วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

วันนี้คุณแม่ล้มทั้งยืน (๘.)



[ดีวันดีคืน]
หลังคุณแม่ล้มสะโพกหัก เมื่อ 2 เดือนก่อน
ก็พักฟื้น แล้วสะโพกก็แข็งแรง ดีวันดีคืน
คุณแม่เริ่มเดิน 4 ขามาได้พักหนึ่งแล้ว
แต่ทุกครั้ง ผมต้องคอยยืนประกบอยู่ข้างหลัง
ถ้าสติขาดหายในช่วงใช้ 4 ขา คุณแม่ก็จะเซล้ม
เพราะขาท่าน ยืนไม่มั่นคงมาหลายปีแล้ว
หลังสะโพกหัก กับโลกทางสมองรุมเร้า
พาร์กินสันมีผลต่อการทรงตัว การคุมกล้ามเนื้อ ทำให้ท่านเซง่าย
และอัลไซเมอร์ทำให้ไม่กลัวว่าจะล้ม ล้มทีไรก็ยิ้มหวานให้ทุกที
แล้วก็ไม่รู้ว่าการเดินบ่อย ทำให้ขาข้างที่เจ็บ ยิ่งเจ็บ
ท่านลืมความเสี่ยง และดื้อเสมอ เมื่อห้ามปรามก็ไม่ฟัง
ยิ่งว่า เหมือนยิ่งยุ ต้องคิดก่อนตอบคำถามคุณแม่ทุกครั้งไป

[สติหายไปไหน]
ท่านรับยาอัลไซเมอร์มาตั้งแต่ต้นพฤษภาคม 2558 
จากนั้นก็รับยาพาร์กินสันที่โรงพยาบาลมาโดยตลอด
ช่วงแรกท่านทานยาอัลไซเมอร์สม่ำเสมอ
แต่พาร์กินสันไม่ค่อยได้ทาน เพราะมีหลายเม็ด
ผมไม่ได้อยู่คุมการทานยาทุกมื้อ ลืมประจำ
หลังล้ม ตอนอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านตกใจมากที่ต้องผ่าตัด
ทั้งอัลไซเมอร์ และพาร์กินสันก็มากันเร็วมาก
ทำให้การง่วงหลับ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ยิ่งพูดอะไรไม่เข้าหู ที่ท่านไม่ชอบ ก็จะง่วงหลับ
รวมถึงตอนเดิน 4 ขา ที่สติหายไปได้ตลอดเวลา

[ชะล่าใจ]
วันหนึ่งนั่งดูทีวีเรื่อง Happy feet ช่อง MONO
เห็นเพนกวินเดินเต้นจังหวะมันส์ ดูเพลิน
คุณแม่ที่นั่งอยู่ติดกันบนเก้าอี้ยาว มานั่งเปลี่ยนอริยาบถ
สักพักท่านก็ลุกขึ้นเดินใกล้กัน อยู่ ๆ ท่านก็เซล้มทั้งยืน
ล้มคา 4 ขานั่นหละครับ
โชคดีว่า .. ผมนั่งอยู่ในจุดที่ท่านเซมา รับได้พอดี
แต่ล้มมาแรงมาก ทำเอาใจหายอย่างแรง
ที่ผ่านมานั้น ท่านล้มมาหลายครั้ง โชคดีไม่เป็นอะไร
ครั้งนี้ ถ้าล้มในทิศตรงข้าม และไม่ถูกท่า
อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้ ไม่อยากจินตนาการเลย


วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

นั่งเป็นเพื่อนคุณแม่ทานข้าว (๗.)



[ทานน้อยกับเลือกทาน]
ผู้สูงอายุจำนวนมาก เลือกทานอาหารตามใจสั่ง
ทำให้หลายครั้งรู้สึกว่าท่านทานน้อย
แต่ความจริง คือ ไม่ถูกปาก
ไม่อร่อยก็จะกลืนยาก กลืนไม่ลง จนต้องคายทิ้งก็บ่อย
การทำรายการอาหารแต่ละมื้อให้ผู้สูงอายุ
ถ้ากำหนดโดยคนในบ้าน ตามใจคนในบ้าน
โดยไม่คำถึงถึงความชอบของผู้สูงอายุ
ก็จะมีรายการอาหารแบบหนึ่ง
แต่ถ้าทำรายการอาหารให้กับผู้สูงอายุ ก็จะไม่ได้อย่างใจคนในบ้าน
บางครั้ง ก็คิดว่าท่านทานได้แต่ข้าวต้ม เน้นไข่ และจืด
บางครั้ง ก็คิดว่าท่านไม่ทานรสจัด ไม่เค็ม ไม่หวาน
บางครั้ง ก็คิดเองว่าอาหารอร่อย ต้องทานแน่
การทานอาหารของผู้สูงอายุมี 2 แนว
คือ ทานเอง กับ ป้อนให้ท่าน 


[แกงเขียวหวาน กับผัดถั่ว]
วันนี้ นั่งเฝ้าคุณแม่ทานข้าวเช้า ลุ่นเหมือนเคย
แกงเขียวหวานถุงใหญ่ 20 บาท ได้จากตลาดเกาะคา
เน้นมะเขือเปราะ กับมะเขือพวกนิดหน่อย
รสจัดไปทางเผ็ด ก็ต้องลุ่นว่าทานได้ไหม แต่ท่านชอบ
เพราะตักมาให้อย่างละนิดเท่านั้น
ผมตักให้ถ้วยเล็ก เน้นแต่มะเขือราว 5 ชิ้น ไม่เน้นน้ำ
ส่วนผัดถั่วใส่ลูกชิ้น ตักให้ถ้วยเล็กมีไม่เกิน 3 คำ
คุณแม่เขี่ยลูกชิ้นออกหมด เขี่ยไก่ในแกงเขียวหวานออกหมด
กินแต่ถั่วฝักยาว กับมะเขือ และข้าวต้มโจ๊ก
ทานข้าวเสร็จก็ทานกล้วย และส้ม อิ่มไปอีก 1 มื้อ
แอบหวังว่าเข้าห้องน้ำครั้งต่อไปจะไม่ต้องสวนทวาร
ช่วงหลังท่านทานข้าวเองได้ และไม่มีปัญหาถ้าอาหารอร่อย
แต่ถ้าไม่อร่อย ต่อให้ป้อน ก็ทานได้ไม่เกิน 3 คำ
น้าอีกคนเคยทำเกี้ยวน้ำ แต่ไม่นุ่ม ท่านก็ทานไม่ได้
ถ้าอร่อย ถูกปาก ก็ถึงไหนถึงกัน


[ที่บ้าน]
มีน้องของคุณแม่ทำอาหารให้ทาน ทุกมื้อ
ระยะหลังจะทำรายการอาหารที่รสจัดขึ้น
ถูกใจคุณแม่มากขึ้น อาหาร 3 มื้อก็ต้องลุ่นกัน
บางรายการ ทานเช้าได้ เที่ยงได้ แต่ถึงเย็นกลับทานไม่ลง
ตัวอย่างรายการที่ถูกปากระยะนี้
แกงแค แกงเผ็ด แกงผักกาด
น้ำพริกกะปิ ปลาทู ชะอมทอดไข่
ข้าวผัดกุ้ง ผัดผักใส่กุ้ง ชอบยำวุ้นเส้นทะเล
ชอบของหวาน โดยเฉพาะข้าวเหนียวเปียก
ผัดผักที่มีเครื่องเทศเยอะหน่อย
เคยชอบผัดดอกกะหล่ำ แล้วจู่ ๆ ท่านก็ทานไม่ลง
เคยชอบมาม่า แต่ล่าสุดทานไมได้
ถ้าจืดจะกลืนไม่ลงแม้แต่คำเดียว
ส่วนหมู เนื้อ กับไก่ จะไม่ทาน หรือแล้วแต่อารมณ์
ตัวผมทานเฉพาะมื้อเช้า มีอะไรก็ทาน
จึงไม่เป็นเงื่อนไขต่อรายการอาหารของท่าน
ขอให้คุณแม่กลืนลงในแต่ละมื้อ
ผมก็มีความสุขแล้ว ชีวิตที่เหลือเพื่อให้ท่านมีความสุข

before
after




วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

สวนทวารเข้าถึงลำไส้ใหญ่ ช่วยให้อุจจาระ บรรเทาอาการท้องผูก




[สวนทวาร]
ยาสวนทวาร คือ น้ำยาที่มีส่วนประกอบหลัก
เป็นน้ำโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกง
สารนี้มีบทบาทต่อความเค็มในมหาสมุทร
พบว่ามียาสวนทวารของยูนีซัน
เป็นยาระบายชนิดสวนทวารให้ถ่ายอุจจาระ
ลูกเล็กราคา 10 บาท ความเข้ม 15%



https://en.wikipedia.org/wiki/Gastrointestinal_tract

[สรรพคุณ] 
ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก

[วิธีใช้]
สวนเข้าทางทวารหนัก
แล้วกลั้นไว้จนทนไม่ไหว แล้วเข้าส้วม

[ขั้นตอนการใช้]
1. บิดตรงปลายหลอดให้ขาดจากกัน
2. บีบเบา ๆ ให้น้ำยาไหลออกมาเล็กน้อย
แล้วละเลงให้ทั่วปลายหลอด เพื่อช่วยให้ปลายหลอดลื่น
3. สอดเข้ารูทวารหนักอย่างช้า ๆ
4. บีบน้ำยาให้หมดทั้งหลอด
5. ดึงหลอดออกอย่างระมัดระวัง แล้วกลั้นไว้จนกว่าจะทนไม่ไหว
จึงปล่อยให้ถ่ายออกมา



อ่านจาก doctor.or.th หัวข้อ "การโฆษณาสวนล้างลำไส้ จริงเท็จอย่างไร"

การโฆษณาว่าเมื่อสวนล้างลำไส้แล้ว สามารถรักษาโรคได้สารพัดนั้น เป็นการโฆษณาที่เกินความเป็นจริง เพราะการสวนล้างทำให้เกิด "ความรู้สึกดี" หรือ "สบายตัว" หายแน่นท้องเท่านั้น แต่ไม่ได้รักษาโรคใดๆ ตามที่โฆษณาไว้ เช่น โรคปวดศีรษะ โรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันสูงหัวใจ โรคข้อรูมาตอยด์ เกาต์ โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคลำไส้อักเสบ นอนไม่หลับ เป็นต้น โรคที่ทางการแพทย์ให้ทำการสวนล้างลำไส้รักษาได้แก่ โรคท้องผูก ตับวาย ลำไส้ไม่ทำงาน เป็นต้น ดังนั้นจึงควรใช้วิจารณญาณพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อคำโฆษณา และจะต้องทบทวนวิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพของตนเองว่าที่ผ่านมาดำเนินชีวิตอย่างไร
https://www.doctor.or.th/article/detail/1465

---
ทวารทั้ง 9 ที่ธรรมชาติเจาะไว้
1. ตา 2 ช่อง    
2. หู 2 ช่อง  
3. จมูก 2 ช่อง  
4. ปาก 1 ช่อง  
5. ช่องปัสสาวะ 1 ช่อง
6. ช่องอุจจาระ 1 ช่อง

---
อ่านจาก siamlifedetox.com หัวข้อ "ใช้อะไรเพื่อดีท็อกซ์กันเนี่ย"

กว่าจะมาเป็นกาแฟอย่างที่นิยมกันในปัจจุบัน คนในอดีตเคยใช้ทั้งน้ำผึ้ง น้ำชา เหล้า และเบียร์ หรือแม้กระทั่งน้ำสบู่เพื่อสวนล้างลำไส้เอาสารพิษออกมา แต่ภายหลังมีความเชื่อใหม่ว่า การใช้กาแฟซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดขยายตัว ทำให้ตับขยายตัว แล้วตับนั่นแหละ จะทำหน้าที่ขับสารพิษออกมาได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี มีกระแสหลายเสียงออกมาโต้ว่า การทำดีท็อกซ์ด้วยกาแฟนั้นเป็นเพียงทฤษฏีที่อาจได้ผล หรือไม่ได้ผลก็ได้ เพราะจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่า กาแฟสามารถกำจัดสารพิษออกมาได้จริง และสารพิษตัวไหนที่ถูกขับออกมามากที่สุด
http://www.siamlifedetox.com/content--4-427-4116-1.html

---
https://pantip.com/topic/30199421
http://health.kapook.com/view7581.html

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

ข้าวเหนียวเปียก (๖.)




[ไปที่หน้าต่าง]
ไอสไตล์กล่าวไว้ว่า "จินตนาการสําคัญกว่าความรู้"
ทำให้นึกถึงการใช้ชีวิต การดำรงอยู่ของชีวิตอยู่เสมอ
ว่าจะใช้ความรู้ หรือจินตนาการกันตอนไหน
ครั้งหนึ่ง
คุณแม่ของผม ทานข้าวอยู่ในบ้าน
แล้วจู่ ๆ ท่านก็อยากไปที่หน้าต่าง
บ้านของท่าน หน้าต่างเป็นเหล็กดัด และมุ้งลวด
ในปากก็ดูตุง ๆ เหมือนกลืนข้าวไม่หมด
ถามว่าไปทำไมก็ไม่ตอบ เพราะอมข้าว
จึงยิงคำถามใหม่ว่า อยากคายข้าวทิ้งเหรอ
ท่านก็พยักหน้า
แล้วผมก็หยิบกะละมังพลาสติกให้ท่านคายออกมา
การคายข้าว ในระยะหลังเกิดขึ้นบ่อย
เพราะท่านกลืนข้าวไม่ลงคอ และกลืนน้ำยากมาก
คุณหมอ บอกว่าเป็นผลจาก "พาร์กินสัน"

[กินน้อย ก็ถ่ายน้อย]
หลายวันถ่ายครั้ง สำหรับผมเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
ทุกวันนี้จะควบคุมอาหารให้คุณแม่ทาน 3 มื้อ
แม้ตัวผมเองจะทานมื้อเดียว
แต่ก็คงไม่กำหนดจำนวนมื้อให้คุณแม่ ว่าต้องเหมือนผม
ปัญหาคือ คุณแม่เบื่ออาหารง่าย มีปัจจัยให้เบื่ออาหารเยอะ
บางรายการชอบในมื้อหนึ่ง
แต่พอทานซ้ำกลับทานไม่ลงแม้แต่คำเดียว
บางมื้อ บางรายการท่านทานจนหมดจาน บางครั้งครึ่งจาน
แต่ส่วนใหญ่จะทานไม่กี่คำ
ต้องมีอาหารเสริม ทั้ง กล้วย ขนมปัง นม น้ำเต้าหู้ ส้ม ขนมไทย
ถ้ามื้อไหนทานหมดจาน จะต้องเตรียมอาหารเสริมให้ตลอด

[ข้าวเหนียวเปียก]
เคยซื้อข้าวเหนียวเปียก ทำด้วยข้าวสีม่วง
ย่าเล็กย่าน้อยบอกว่าดีต่อสุขภาพ
ท่านก็จำคำนั้น และเรียกหาข้าวม่วงเสมอ
แต่ไม่รู้ทำไม ตอนหลังมาไม่ทานข้าว ทานแต่กับข้าวบ่อยเลย
นาน ๆ ผมจะออกตลาดยามเช้า
หากไม่มีกิจก็ไม่ออก เช่น มีรายการอาหารครบแล้วก็ไม่ออก
วันนี้ มีของต้องซื้อกักตุนหลายรายการ
เพราะสองวันมานี้ ท่านทานข้าวไม่ค่อยได้
ก็ต้องไปเลือกอาหารที่น่าจะถูกปาก
เช่น แกงเมือง หรือแกงกะทิ หรือไส้อั่ว
แต่ก็ต้องลุ้นว่าท่านจะทานได้ไหม คายทิ้งรึเปล่า ลุ้นกันต่อไป
ถ้ามี กล้วย นม ขนมปัง คิดว่าแต่ละมื้อจะผ่านไปด้วยดี
อาหารที่ท่านเบื่อ และคายทิ้งทุกครั้ง
คือ ไข่ต้ม ไข่เจียว แกงจืด ผัดผัก อาหารเผ็ดไป อาหารจืดไป
แต่อาหารเหล่านี้มีข้อยกเว้นว่า
ถ้าเป็นหลาน หรือน้องที่เค้ารัก ทำให้ทาน เป็นถึงไหนถึงกัน
ท่านก็จะทานอย่างอร่อย
คนที่อยู่รอบท่าน เป็นปัจจัยให้อาหารอร่อยขึ้น
ดังคำว่า คนที่ใช่ ทำอะไรก็ถูก แต่ก็ไม่เสมอไป แล้วแต่อารมณ์
แล้วแต่จินตนาการของท่านอีกนั่นหละ

ถ้าอยู่กับคนที่ใช่ น้ำต้มผักยังว่าหวาน


กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

ถ่ายหนัก ถ่ายเบา ก็เรา นายพยาบาล (๕.)



[นายพยาบาล]
วันนี้นึกขึ้นได้ว่า ตนเองเปลี่ยนบทบาทจากอาจารย์
ไปเป็น "นายพยาบาล" เต็มตัว .. ซะแล้ว
จะหยิกให้สะดุ้งตื่นอย่างไร ก็คงไม่เป็นผล เพราะไม่ได้หลับ
แฟนทักว่าอายุถึงวัยที่เข้าปีชงแล้วนะ
สงสัยจะเป็นปีที่ไม่ดีเอาซะจริง ๆ
พักนี้ขาคุณแม่แข็งแรงขึ้นมาก ข้อสะโพกติดกันดีแล้ว
แต่การเดินไม่เต็มเท้าก็ยังเหมือนเดิม และบ่นว่าเจ็บประจำเลย
เดิมทีคุณแม่ก็เดินไม่เต็มเท้าอยู่แล้ว
จากปัญหาอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน ยังมีปัญหาเหมือนเดิม
พอคุณแม่รู้ตัวว่าทรงตัวได้บ้าง ก็เริ่มอยากเดิน และนู่นนั่นนี่
หลายครั้งที่มีสติ ก็จะแอบเดินระหว่างเก้าอี้ มักจะไม่ล้ม
เคยแอบเดินเองจนที่ผ่านมาล้มไป 3 ครั้ง จับไม่ทัน
โชคดีไม่มีอะไรหักอีก จึงเพิ่มการดูแลใกล้ชิดมากขึ้น
หวังว่าจะไม่มีครั้งที่ 4
ส่วนที่ล้มในที่นอน นั่ง ๆ แล้วเซล้ม อันนี้ไม่ได้นับ
เพราะเห็นนั่งล้มในที่นอนประจำเลย แอบส่องตลอด

[ถ่ายเบา]
จากการที่ขาไม่แข็งแรง
จึงควบคุมการลุก และนั่งได้ไม่ดี
จะลุกจากที่นอนที่วางบนพื้น ยังทำไม่ได้ (เอาเตียงออกแล้ว)
การนั่งโถชักโครก ยังลุกเองไม่ได้ เพราะไม่มีที่จับ
เข้าห้องน้ำจึงต้องให้นายพยาบาลคอยช่วยพยุง
การถ่ายเบาเวลากลางคืนนั้น เปลี่ยนเวลาอยู่เรื่อย
ตอนนี้กำหนดว่าประมาณตี 3 จะเป็นเวลาถ่ายเบา
จะใช้กระโถนให้คุณแม่นั่ง บนที่นอนก็สะดวก
มีคุณน้าคอยช่วยเรื่องขยับกระโถน กับเตรียมกระดาษชำระ
เนื่องจากดึกมาก ไม่ได้สติ จึงพาเข้าห้องน้ำไม่ได้
แต่ถ้าท่านเรียกให้ไปหา เพื่อไปถ่าย ท่านจะมีสติ พยุงเดินได้
จึงพาเข้าห้องน้ำได้ทุกครั้ง
หลัง ๆ มาไม่มีปัญหาเรื่องรดที่นอน
เพราะท่านบอกได้ว่าปวด และควบคุมดีขึ้นกว่าช่วงเดือนแรก
ช่วงกลางวัน ก็จะถามท่านเสมอ
ตั้งเวลาไว้ทุก 2 ชั่วโมง ที่จะต้องพาท่านเข้าห้องน้ำ
คือ ก่อนทานข้าว และหลังทานข้าวทุกมื้อ
ช่วงหน้าหนาวจะเข้าห้องน้ำถี่ขึ้น ผมเองก็ถี่เหมือนกัน

[ถ่ายหนัก]
เป็นปัญหาหนักอก หนักใจ บ่อยครั้ง
เพราะผลข้างเคียงของการไม่ถ่ายเลย เป็นเรื่องที่ต้องวิตกกังวล
มีครั้งหนึ่ง คุณแม่ไม่ยอมถ่ายหนัก ถามไปก็บอกว่าถ่ายมาก้อนเล็ก
ทีแรกก็คิดว่า ออกมาเหมือนกัน พอไปล้างก้นให้ก็ไม่เห็นมีอะไร
จึงให้ท่านกินมะขามแขก แล้วท่านก็ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ
แต่ไม่ออก ท่านบอกว่าคาก้น ล้วงดูก็พบว่าแข็งมาก
ค่อย ๆ แคะ ออกไปทีละก้อน เหมือนก้อนดินเหนียว
ผ่านไปอีก 1 วัน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะระบายออกมาหมด
ไปซื้อที่สวนทวาร ลูกละ 10 บาท ฉีดเข้าไปที่รูก้น
คราวนี้พากันออกมาหมด และเข้าห้องน้ำบ่อยในวันนั้น
ต่อไปก็เรียนรู้แล้วว่า
ต้องตั้งเวลาให้ท่านทานมะขามแขกช่วยขับถ่ายให้ดีขึ้น
ที่ผ่านมาทานผลไม้ทุกมื้อ เน้นส้ม กับกล้วย
หวังให้เป็นตามกลไกธรรมชาติ ก็ไม่เป็นผล
ตั้งแต่หลังผ่าตัดมา คุณแม่ท้องผูกมาตลอด
คาดว่าสมองที่เสื่อมจากทั้งอัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน รุมเร้า
จนทำให้ควบคุมการขับถ่ายได้ไม่ดีนัก
ผมเองขับถ่ายทุกวัน ขาดวันหนึ่งก็วิตกแล้ว
เพราะเคยมีมูกเลือด ตอนนั้นโชคดีที่เป็นแค่ 1 - 2 วันก็หายไป
ไม่งั้นก็คงต้องไปให้หมอส่องกล้องเป็นแน่
กลับมานึกถึงคุณแม่ ที่มีอาการท้องผูก
อาจทำให้เป็นริดสีดวงได้ ก็ขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560

คำคม ชีวิต คือ ข้อสอบที่ยากที่สุด

ใครคนหนึ่งกล่าวไว้

"ชีวิต คือ ข้อสอบที่ยากที่สุด 
หลายคนทำผิดพลาด เพราะพวกเขาพยายาม 
ลอกเลียนแบบคนอื่น โดยที่ไม่ได้ตระหนักว่า 
ทุกคนมีกระดาษข้อสอบ ที่ไม่เหมือนกัน"

same is different


ภาพชายสวมแว่นตา (2448 px * 3264 px)
ถ่ายด้วย Smartphone : True Super 4G phone
ราคา 490 บาท จากปกติ 1,290 บาท
(ค่าเครื่อง 290 บาท + เติมเงิน 200 บาท)
รับฟรี!! โบนัส ค่าโทรและค่าเน็ต สูงสุด 3,200 บาท
+ เมื่อเติมเงินสะสมครบ 100 บาท/เดือน
+ รับสิทธิ์โทรในเครือข่าย 200 บาท
+ เน็ต 200MB ต่อเดือน นาน 8 เดือน
https://truemoveh.truecorp.co.th/news/detail/408?ln=en
http://www.maamai.com/true-super-4-7-11-promotion/


อาบน้ำให้แม่ (๔.)

[ยาหมด ต้องไปหาหมอ]
วันนี้มีลุ้น ไปหาหมอรักษาโรคอัลไซเมอร์
เล่าอาการของคุณแม่ให้หมอฟัง
ว่าเริ่มหนักขึ้นแล้ว ภาพอดีตชัดกว่าปัจจุบัน
คุณหมอเพิ่มยาความจำให้อีก 3 มิลิกรัม
และให้ยาอาเจียนมากันไว้ก่อน
ก็ต้องลุ้นว่าจะเวียนศีรษะ และมีอาเจียนไหม
ถ้ามีอาการก็ต้องทานยา 3 เวลาก่อนอาหาร
หลังหาหมอที่คลินิกเรียบร้อยแล้ว ก็กลับบ้าน
เข้าบ้านมาก็บ่นอยากอาบน้ำขึ้นมาเฉย ๆ

ภาพ Sister โดย อ.วิชาญ สุมาลี

[อาบน้ำ ยามบ่าย]
ในอดีตเคยเห็นเพื่อนโพสต์ในเฟส
ว่าอาบน้ำให้พ่อที่ป่วย
ว่าอาบน้ำให้ลูกที่ยังเล็กนัก
กรณีแม่ผม
วันนี้อาบน้ำให้คุณแม่อีกครั้ง ก็อาบมาหลายครั้ง
ที่จริงแล้ว ท่านพอจะอาบน้ำเองได้
แต่การลุกจากเก้าอี้อาบน้ำ จะวางใจไม่ได้เลย
และแขนไม่มีกำลังมากพอในการควบคุมขันน้ำ
จึงอยู่คอยหยิบจับอะไรให้
ทั้งสบู่ ขันน้ำ เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และสระผมให้
นึกถึงในอดีตขึ้นมาเลย ระหว่างราดน้ำไปที่ศีรษะของท่าน
ตอนผมเกิดใหม่ ๆ เมื่อกว่าสี่สิบกว่าปีที่แล้ว
ตอนนั้นผมก็คงนอนให้ท่านอาบน้ำ
โตขึ้นมาหน่อย ก็นั่ง และยืนให้ท่านอาบน้ำให้
แก้ผ้าล่อนจ้อนเหมือนกัน
มาวันนี้ผลัดกันครับ ผมอาบน้ำให้ท่านบ้าง
โชคดีที่บ้านมีน้ำอุ่น เหมาะกับการอาบน้ำหน้าหนาว
ท่านไม่ค่อยดื้อ เป็นผู้ร้องขอการอาบน้ำด้วยซ้ำ
แต่ผมจำได้ว่าสมัยเป็นเด็ก ผมดื้อไม่เบา
โดยเฉพาะหน้าหนาว และมีฝนตกติดต่อกันหลายวัน
สรุปว่านี่เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตของลูกผู้ชาย
ที่อาบน้ำให้คุณแม่
ในยามที่ท่านช่วยตัวเองแทบไม่ได้



กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560

พรจากฟ้า (๓.)


เป้าหมาย คือ ความสุขของแม่ 

[ภาพยนตร์]
มีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า จากค่าย GDH
กว่าจะได้ดูหนังก็ลาโรงไปซะก่อน ก็ต้องไปตามดูจนเจอ
เพื่อนแนะนำว่าผมควรดู เพราะลูกสาวคนเล็กเหมือนผม
ในตอนที่ 2 จาก 3 ตอนนั้น
พูดถึง ท่านรองป้อม หรือพี่ป้อม หรือลุงป้อม
ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's Disease) เหมือนแม่ผม
มีหลายอย่างในภาพยนตร์เหมือนกัน ดูไปก็ร้องไห้ไป
ครอบครัวนี้แม่พึ่งเสีย พ่อป้อมต้องอยู่คนเดียว
แต่อยู่ไม่ได้เพราะป่วยเป็นอัลไซเมอร์
ลูก 3 คน มีน้องคนเล็ก อาสาลาออกงานมาดูแลพ่อ
ดูแล้วก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม ในกรณีนั้น
ผ่านไปพักหนึ่ง น้องฟา ลูกคนเล็กก็ทำใจไม่ได้ในระยะแรก
แอบหนีไปสมัครงานเป็นคนขับรถส่งของเฉยเลย
ผมว่าครอบครัวนี้โชคดีนะที่มีทางออก คือ น้องฟา
เรื่องนี้ให้ข้อคิดที่สำคัญ คือ
เราทำเพื่อตัวเรา ก็พูดแต่เรื่องจริง ที่สมเหตุสมผลของเรา
เราทำเพื่อผู้ป่วย ก็พูดแต่เรื่องที่ผู้ป่วยอยากฟัง ที่เขามีความสุข

[บทเรียนที่ทรงค่า เรื่องการพูด]
ในภาพยนตร์พี่ป้อมอายุมาก ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม
ลืมไปว่าภรรยาเสีย
ก็คิดว่าภรรยายังอยู่ ลูกสาวก็พยายามบอกพ่อให้เข้าใจว่า
คุณแม่ไม่อยู่แล้ว แต่พ่อก็ไม่เข้าใจ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
พระเอกก็บอกนางเอกให้เออออห่อหมกไปกับคุณพ่อ ให้เค้ายิ้มได้
ถ้าเหตุการณ์ในอดีตเข้ามาเป็นปัจจุบัน
ก็ตอบสนองไปตามสถานการณ์นั้น ๆ
เหมือนตอนที่พี่ป้อมนึกว่าปัจจุบันคืออดีต เป็นตอนที่เค้าไปขอแม่ฟ้าแต่งงาน
กรณีแม่ผม
การอยู่กับคุณแม่ของผม ก็เครียดแบบน้องฟานั่นหละ
หลายครั้งก็เผลอพูดเรื่องความเป็นเหตุเป็นผลไป
เพราะผมไม่ชอบโกหกเหมือนน้องฟา
สังเกตว่าคุณแม่ของผมไม่ชอบเรื่องที่สมเหตุสมผล (Reasonably)
เหมือนพี่ป้อมในเรื่องพรจากฟ้า หวลคิดถึงเรื่องในห้วงคำนึง
คุณแม่ผมก็มีปัญหาที่ขา ต่อไปก็คงต้องพูดดี ๆ ครับ
พูดว่า "เดี๋ยวก็หาย"
พูดตลก ๆ อิอิ ชิมิชิมิ จุงเบย แบบพระเอกบ้าง
แล้วก็ร้องไห้บ้าง เศร้าบ้าง แบบนางเอกบ้าง .. เพื่อสีสันของชีวิต


[มียาชะลออาการโรค]
ดูหนังเสร็จ ก็สังเกตได้ว่าภาพยนตร์หลายเรื่อง
ที่เกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ไม่เน้นที่จะพูดถึงการรักษาทางยา
แต่คำว่ารักษาไม่หาย จะทรุดลง เป็นเรื่องที่ฟังบ่อย
ปัจจุบันมีหมอทางสมอง ไปหาแล้วก็ให้ยามา
ช่วยชะลออาการไม่ให้ทรุดเร็ว ไปกว่าในปัจจุบัน
ได้คำแนะนำที่จะทำให้ผู้ป่วยอยู่กับเราได้นานขึ้น มีความสุขขึ้น
โรคทางสมองมีอีกโรคที่มาใกล้กัน คือ โรคพาร์กินสัน
เค้าว่าโรคพาร์กินสัน รู้เร็ว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
มีโอกาสจะเล่าในตอนต่อไป .. ผมก็ลุ้นตัวโก่งมาพักหนึ่งเลย



กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

คนที่ไม่กลัว น่ากลัวนะ (๒.)



[เข้าออกหอผู้ป่วย]
เคยวนเวียนเข้าออกหอผู้ป่วยในของโรงพยาบาลอยู่พักหนึ่ง
ในฐานะญาติผู้ป่วย จึงได้เห็นผู้ป่วยมากมาย
ความกลัวไม่เข้าใครออกใคร
ใคร ๆ ก็ต้องกลัวที่จะนอนโรงพยาบาล
หวังจะได้ออกเร็วที่สุดเป็นดี
เมื่อความกลัวผ่าตัด มีมากกว่าความกลัวไม่หาย
สติก็อาจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวได้
ดังสำนวนที่ว่า
"สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา"
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว
แต่มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งสติเตลิดออกจากตัวไปอยู่บ้าน
ได้ฟังคุณพยาบาลแบ่งปันเคสสติเตลิด
รู้เลยว่ามีเรื่องเล่าเยอะเป็นกระบุง
ฟังไม่กี่ประโยคก็พอทราบล่ะว่าเจอบ่อย

[ความกลัว]
พอบอกว่าถึงคิวจะผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกในวันรุ่งขึ้น
คุณแม่ของผมก็กลัว
อาการอัลไซเมอร์ปีนระดับขึ้นไปถึงไหนไม่ทราบได้
และค่อยลดระดับหลังกลับบ้านมาพักใหญ่
ในวันที่รู้ว่าจะต้องผ่าตัดแล้ว หลังนอนรอคิวผ่าหลายวัน
ก็อยากกลับบ้านขึ้นมาทันทีทันใด
ความอยากนี้อยู่เหนือความเจ็บป่วย
แล้วนึกถึงญาติคนหนึ่ง
หมอนัดผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี
แต่ด้วยความกลัวผ่าตัด ยอมทนเจ็บแล้ว
หนีออกจากโรงพยาบาลกลับบ้าน ก็ทนได้ไม่เป็นไร
ก็เป็นเรื่องเล่าในหมู่ญาติมาหลายสิบปี
กรณีแม่ผม 
เป็นผู้ป่วยที่พยาบาลให้การดูแลเป็นพิเศษ
คู่กับคุณยายอีกท่านหนึ่ง
ที่ป่วยเรื่องข้อสะโพกหักเหมือนกัน
แต่คุณยายท่านนั้นโชคไม่ดี
มีความดันขึ้นก่อนเข้าห้องผ่าตัด หมอผ่าไม่ได้
ทั้งสองท่านมีความอยากกลับบ้านเหมือนกัน
ถึงขนาดจะปีนเตียงที่มีเหล็กกั้นลงมา
บางวันปีนลงมาได้ แต่ไปต่อไม่ได้
เพราะคุณพยาบาลมาเห็นซะก่อน
แล้วล็อกไว้กับเตียงไม่ให้ลงเตียงตามใจชอบ

[ความไม่กลัว]
ในชีวิตจริงพบคนที่ไม่กลัวมากมาย
หนุ่มคอแป๊ปที่กินเหล้า ไม่กลัวตับแข็ง
วัยรุ่นขับรถเร็ว ไม่กลัวอุบัติเหตุ
นักไต่เขาไปปีนเขา ไม่กลัวตกเขา
พนักงานอู้งาน ไม่กลัวซองขาว
นักเรียนไม่อ่านหนังสือ ไม่กลัวสอบตก
คนที่เป็นอัลไซเมอร์ก็ไม่กลัวอะไรเลย
ไม่กลัวเจ็บ ไม่สนความเสี่ยง ไม่จัดการความรู้
อยากพูดก็พูด อยากทำก็ทำ คิดไม่เป็นระบบ
ในระยะหลังฟังเรื่องเล่าจากเพื่อนผ่านหูมาเยอะ
ในภาพยนต์ก็เล่าเรื่องผู้ป่วยสมองเสื่อมหลายเรื่อง
กรณีแม่ผม
ยืนไม่ได้ เดินไม่ได้ แขนไม่มีแรง แต่อยากเดิน
โดยไม่กลัวว่าล้มไปจะเป็นอย่างไร
เตียงปกติระดับเข่า สูงเกิน ตกเตียงได้ เคยตกมาแล้ว
จนต้องเอาเตียงออกให้เหลือแต่ที่นอน สูงคืบเดียว
สรุป คือ คาดสายตาไม่ได้
เพราะคุณแม่มีความเสี่ยงสูง และไม่รู้จักกลัว
ถึงบอกว่าคนที่ไม่กลัว น่ากลัวนะ

กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2560

เดี๋ยวนี้มีเยอะถึงเกือบร้อยละ 10 ของผู้สูงอายุที่สมองเสื่อมปรากฏชัดเจน (๑.)



[ขอแบ่งปันประสบการณ์] 
เพราะเชื่อว่าหลายท่านอาจกำลังประสบปัญหาแบบผม
จากการค้นข้อมูล พบว่า
ปัจจุบันใครก็เป็นสมองเสื่อมได้
ยิ่งมีญาติเป็นก็ยิ่งมีโอกาส
จากสถิติพบคนที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
ป่วยโรคนี้มีมากถึงร้อยละ 5 - 8
และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ก็จะพบมากขึ้น
จึงสรุปได้ว่า เกือบร้อยละ 10 ที่เป็นสมองเสื่อม
หรือโรคอัลไซเมอร์ ในระยะที่ปรากฏชัดเจนจนสังเกตได้
แสดงว่า อีกเยอะที่อยู่ในระยะที่ไม่ปรากฏอาการ

[นิยาม]
โดย นพ. อิทธิพล ตะวันกาญจนโชติ  เขียนไว้ว่า
"ภาวะสมองเสื่อม
เป็นความถดถอยในการทำงานของสมอง
ซึ่งเกิดจากการสูญเสียเซลล์สมอง 
โดยเริ่มจากส่วนใดส่วนหนึ่ง
แล้วจึงลุกลามไป ยังสมองส่วนอื่น ๆ
https://www.bumrungrad.com/th/betterhealth/2556/better-brain-health/dementia-alzheimer

[ลักษณะของสมองเสื่อม]
1. สมองเสื่อมรักษาได้
ถ้าสาเหตุมาจากความดัน หรือเบาหวาน เป็นต้น
หากทานยาลดความดันเบาหวาน
แล้วลดได้ สมองเสื่อมก็จะทุเลา ตามสาเหตุนั้น ๆ
2. สมองเสื่อที่รักษาไม่ได้
มีทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับว่าความผิดปกติของสมอง
เกิดจากการก่อตัวอย่างผิดปกติของ
โปรตีนอะไมลอยด์ในเนื้อสมอง
ซึ่งในสมองคนสูงอายุทั่วไป สามารถพบโปรตีนดังกล่าวได้
แต่จะมีปริมาณไม่มากเท่ากับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

[อาการของคุณแม่ ในระยะเริ่มต้น]
ผมสังเกตเห็นอาการของคุณแม่มาหลายปีแล้ว
พอมั่นใจว่าน่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น
ก็พาไปให้คุณหมอฟันธง
แล้วรับยาตลอดมาไม่เคยขาด
แต่คุณแม่ไม่ได้ทานยาตามหมอสั่ง ขาดยา
เพราะผมก็ไม่ได้จัดยาให้คุณแม่ทานทุกมื้อ
เนื่องจากอยู่กันคนละบ้าน
อาการก็ทรง ๆ ส่วนใหญ่ก็ลืมนู่นนั่นนี่ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

[ได้พูดคุยกับเพื่อน]
มีโอกาสแบ่งปันปัญหาสุขภาพกับเพื่อน ๆ
ก็พบว่าหลายท่านมีผู้สูงอายุที่บ้าน
ก็ขึ้หลงขี้ลืม ผมขอเรียกว่า โรคอัลไซเมอร์ ในระยะที่ไม่ชัดเจน
ถ้าถามว่าแค่ไหนที่เรียกว่า "โรคอัลไซเมอร์"
สรุปว่า พาไปหาหมอเฉพาะทางครับ .. แน่นอนกว่า
ผมก็พาไปพบหมอกนกศรี ตรงข้ามวัดเชียงรายที่ลำปาง
ทราบมาว่าเป็นหมอคนเดียวที่ออกมาเปิดคลินิกด้านนี้
รักษาด้านนี้โดยเฉพาะ คนไข้เยอะมาก
รับยามาทานทุกเดือน ก็มีอาการทรงเรื่อยมา
แม้จะป่วย แต่อยู่ในระยะที่ดูแลตัวเองได้

[ดูแลตนเองได้ จนกระทั่ง] 
ถึงจุดเปลี่ยนของโรคอัลไซเมอร์อย่างชัดเจน
คือ แม่ล้มก้นกระแทก จนกระดูกข้อสะโพกหัก
ซึ่งเป็นโรคยอดนิยมของผู้สูงอายุอีกโรคหนึ่ง
พบข้อมูลนี้จากชาร์ทสถิติ ที่ติดอยู่หน้าห้อง
คุณแม่กลัวการผ่าตัด ตอนที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล
จนทำให้โรคอัลไซเมอร์ กำเริบรุนแรงขึ้นมา
ภาษาที่ผมเรียกคือ ช็อคกลัวผ่าตัด
มีอาการช็อคชัดเจน ทราบกันทั้งห้อง
หลังผ่าตัดได้ไม่กี่วัน แพทย์ก็ให้กับบ้าน
อาการจากแผลผ่าตัดดีวันดีคืน
หลังกลับบ้านได้ของแถมมาด้วย
คือ แผลกดทับมา 1 แผล
รักษากันเดือนกว่า ถึงจะหาย

http://www.si.mahidol.ac.th/th/department/radiology/diagRadiology/picture/know/xray/gen%20(2).jpg

[ไม่อาจวางใจ หลังผ่าตัด]
แม้แผลผ่าตัดหายดี กระดูกเหล็กเข้าที่ และใช้งานได้
แต่โรคอัลไซเมอร์รุนแรงขึ้นกว่าก่อนผ่าตัด
ไม่ได้หายไปตามแผล ยังหลงและลืมกว่าเดิม
เหมือนภาพอดีตซ้อนเข้ามา ทดแทนภาพปัจจุบัน
คิดว่าอยู่ในวัยทำงาน คิดว่าลางาน คิดว่าไม่ใช่บ้านตน
และ
มีปัญหาขาขวาข้างที่หัก เดิมใช้ได้ไม่ดี บ่นเจ็บมาตลอด
ทำให้เชื่อได้ว่า แม้แผลจะหาย
แต่ก็จะมีปัญหาในการเดิน
ที่สำคัญ ความไม่รู้ว่าตนเองเดินไม่ได้
แต่ดื้อพยายามเดินด้วยขาของตนเองของผู้สูงอายุ
อาจทำให้ล้มอีก หักอีก และเสี่ยงต่อการติดเตียงในที่สุด

[สรุปว่า]
ตอนนี้คุณแม่ยืนได้ไม่มั่นคง
ลุกยืนเองยังไม่ได้ แขนไม่มีแรง
ขณะมีสติที่จะเดินในแต่ละก้าว ก็ต้องควบคุมใกล้ชิด
หากสติอยู่ไม่ครบ ความสามารถจะถดถอย
เช่น ช่วงตื่นนอน ก่อนนอน หรือกลางดึก
ปัจจุบันจึงต้องพาเดิน พานอน พาเข้าห้องน้ำ
และป้อนข้าวในบางมื้อ .. เหมือนเด็กเลย

กลุ่มในเฟสบุ๊ค แบบสาธารณะ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ
https://www.facebook.com/groups/olderperson/