ถ้าเป็นพี่ที่ดูแล มักทำใจรอท่านไม่ได้
เพราะท่านจะนิ่ง ไม่ขยับดั่งใจของพี่เค้า
ก็จะคอยป้อนให้ และคุณแม่ก็จะอ้าปากรับ
ทานหมดทุกคำอย่างรวดเร็วไม่อิดออด
โชคดีที่ไม่มีปัญหาเรื่องเบื่ออาหาร
วันนี้ กินสลัดผลไม้กัน กินหมดจานเกลี้ยง
พอถามว่า จะซื้อกลับบ้านไหม
ท่านบอกไม่เอา ทานเกลี้ยง ถามกี่ครั้งก็ตอบเหมือนเดิม
ก็เลยซื้อสลัดปูอัด กับสลัดผัก ที่เค้าแพ็คไว้แล้ว
กลับบ้าน 2 กล่อง ลดเหลือ 60 บาท
เจ้านี้ผมซื้อประจำ น่าจะทุกครั้งที่ไปโลตัสกับคุณแม่
ได้ขนมผึ้งน้อยมา 1 กล่อง ฝากน้องของคุณแม่

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562

อัพเดทการดูแลคุณแม่ครบรอบ 2 ปี (๗๓.)



[แบ่งกัน 5+2]
ถึงวันนี้ คุณแม่ก็ล่มมาได้ราว 2 ปีกับ 1 เดือน
ผมจะกลับมาเป็นลูกคุณแม่
คอยจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ทุกสุดสัปดาห์
ตั้งแต่ตื่นนอน เข้านอน และระหว่างนอน
ส่วนวันปกติก็จะไปเป็นลูกจ้าง
หาสะตุ้งสะตังมาเป็นค่าใช้จ่าย
ให้กับพี่ที่เค้าดูแลคุณแม่ อีกส่วนก็ใช้ในครอบครัว
สุขภาพจิตผมดีขึ้นเยอะมาก
แต่รู้ว่าจะทรุดหนักคือระหว่างเดินทางกลับในเย็นวันอาทิตย์
เพื่อไปเริ่มงานเช้าวันจันทร์ จิตไม่เบิกบานเอาซะเลย
นี่ก็กำลังจะครบเวลาที่ต้องฝากคุณแม่ไว้กับผู้ดูแลแล้ว
ก็มานั่งขีดเขียนอะไร นิดนึง
กันลืมในวันหน้า (ผมก็อาจเป็นนะ โรคนี้น่ะ)

[เปลี่ยนจาก 52สัปดาห์ เป็น 5วัน+2วัน]
ราว 6 เดือนแล้ว
ที่ผมไปเป็นลูกจ้างองค์กร ไปสอนหนังสือในวันปกติ
พอสุดสัปดาห์ก็กลับมาเป็นลูกคุณแม่
แม้คุณแม่จะจำผมไม่ได้ว่าเป็นลูก แต่ผมจำได้ก็พอแล้ว
ท่านเรียกผมว่า พ่อ บ่อยเลย
น้องของคุณแม่ก็จะมาเยี่ยมในวันปกติ
จากที่พี่ดูแลเค้าเล่าให้ฟัง
ทั้งน้าปุ๊ น้าตี น้าเปี้ยก น้าริน ส่วนน้าม็อกเค้าอยู่ดูแลกัน
ล่าสุด น้าตีก็พาลูกโดกับลูกปู(สะใภ้) มาเยี่ยม
น้องโดมักจะมาพร้อมของติดไม้ติดมือเสมอ
ล่าสุดมีกุ้งมาฝากถุงใหญ่ น้าม็อกก็จะเสียบไม้ปิ้ง
ผมก็ทำหน้าที่แกะกุ้งได้เต็มจาน
มื้อนั้น จัดกุ้งเต็มจานเลย คุณแม่จัดการเรียบ
ชอบมากเป็นพิเศษกับกุ้งเผาเหยาะชีอิ้วขาวเค็มปะแร่ม ๆ

[เพื่อนคุณแม่]
ทุกครั้งที่มาเกาะคา ช่วงวันหยุด
ทุกวันเสาร์ ที่ลูกป้าศรีเพ็ญชื่อชมพู่
เปิดร้านกาแฟที่เกาะคา
ผมก็มักจะแวะไปสั่งกาแฟแก้วหนึ่ง แล้วก็ไปซื้อของที่ตลาด
เพราะเพื่อนคุณแม่ก็ไม่ค่อยมีล่ะ เหลือน้อยลงทุกวัน
อยู่ไกลบ้าง และหลายท่านที่ผมรู้จักก็ทะยอยจากกันไป
เพื่อนสนิทคุณแม่ ที่เคยมาเยี่ยมทุกเดือน
ก็เป็นโรคปัจจุบันทันด่วนอย่างไม่น่าเชื่อ
ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนจริง ๆ

[สมองดูสดใส ไม่เครียด ไม่กังวล ไม่ทุกข์]
อาการของคุณแม่ .. ดีขึ้น
สำหรับสัปดาห์นี้ ท่านสมองปลอดโปร่ง
พูดคุยโต้ตอบได้ปกติมาก
ยิงคำถามไปว่า จำผมได้ไหม ก็บอกว่าจำได้
ดูมั่นใจมาก แต่เรียกผมว่าพ่อเก๋
ผมก็ไม่อยากถามต่อล่ะว่า ผมลูกใคร
เพราะฟังแล้ว ก็จะทำให้ตนเองไม่สบายใจไปอีก
ถามทีไรก็บอกว่าเป็นลูกย่าเป็งนู่นเลย

[คิดฝันไปเอง]
หาคนอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่นี่ .. จำเป็นจริง ๆ
เพราะช่วงนี้ อาการเห็นอะไรเป็นต้องกลัวถี่ขึ้น
บางทีก็ไปนั่งข้างหน้าต่างดูกังวล
บางทีดูหนังบู้ก็เก็บมาคิดว่าเป็นจริงเป็นจัง
พี่ที่เค้าอยู่ด้วยก็จะเล่าว่ากลางคืนชอบแอบตื่น
แล้ว[ฮบ]เดินไปทั่ว
เพราะกลัวนู่นนี่ อยากนู่นนี่ อยากออกไปนอกบ้าน
คิดไปต่าง ๆ นานา กลัวคนมาทำร้าย
วันนี้ อยู่กับผมก็บอกว่า มีหมู หรือช้าง อยู่ในห้องนอน
ไม่ยอมเข้าห้องนอนตั้งแต่เช้าแล้ว
เย็น ๆ มา ผมพาไปดู แม่ก็ชี้ไปที่ตะกร้าผ้า
เห็นผ้าลายดอกน้ำตาลเป็นเงา บอกว่าเป็นนู่นนั่นนี่
ที่ผมถามว่าอยู่ตรงไหน ในตอนเย็น ไม่ถามในตอนเช้า
เพราะในใจคิดว่า
ถ้าไม่เข้าห้องนอน ก็ไม่นอนกลางวัน
พอตกกลางคืนจะได้นอนยาว ๆ ไม่ซุกซน
คิดอะไรเรื่อยเปื่อยให้ทุกข์ใจอีก

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ญาติพี่น้องมาเยี่ยม ใจชื้นขึ้นมาเลย (๗๒.)



[ณ ปัจจุบัน]
กว่า 4 เดือนแล้ว ที่พี่ข้างบ้านมาดูแลคุณแม่
ส่วนผมก็กลับมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน
ช่วงสุดสัปดาห์
วันธรรมดาก็ไปทำงานหาตัง ไว้ใช้จ่าย
จึงมีช่องว่างให้ได้หยุดพัก ได้หายใจลึก ๆ บ้าง
ปีครึ่งที่ผ่านมา
การอยู่กับคุณแม่ และเห็นท่านเจ็บป่วย
โดยช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เป็นความทุกข์
ยิ่งท่าน ชอบทำอะไรคนเดียว
โดยไม่เรียกผม แล้วล้มบ้าง เลอะบ้าง
ก็ยิ่งรับรู้ว่า ช่วงว่างระหว่างผมกับท่านกว้าง
แต่กับพี่ข้างบ้าน
คุณแม่สนิทด้วย เรียกหาตลอด
ท่านวางใจ จนไม่ห่วงเรื่องการดูแล
จะห่าง ก็ตอนทำกับข้าว หุงหาอาหารเท่านั้น

[น้อง ๆ มาเยี่ยม]
บ่อยครั้ง ที่ญาติ พี่น้อง ลูกพี่ลูกน้อง มาเยี่ยม
ที่ผ่านมา ก็จะดูแลท่านความเรียบร้อยของท่าน
ให้พร้อมรับแขกต่างบ้าน ญาติต่างเมือง
การมีเพื่อน หรือญาติมาเยี่ยม ในวันสุดสัปดาห์
รู้สึกดีใจครับ ชื่นใจ
คลายเหงา คลายเครียด คลายกังวล
เรื่องความพร้อมภายในบ้าน
ก็เป็นไปตามสภาพบ้านของผู้ป่วยอัลไซเมอร์
ที่เดินเหิรไม่ค่อยถนัด ก็เชื่อว่าญาติที่มาเยี่ยมเข้าใจ
ผมก็เล่าอาการให้ฟัง แบ่งเบาความทุกข์ในใจผมไป

[อาการหลากหลาย]
เวลาถูกถามว่า อาการคุณแม่เป็นอย่างไร
ช่วงนี้ บอกได้ว่า "ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน"
สัปดาห์ก่อน ผมไปดูแล ท่านนอนหนักทั้ง 2 วัน
มาสัปดาห์นี้ ท่านกระชุมกระชวย ไม่นอน
มีญาติในเวียง และหลานมาเยี่ยม
ท่านคึกคัก ทั้งวัน พูดคุยปกติ
ตกเย็นมา มีรบเร้าหนักเลย
ฮบกลับบ้านในโรงงานสมัยท่านอายุ 20
เคยพาไปหลายครั้งแล้ว
เดี๋ยวนี้รื้อทิ้งหมด โรงงานก็ปิด ไม่เหลือสภาพเดิม
แต่ท่านก็รบเร้าอยู่บ่อย ๆ
การรบเร้านี้หายไปพักหนึ่งแล้ว และฮบกับพี่ข้างบ้านด้วย
เมื่อวานหลังญาติกลับไปกันหมดแล้ว
คุณแม่ก็เตรียมจะไปขึ้นรถ ขอให้ไปส่งที่บ้านในโรงงาน
ตกดึกมา น่าจะเที่ยงคืน
เรียกให้ไปส่งอีก
ก็ตอบท่านสั้น ๆ ว่าดึกแล้ว หลับกันก่อนนะ
ไม่พร้อมเดินทาง พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน
พอวันรุ่งขึ้น ท่านก็ลืม และไม่พูดถึงอีก


วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สมองและกล้ามเนื้อฝ่อจนบางส่วนขยับแทบไม่ได้ (๗๑.)



[ช่วงปีครึ่งที่เป็นคนไม่สนิทของคุณแม่]
ก็คงทำใจไม่ง่าย
ที่คุณแม่จำผมไม่ได้ว่าเป็นลูกชายคนเดียว
ผ่านมาราว 4 เดือนแล้ว
ที่ผมหาคนที่คุณแม่รู้สึกสนิทด้วย มาช่วยดูแล
ถือเป็นการสลับกันเป็นผู้ดูแล ไม่ซ้ำกันตลอด 7 วัน
ผู้ดูแล ก็มีลูก กับเพื่อนมาช่วยดูแลสลับกันไป
ทำให้ท่านได้คิดอะไรใหม่ทุกวัน พบเจอผู้คนตลอด
เดิมก็จะมีผมดูแลทุกเช้าค่ำ ไม่มีคนเปลี่ยนตลอดปีครึ่ง
ปัจจุบัน
เรื่องสมองก็ดีขึ้นเป็นลำดับในส่วนของการปรับตัว
คือ กลืนอาหาร และน้ำดีขึ้น
ขยับร่างกายเข้าห้องน้ำ
เดินจับระยะ 1 - 2 เมตรพอได้อยู่
ทำที่จับให้ท่านเยอะขึ้น ล้มยากขึ้นอีกหน่อย

[ปีครึ่งที่ผมขยับน้อย]
เรื่องคุณแม่ ผมก็เล่าไปเยอะแล้ว
ก็ขอเล่าเรื่องของตนเองบ้าง
จำได้ว่าช่วงท้ายของการดูแล
ผมมีอาการขยับร่างกายได้ไม่ดี ยกแข้งขาไม่ค่อยขึ้น
เพราะปีครึ่งขยับในระยะทางไม่ถึง 20 เมตร
หลังเปลี่ยนให้ผู้ดูแลมาแทน 5 วัน และผมกลับมาดูแล 2 วัน
พบว่า ร่างกายผมขยับได้ดีขึ้น เริ่มยกแข้งขาได้ไม่ติดขัด
สมองไม่รู้สึกเกร็งเมื่อต้องยกแข้งยกขา
แม้เดี๋ยวนี้ ขยับได้ดี
แต่รู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อภายในน่าจะฝ่อไปเยอะแล้ว
จากการไม่ใช้งานเป็นเวลานาน ปีเศษ
ตามธรรมชาติของกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้ก็จะหดตัว
เริ่มสังเกตว่าผมเดินช้ากว่าเดิม ขณะเดินขึ้นลงดอย
เพราะเพื่อนที่เดินด้วยกันเดินเร็วกว่า
ส่วนผมก็หอบแฮก ๆ ทุกครั้งที่ขึ้นลงดอย
มีบางวัน บางช่วงเวลาสมองไม่ตื่นตัว
อาจเป็นผลจากการดื่มกาแฟ และหยุดไป
พอได้กาแฟ ก็รู้สึกดีขึ้น
นี่ก็อาจเป็นข้างเคียงจากสารในกาแฟ พักนี้เริ่มเติมกาแฟถี่ขึ้น

[ไม่ขยับ ย่อมไม่แข็งแรง]
ร่างกายที่นั่งอยู่แต่ในสำนักงาน
ขยับสัก 5 - 10 เมตร
ก็คงไม่แข็งแรงเท่าการขยับสัก 100 - 200 เมตร บ่อย ๆ
การไม่ขยับเลย แขนขาก็จะแข็ง กล้ามเนื้อยึด และขยับไม่ได้ในที่สุด
สำหรับท่านใดที่เคยเข้าเฝือกจะทราบดี
คุณแม่ของผมก็เช่นกัน
ท่านมีผลข้างเคียงจากการเข้าเฝือกก่อนหน้านี้
ส่วนผมก็เห็นผลของการขยับน้อยในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา
จนยกแข้งยกขาได้ลำบาก
ทุกวันนี้ก็พยายามขยับ และขยับให้มากขึ้น
เพราะอยากขยับเขยื้อนคล่อง ๆ ไปอีกนาน ๆ
สัก 10 - 20 - 30 ปีก็ยังดี