วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

เพื่อนบ้านยังเยาว์ (๖๗.)

ผมกับคุณพ่อ อ่าวมะนาว ประจวบ ก่อนท่านเสียปีเศษ


[ข่าวการจากลา]
วันนี้ (2 มี.ค.61) ได้ข่าวว่าป้าเพื่อนบ้าน
เป็นเพื่อนสนิทของคุณแม่ท่านเสีย รู้สึกเศร้าเสียใจ
ระยะหลัง คนที่เรารู้จักค่อย ๆ จากไปทีละคน
คงเพราะอายุมากขึ้น คนรอบตัวก็อายุมากตาม
เพื่อนร่วมรุ่น ที่เพื่อนเคยนับก็จากไป 7 คนแล้ว (10%)
ตัวผมเองก็ไม่สมบูรณ์แข็งแรงเหมือนก่อน
โดยเฉพาะสมอง น่าจะเสื่อมเหมือนคุณแม่
คุณพ่อจากไปเกือบ 20 ปี คุณยาย คุณย่า และอีกหลายท่าน
โรคสำคัญคือมะเร็ง และสมอง ผมจึงมีความเสี่ยงทั้งคู่
เมื่อใดได้ข่าวว่าคนที่เรารู้จัก จากไป
ก็เป็นอันต้องเศร้า อีกไม่กี่ปีก็คงเป็นเรา หนีไม่พ้นหรอก
แต่ผมกลับคิดว่า เมื่อใดที่เราจากไป เมื่อนั้นเราก็เลิกเศร้า
ดังคำพระที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แม้ได้ยินมาบ่อย แต่ก็ไม่ชิน และทำใจยอมรับได้ยาก

[ภาพคุณพ่อ]
คุณพ่อเป็นนักถ่ายภาพ ท่านเก็บภาพไว้มากมาย
ภาพที่ผมใช้ประกอบบทความนี้
เป็นช่วงที่ครอบครัวไปช่วยกันขนของกลับจากกรุงเทพ
และแวะไปเที่ยวอ่าวมะนาว ที่ ประจวบ
ไปช่วง 3 - 6 มิ.ย.2538 ท่านเขียนไว้ที่อัลบั้ม
อีกไม่นานจากนั้น คุณพ่อของผมก็ล้มป่วย
คิดถึงท่าน
ไม่มีท่าน ก็ไม่มีผม
ไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีผม
ไม่มีคุณย่า ก็ไม่มีผมในวันนี้

[คุณป้าเพื่อนบ้าน]
วันนี้ มีเพื่อนบ้านมาบอกข่าวเศร้า
ว่าป้าเพื่อนบ้านที่เคยมีบ้านอยู่ตรงข้ามกัน จากไปแล้ว
ทำให้นึกถึงเรื่องราวในอดีต ครั้งที่ผมยังเยาว์
ท่านเป็นเพื่อนบ้านที่มีความทรงจำน่าประทับใจหลายเรื่อง
ครั้งที่ผมยังเยาว์วัยนั้น บ้านเราอยู่ตรงข้ามกัน
สำหรับผมแล้ว บ้านของท่านสนิทกับบ้านของผมที่สุดก็ว่าได้
บ้านเราอยู่ตรงข้ามกัน ประตูชนกัน
บ้านท่านเป็นร้านทำผม คุณแม่จะไปทำผมประจำ
บางวันไปทำผม ผมก็ไปด้วย ไปทานข้าวทานน้ำก็บ่อย
บ้านท่านมีลูกชาย 3 คน ตอนเล็ก ผมก็ไปเล่นด้วยประจำ
คุณแม่ กับป้าเพื่อนบ้าน เป็นเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกัน
จำได้ว่า บ้านป้ามีโต๊ะปิงปอง วัยรุ่นระแวกนั้น
มาตีปิงปองประจำ ผมก็ยังเด็ก ยืนติดโต๊ะ
จนคุณแม่ คุณยายมาตามกลับบ้านบ่อย
บางวันผมติดโต๊ะจนดึก กลับดึก ถูกคุณแม่ตีก็มี
คุณแม่จะไปคุยด้วยเสมอ
เพราะป้าเพื่อนบ้านจะเข้าสังคมเก่ง ร่วมทุกกิจกรรมในหมู่บ้าน
แต่คุณแม่ผมจะไม่เข้าสังคมเลย มีอะไรก็ให้คุณยายออกบ้าน
เหมือนผมหละ เก็บตัวอยู่บ้าน ยุคหลังเริ่มเป็นสังคมเมืองแล้ว
ดังนั้น คุณแม่ก็จะมีเพื่อนน้อย ถึงน้อยมากในหมู่บ้าน
ระยะหลังท่านย้ายบ้าน
ส่วนผมก็ระหก ไปตามที่เรียน ที่ทำงาน
สุดท้ายผมก็ย้ายตามครอบครัว
จะกระทั่งคุณแม่ล้ม จึงได้ลางานอยู่ดูแลท่าน

[มาเยี่ยม]
ป้าเพื่อนบ้าน มาเยี่ยมคุณแม่บ่อย (บ่อยที่สุด)
ท่านทำหน้าที่เก็บค่าสมาชิกสงเคราะห์ทุกเดือน
มาทีไรคุณแม่ก็จะร้องไห้ คุยกับท่านอย่างเปิดใจ
เพราะคุยด้วยแล้วคิดถึงอดีต เล่าเรื่องเจ็บป่วยสู่กันฟัง
ในโลกนี้จะมีสักกี่คน ที่เราคุยด้วยแล้วปล่อยโฮได้
สำหรับตัวผมเอง ก็ยังนึกไม่ออกว่ามีไหม
แต่สำหรับคุณแม่แล้ว ป้าท่านนี้ คือ เพื่อนสนิท
เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริง ๆ ที่ได้ทราบข่าวเศร้า
เพราะท่านแข็งแรงมาก
ไม่เคยเข้าโรงพยาบาล หรือเจ็บป่วยแบบคุณแม่
ดูจากสุขภาพภายนอก ท่านน่าจะอยู่อีกหลายสิบปี
แต่ทราบมาว่า ท่านล้มในห้องน้ำ 2 ครั้ง
เรื่องของสุขภาพ เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลย
ท่านเคยบ่นว่า ไม่อยากล้มหมอนนอนเสื่อ
เพราะไม่อยากเจ็บป่วยนาน หากต้องจากไป
สุดท้ายนี้ ขอให้ท่านหลับสู่สุขคติด้วยเทอญ

วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

อาเจียนพุ่ง นอนกลัวไปเอง กลัวไปไกลถึงโลกหน้าเลย (๖๖.)

นอนหมดเรี่ยวแรงทีไร
ใจเผลอ
คิดถึงโลกหน้าทุกที


คำเตือน 
บันทึกนี้ ควรเปิดอ่านหลังทานข้าวเรียบร้อยแล้ว
เพราะจำกัดเวลาที่เหมาะสมในการอ่าน
เดี๋ยวจะว่าผมไม่แจ้งล่วงหน้า
และที่ผ่านมาเล่าเรื่องแม่เยอะ วันนี้ขอเล่าเรื่องตัวเองบ้าง

[หายใจไม่ทั่วท้อง]
ผมสนใจเรื่องจิต ทำใจให้สงบ
วันนี้จะบ่ายโมง หลังดื่มกาแฟม๊อคค่า
ร่างกายดูสงบผิดปกติ
จากนั่งอยู่ ก็ต้องนอน หายใจก็ไม่ทั่วท้อง
รู้สึกอัดอัด สมองก็เบรอเหมือนตอนเป็นลม
สมัยบริจาคเลือดที่เชียงใหม่ ตนนั้นก็เกือบวูบไป
นอนอยู่ ก็มองคุณแม่ไปด้วย
ผมก็บ่นว่าตนเองไม่ค่อยสบาย ขยับไม่ค่อยสะดวก
ก็จำไม่ได้นะครับ ว่าท่านตอบว่าไง
คงจะให้หายากินนั่นหละ
จากนั้นผมก็นอนสงบจิต ทำจิตให้สงบ
นึกถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
คิดไป คิดมา ฟุ้งในหัว มโนไกลไปโลกหน้าเลย

[อาเจียนพุ่ง]
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ด้วยวัยใกล้เลขห้า
ที่อาเจียนพุ่ง (ในอดีต ห้ามพุ่งทันทุกครั้ง)
นอนมึนหัวอยู่ แล้วรู้สึกอยากเรอ
รู้ว่าเรอไปนี่เป็นเรอเปรี้ยวแน่นอน
พอลุกขึ้นนั่งบนพื้นกระเบื้องในตัวบ้าน
ก็ออกมาจากในกระเพาะ
แบบตอนเปิดก็อกน้ำเลย ไม่ได้อออยู่ที่คอนะครับ
พุ่งแรก ไม่ทันครับ เรียกว่าไม่ได้อะไรเลย
พุ่งที่สอง เริ่มตั้งสติได้
พุ่งที่สาม ใช้สองมือรับไว้ได้ทัน
จากนั้นก็ลุกวิ่งเข้าห้องน้ำ
อยู่ห้องน้ำ สบายใจครับ ปล่อยพุ่งลงอ่างล้างหน้า
จำได้ว่าอีก 3 - 5 พุ่ง
เป็นแกงแค เมื่อเช้า ผักเพียบ ทานเยอะด้วย
ตอนออกมา รู้เลยว่า ไม่ได้ย่อยอะไรเลย
หลังอาเจียนพุ่ง ก็ไปนั่งห้องน้ำ
ก็ท้องเสียครับ เสียจริงจัง แบบอาหารเป็นพิษ
ที่รู้เพราะหาอ่านในเน็ตครับ
เช้า 6.00 น. ตอนนี้ก็ 13.00 น. แล้ว
มากันเป็นใบ ๆ ทุกพุ่ง
หลังจากการตนเอง ทำความสะอาดหมดจด
ก็มานอนด้วยความสบายใจ ว่าหายล่ะ
นอนถึง 15.00 น.
มาแล้ว อาการเดิม พร้อมพุ่ง
ผมก็ไม่ได้ลองปล่อยเรอเปรี้ยวอีก รู้ล่ะ
วิ่งเข้าห้องน้ำ เหมือนรอบแรกครับ
อาเจียนเสร็จ ก็ท้องเสีย

[ดีขึ้น]
หลังจากอาเจียนรอบสอง อาการต่าง ๆ ดีขึ้น
ดื่มน้ำเยอะ ๆ ตั้งแต่รอบแรก ร่างกายสดชื่น
สมองไม่ซึมเหมือนตอนเที่ยง
หายใจทั่วท้อง เหมือนปกติ
ความรู้สึกหมดอาลัย หายไป กลับมามีกำลังวังชา
ปั่นจักรยานไปคุยกับเพื่อนบ้านได้ มีธุระครับ
เค้าก็ว่าเคยเป็นไวรัสลงกระเพาะ ติดเชื้อ อันตราย
ครั้งนั้นเป็นกันทั้งบ้าน เป็นหลายวัน
และอาการที่เค้าเป็น คือ ถ่ายหนักกัน จนห่วงเรื่องน้ำ
ผมก็ปั่นจักรยานไปหาน้าที่ปากซอย น้าก็บอกอันตราย
ไปซื้อน้ำเกลือแร่มา 2 ขวด
น้าให้ยาฆ่าแบคทีเรีย มา 1 เม็ด เพราะเหลือแค่นั้น
ผมก็จัดไปทั้ง 2 ขวด และอีก 1 เม็ด
ตอนนี้ก็ได้ยาธาตุน้ำขาวไปอีกช้อนหนึ่ง
สำรวจแล้ว น่าจะดีขึ้น เป็นลำดับ
พรุ่งนี้เช้า คงกินยาซ้ำอีกสักเม็ด
เพราะน้าบอกว่า 7-11 ก็มีขาย

พี่เส เรียกเจ้านี่ว่า ม๊อคค่า
กาแฟดำใส่โกโก้
ผมก็จัดบ่อยเลย


[จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว]
ผมกับแฟน จะคล้ายกัน
คือ จิตป่วย จะพากายป่วยไปด้วย
แยกไม่ออกว่า ไหนจิต ไหนกาย
เย็นวาน ผมเห็นเด็ก ๆ จะทานข้าวเย็น
ปีที่ผ่านมาทานกันได้ 2 - 3 มื้อ
แต่วันนี้ต้องไปทานงานเลี้ยง
ปกติแล้ว ผมไม่ทานข้าวเย็น
ยกเว้นว่า แฟนบอกว่าต้องทาน (ต่อหน้า)
เย็นวาน ผมเห็นทานข้าวกัน
ก็อยากทานจับใจ ท้องเริ่มปล่อยน้ำย่อย
แต่ก็ไม่ทาน
พอไปถึงงานเลี้ยง ก็ไม่ได้ทานอะไร
เลือกดื่มแต่น้ำหวาน ชิม 2 แบบ
ตีกันรึเปล่าก็ไม่รู้
หลังกลับมาบ้าน ก็รู้สึกท้องร้อง ไม่ดีไม่ดี
แต่ก็ไม่มีอาการอะไร หลับไปจนถึงเช้า
เช้ามา ก็กินแกงแค
แต่เช้านี้ทานมากกว่าปกติ มีกับข้าวเหลือเยอะ
มีทั้งแกงแค รสแซบ ถ้วยใหญ่พึ่งทำใหม่
ไก่ทอดค้างคืน ตำมะเขือค้างคืน
ของอร่อยที่ผมเห็นเมื่อวานนั่นหละ
ลูก ๆ บอกว่าไม่กิน จะกินไข่ดาว กับไข่เจียว

นั่น คือ มือสุดท้าย ก่อนอาเจียนพุ่ง
เพราะทานข้าวมือเดียว ถึงเรียกว่ามื้อสุดท้าย
ช่วงบ่ายเด็ก ๆ กลับบ้านในเวียง
ใจผมก็แป้วอีก คิดถึงมาก

"จิตป่วย พากายป่วยไปด้วย รึเปล่านะ"

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

พื้นเปียกลื่น กับผู้ป่วยเตียงสอง (๖๕.)

ทำบุญแล้วเป็นสุข
ชีวิตเรา สุขบ้าง ทุกข์บ้าง คละกันไป


[ปรับตัว อยู่กับความทุกข์]
ครั้งนี้ เล่าถึงทุกข์ที่ดูแลผู้ป่วย
คือ คุณแม่ของผมเอง
ในชีวิตจริงแล้ว การดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่ความสุข
ที่บันทึกไว้ เพราะเป็นความทรงจำ
คนเราจะสุข จะทุกข์ ก็ต้องจดจำ
จะเลือกจำแต่สุขอย่างเดียว ก็คงเลือกไม่ได้
จำแล้วก็ต้องเรียนรู้ นี่คือเหตุผลที่จดบันทึก
การจดก็เหมือนการระบาย คลายทุกข์ไปด้วย
ที่สำคัญผมต้องปรับตัว อยู่กับความทุกข์ให้ได้
แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า ผมยังโชคดี
ที่คุณแม่ยังไม่ติดเตียง ยังไม่ใส่ท่อ ไม่หนักกว่าเดิม
ณ ตอนนี้นะครับ อนาคตก็ยังไม่รู้
มีผู้ป่วยอีกมากมายเหลือเกิน ที่นอนเตียงหนึ่ง
ที่หนักกว่าคุณแม่ของผม
ผมถึงเล่าถึงผู้ป่วยเตียงหนึ่ง
ที่ไปเห็นมา และไม่อยากให้คุณแม่เป็น
ในอนาคตของผม หรือของผู้อ่านทุกคน
มีโอกาสเป็นเตียงหนึ่ง หรือเตียงสองได้
เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน
ก็แล้วแต่บุญกรรมที่ทำกันมา
ให้ตระหนัก ให้เรียนรู้ ให้ป้องกัน ให้เป็นข้อมูล ให้ทำใจ
เพราะนี่คือชะตากรรมที่ผมเผชิญอยู่จริง
และหวังว่าจะไม่ทุกข์ไปกว่าเดิม

[ไม่ได้เล่ามาเกือบสองเดือน]
อัพเดท อาการคุณแม่ครับ
สรุปภาพรวม คือ ดีขึ้น
ไม่เป็นผู้ป่วยติดเตียงแบบที่กลัวในตอนแรก
ที่ผ่านมาไปโรงพยาบาลเฉลี่ยเดือนละครั้ง
ล่าสุด
ตรวจ CT-Scan ปอด ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใหม่
ตามที่คุณหมอสงสัย จากการเห็นในฟิล์ม x-ray
ที่พบ คือ รอยปอดอักเสบที่เคยเป็นเมื่อ 2 ปีก่อน
ไปตรวจรอบใหม่ ก็ไม่พบอาการที่น่าสงสัย
ไม่ขยาย ไม่มีไข้ ไม่ไอเรื้อรัง
อาการเจ็บร่างกายจุดต่าง ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ
เดินโยกเยก จนล้มก็ยังมีเหมือนเดิม
เมื่อเช้าก็เซล้ม แต่ไม่เป็นไรมาก บ่นนิดหน่อย
เพราะมือท่านเหนียวจับฉวยได้แน่น
คงกังวลเรื่องพื้นเปียกลื่น ตอนนั่งหน้าทีวี
ท่านห่วงเรื่องพื้นเปียก กลัวลื่น

[ผู้ป่วยเตียงสอง]
คุณแม่มีอาการอัลไซเมอร์
ยกระดับจากเดิมมาได้ปีเศษแล้ว
คือ จำเรื่องเก่าบ้าง และมีเหตุผลตามที่เชื่อ
ความจำจะมา และหายไป เร็วบ้าง ช้าบ้าง
อารมณ์ และการพูดก็จะขึ้นลงต่างในแต่ละวัน
นึกถึง การไปห้องพิเศษ ตอนไปนอนโรงพยาบาล
ต้องเป็นผู้ป่วยที่ดูแลตนเองได้
หรือ มีผู้ดูแลที่เชื่อได้ว่าจะดูแลผู้ป่วยได้
คุณแม่นอนโรงพยาบาล 2 ครั้ง ช่วง 1 ปีนี้
ผมไปเฝ้าแล้ว ได้เห็นผู้ป่วยเตียงหนึ่ง
เห็นทีไรก็ไม่สบายใจ สงสาร
เพราะผู้ป่วยเตียง 1 จะมีสัญญาณชีพต่ำกว่า
หรือเข้าเกณฑ์ต้องดูแลเป็นพิเศษใกล้ชิด
คุณแม่เคยอยู่เตียง 2 ที่โรงพยาบาลศูนย์
และต้องมัด ป้องกันท่านลงเตียงเอง
คุณแม่ก็มีปัญหาตอนนอนโรงพยาบาลทุกครั้ง
เรื่องการรู้เจ็บ รู้สถานที่น้อย รู้ตัวเองน้อย
ไม่ยอมใส่แพมเพิส และจะลงเตียงกลับบ้านเอง
การนอนโรงพยาบาล จึงเป็นปัญหาใหญ่
ช่วงนี้ความจำมีปัญหาบ้าง
คลายล็อกวีลแชร์ไม่ได้
หาแปรงสีฟันไม่พบ
หาเสื้อนอนในตู้ไม่พบ ไม่รู้ว่ามีอยู่
จะกลับบ้านเก่า 50 ปีก่อน ก็มีแต่น้อยลง
นอนร้องไห้เอง เพราะคิดเรื่องเจ็บป่วย
เบื่ออาหารก็มีเป็นบางวัน คือ ไม่กินข้าวเลย
สามารถทานขนมที่ชอบได้
เวลามีคนคุยด้วย ท่านเหมือนคนปกติ
คุณแม่จะโต้ตอบได้ปกติ เหมือนไม่ป่วย
เรียกว่า ถามมา ตอบไป ได้สบายมาก
ถูกบ้างผิดบ้าง ก็ตามเนื้อหา

[พื้นเปียกลื่น]
พักหลังพื้นเปียกลื่นบ่อย
คุณแม่จะคุมปัสสาวะไม่ค่อยได้ บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ท่านจะไม่ปล่อยในที่นอน
มีบ้าง ก็จะซักผ้าปู ผ้าห่ม 2 สัปดาห์ครั้ง
แต่ที่เปียกลื่นเป็นประจำ
คือ ตีนเตียงถึงหน้าห้องน้ำระยะ 2 เมตร
เป็นพื้นกระเบื้อง
หนึ่งเดือนหลังมานี้ เปียกทุกวัน
ใช้เวลาจัดการตอนพาท่านไปทานข้าว
ท่านทานเองได้ ส่วนผมก็มาเช็ดที่เปียก
ระยะหลังใช้ผ้า 2 ผืน
ผ้าเช็ดเท้าที่เปียก นำมาซักและบิดน้ำแรกออก
เพราะเหม็นมากจากการหมักปัสสาวะ
ซักผ้าเปียกรอบสอง และรอบสามผสมน้ำยาถูพื้น
นำผ้าที่ซักแล้ว 2 ผืน ไปถูพื้นที่เปียกปัสสาวะ
เช็ดคราบเปียกรอบแรกออก ทุกรอบใช้ 2 ผืน
นำมาซัก แต่ละครั้งซักผ้า 2 รอบ
วันไหนที่เปียกเยอะ กินบริเวณกว้าง เห็นรอยชัด
ก็จะถู 3 รอบด้วยผ้า 2 ผืน คิดเป็นการถู 6 รอบ
เท่ากับซักผ้าทั้งหมด 12 ครั้งเป็นอย่างน้อย
บางครั้งก็ซักผ้ามากกว่า 2 รอบ
หากกลิ่นคาวไม่หมดก็เอาไปถูไม่ได้
ระหว่างจัดการเรื่องผ้า
ก็จะจัดการเรื่องล้างห้องน้ำไปด้วย
เพราะห้องน้ำจะเหม็นปัสสาวะในตอนเช้า
เนื่องจาก หลังคุณแม่ปล่อยในห้องนอนแล้ว
ก็จะมาปล่อยหยดในห้องน้ำทุกครั้ง
มากบ้างน้อยบ้าง ต่างกันไป
บางวัน 
คุณแม่ก็ปล่อยหน้าทีวี หรือในห้องครัว
ผมก็ต้องจัดการให้เรียบร้อยทันที
ใช้เวลาเหมือนในห้องนอน
แต่กลิ่นน้อยกว่าเยอะ เพราะทิ้งไว้ไม่นาน
ที่เล่าไปนี่ ผมเริ่มชินแล้วครับ
เพราะทำทุกวันมาหลายเดือน

[สรุปอีกครั้ง]
ในชีวิตจริงแล้ว การดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่ความสุข
ที่บันทึกไว้ เพราะเป็นความทรงจำ
คนเราจะสุข จะทุกข์ ก็ต้องจดจำ
จะเลือกจำแต่สุขอย่างเดียว ก็คงเลือกไม่ได้
จำแล้วก็ต้องเรียนรู้ นี่คือเหตุผลที่จดบันทึก
การจดก็เหมือนการระบาย คลายทุกข์ไปด้วย
ที่สำคัญผมต้องปรับตัว อยู่กับความทุกข์ให้ได้

วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ผักทอดยอด กับข้าวหลาม - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #9 (๖๔.)

ผักบุ้งทอดยอดกันอยู่ในสวนหลังบ้าน


[ผักทอดยอด]
น้าชาย ที่บ้านห่างออกไปราว 200 เมตร
มาเก็บผักบุ้งในสวน หลังบ้าน
เดี๋ยวนี้ในสวนมีผักบุ้งขึ้นประปราย เก็บพอมื้อพอคาบ
ก็คงไปผัดผักบุ้ง
นาน ๆ ก็จะมีแกงส้มผักบุ้งสักที
ก่อนกลับ ก็แวะมาชวนคุณแม่คุย
เล่าว่าไปเก็บผักบุ้งในสวนมา
ตั้งแต่วันนั้น คุณแม่ก็ถามเรื่องผักบุ้งที่สระน้ำ
แต่ปัจจุบันไม่มีสระน้ำแล้ว
วันหนึ่ง คุณแม่ก็แข็งขืน จะไปดูสระน้ำหลังบ้านให้ได้
พอไปดู ก็ไม่มีอยู่จริง ๆ ซื้อดินมาถมสระนานแล้ว

[สระน้ำ]
ที่บ้านเคยมีสระน้ำ เป็นบ่อเลี้ยงปลาดุก
หรือปลาอื่น ๆ ตามชอบใจ ในแต่ละช่วงเวลา
นั่นก็นานกว่า 20 ปีแล้ว
สมัยนั้น คุณยายอยู่ดูแลสระ ตั้งแต่ผมยังเรียนไม่จบเลย
ที่สระน้ำ จะเลี้ยงปลาไว้เยอะ ผักบุ้งขึ้นเพียบเลย
ขนาดบ่อ กว้างยาวประมาณ 15 เมตร ลึกประมาณ 2 เมตร
ตอนที่ปล่อยให้บ่อแห้ง ก็เห็นว่าตื้นเขินลงไปมาก
ไม่ลึกเหมือนที่นึกไว้ตอนเด็ก
วันที่ลงสระเพื่อจับปลา ก็มีปลาไม่มาก
ใครลงไปก็จะตัวดำ เปื้อนโคลนมอมแมม
ผมไม่ลงไปหรอก มองจากเรือนชานลงมา
เพราะสระอยู่ติดบ้าน
เอาใจช่วยผู้ใหญ่ที่เค้าลงไปในสระ
แล้วเค้าก็ห้ามผมลงด้วย สงสัยกลัวอันตราย

[ข้าวหลาม]
ข้างสระน้ำ จะมีกอไผ่ขนาดใหญ่มาก
ใหญ่จน ไม่ชอบเดินผ่าน
เพราะกลัวงู กลัวอะไรในกอไผ่ออกมา กลับใบไผ่ที่คม
ข้างต้นไผ่ ก็จะมีต้นงิ้ว เป็นตะปุ่มตะป่ำ น่ากลัวพอกัน
วันนี้น้าเปี้ยก เอาข้าวหลามมาฝาก
เห็นข้าวหลามแล้ว ก็นึกถึงบรรยากาศหน้าหนาวสมัยตะก่อน
น้าชาย ตานวล กับ ตาส่งที่มาจากวังกะพี้
เคยเอางูสิงมายำกินกัน จับในนา ใส่กระสอบมาด้วย
ผมกลัวงูนะ
แต่พอเป็นยำงูสิงใส่ปลีกล้วยเยอะ ๆ ก็ชอบ
ข้าวเหนียวจิ้มไป ได้งูมาบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้
แต่แซบ เพราะผมชอบรสชาติของยำอยู่แล้ว
ส่วนคุณแม่ท่านก็ทำตัวเป็นคุณนาย
อาหารแบบนี้คุณแม่ไม่ชอบ 555
กลับมาเรื่องข้าวหลามต่อครับ
เราจะตัดต้นไผ่ มาทำเป็นข้าวหลาม ผิงไฟ
แกะกินกันอย่างสนุกสนานในเทศกาลปีใหม่
ยายปันเป็นพี่คนโต น้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ มาล้อมวงกัน
ไม่กี่วันก่อนคุณแม่เคยบอกว่า ชอบกินข้าวหลามส่วนต้น
ที่ปากบ้อง เพราะกะทิ กับใส่เยอะ
ส่วนกลาง กับส่วนปลาย ให้ผม กับน้ากิน
คุณแม่ท่านดูจริงใจมากเลยนะ ผมแอบคิดในใจ

ยาวโซวะ ยาวโซ้ง

ดอกผักบุ้ง กำลังเบ่งบาน


วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สัตว์เลี้ยงแสนรัก - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #8 (๖๓.)

เจ้าหลง มาเที่ยวบ้านผึ้งตอนเด็ก


[นกขุนทอง]
คุณแม่ไม่ค่อยชอบเลี้ยงสัตว์
ในอดีต ที่บ้านเคยเลี้ยงนะ ที่จำได้ก็มี นกขุนทอง นกเขา
แต่ก็เป็นสัตว์ที่คุณแม่ไม่ได้ซื้อหามาเอง
คุณน้าซื้อมา หรือญาตินำเข้ามา อะไรทำนองนั้น
นกขุนทอง นี่เค้าพูดได้จริง ๆ นะ
พูดตามที่เราพูด เช่น สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ อะไรทำนองนี้
เมื่อเวลาผ่านไป นกเหล่านั้นก็ตายไป ตามอายุขัย
ตอนนั้นมีหลานน้อย ลูกคนแรกของน้าปุ๊
มาอยู่บ้านผึ้ง พักหนึ่ง
ชื่อ ขวัญตา ที่บ้านก็คลึกคลื้นกันใหญ่
ตอนนั้นน้องเค้าเล็กมาก พอโตขึ้นมาอีกหน่อย
น้าม็อกก็แยกออกไปช่วยเลี้ยงที่บ้านในเมือง
จำได้ว่าช่วงนั้นก็เลี้ยงนกหลายชนิด
คำที่นกขุนทองพูดได้ คำหนึ่งคือ ขวัญตา
ยังจำได้ติดหูอยู่เลย

[ไอ้แดง]
เคยเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง
สมัยที่ผมยังเด็กมาก น่าจะเรียนอยู่ชั้นประถม
ที่จำได้ เพราะคุณยายปันตื่นมาแต่เช้า
หุงข้าวด้วยฟืน ด้วยเตาถ่าน
ในสวนมีต้นไม้เยอะ ตัดไม้มาทำฟืนบ่อยเลย
หุงข้าวก็เป็นแบบสะเด็ดน้ำ
เหมือนข้าวต้ม แต่ใช้ไม้ขัดฝาหม้อไว้
พอได้ที่ เม็ดพอง ก็รินน้ำออก
จากนั้นก็อังไฟต่ออีกสักพัก
น้ำข้าวนี่หละของดี เค้าว่าเป็นสุดยอดอาหาร
ทิ้งไปก็เสียดาย
คุณยาย จึงเอาน้ำข้าวไปให้สุนัข
สรุปว่า น้ำข้าวคืออาหารหลักของไอ้แดง
ผมเองได้รับหน้าที่เกี๋ยข้าวหมา (หมา = สุนัข)
ก็เป็นงานที่ไม่ชอบครับ เพราะสุนัขสมัยนั้นไม่ได้อาบน้ำปะแป้ง
ตัวสกปรกมอมแมม
เหม็นจากการไปคลุกดิน ท่องเที่ยวนอกบ้านเป็นประจำ
ได้เวลาอาหารนั่นหละ ก็จะกลับมา
ส่อยหางดิ๊ก ๆ ล้อมหน้าล้อมหลังผม ผู้ทำหน้าที่เกี๋ยข้าวหมา
น้ำข้าวอย่างเดียวไม่พอ อาหารเหลือกิน ที่ไม่เผ็ด
ก็จะคัดไปให้หมากิน กินแบบคนเรานี่หละ กระดูกงี้ของโปรด
แต่ละมื้อก็เต็มถ้วยเต็มชาม ไม่ค่อยน่าทานนะ
แต่สุนัขเลียชามมันแพลบ หมดถึงหยดสุดท้าย

[อาลัยสุดใจ]
ตอนที่ไอ้แดง แข็งตาย
เค้าว่ามันป่วยตายอยู่หน้าบ้าน
ลากศพมันไปฝังไว้ข้างห้องนอนของผมที่หน้าบ้าน
จำได้ว่า ผมก็ร้องไห้ เสียใจกับการจากไป คิดถึงด้วย
ตั้งแต่ไอ้แดงตายไป ไม่เคยเลี้ยงสุนัขที่บ้านผึ้งอีกเลย
และคุณน้าทุกคน ก็ไม่มีใครเลี้ยงสุนัข
ประหนึ่งว่าทุกคน เห็นปัญหา
คือ ไม่อยากเป็นภาระดูแล และไม่อยากเสียใจ
แต่ครอบครัวผมที่บ้านกล้วยไม้
กลับเลี้ยงสุนัขที่หลงมา ถูกทิ้งไว้ในตลาดตัวหนึ่ง
คงเพราะ ภรรยา กับลูก ๆ
ไม่มีประสบการณ์ที่ต้องเสียสุนัขแสนรัก
คุณแม่ ท่านเห็นเจ้าหลงก็คงจะไม่ชอบใจ
เพราะโตวันโตคืน เห่าเก่งด้วย
หลัง ๆ ท่านเอาเจ้าหลงไปฉีดยาวัคซีนประจำปี
มีสมุดพกประจำตัว ทำต่อเนื่องประมาณ 3 ปี
ก่อนท่านจะความจำเสื่อม
แล้วผมก็จัดการเรื่องฉีดยาหลง
คือ โทรตามหมอหมาเอง ผมไม่ฉีดเองหลอก
เพราะไม่เชี่ยว และหลงเองก็ไม่เชื่องซะด้วย
และแล้ว มิถุนายน 60 เจ้าหลงก็โดนรถชนตาย
ใส่ทะลัก นอนตายข้างถนน หลังเลิกเลี้ยงในกรงได้ครึ่งปี
หลงมีอายุประมาณ 6 ปีแล้ว โตมากแล้ว
ผมก็ฝังมันไว้ข้างทาง จุดที่ถูกรถชนตายนั้นหละ
การจากไปของหลง ผมไม่ได้เล่าให้คุณแม่ฟัง
เพราะช่วงที่หลงตาย
คุณแม่ลืมหมดแล้ว ทั้งลูก ทั้งหลาน และเจ้าหลง
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ท่านจำหลงได้
จำสุนัขแถวบ้านผึ้งที่เพื่อนบ้านมาเล่าให้ฟังว่าดุ
และ เล่าเชิงเปรียบเทียบ แสดงความเป็นห่วยบ่อย ๆ
ตอนนี้ท่านไม่พูดถึงเลย กับสุนัขที่ชื่อหลง
เพราะลืมแล้ว

ตรุษจีน เมื่อหลายปีก่อน



ภาพเจ้าหลง
https://www.facebook.com/gthaiall/media_set?set=a.524003444300948.122638.100000738912455

วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สวนดอกไม้ของแม่ - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #7 (๖๒.)

ถ่ายภาพกับคุณน้า เรือนชานที่บ้าน ตอนนี้โตล่ะ  


[คุณแม่เหมือนต้นไม้]
ตัวผมก็เหมือนต้นไม้ที่คุณแม่ปลูก
ตอนนี้ต้นก็โต ดอกก็บาน จนใกล้ร่วงแล้ว
มีเมล็ด มีเกษร โบยบินไปออกต้นใหม่แล้ว
ดอกในต้นแอบร่วงไปแล้วหลายดอก หลายกลีบแล้ว
ส่วนคุณแม่ก็เหมือนต้นไม้เช่นกัน
ดูเหมือนกลีบดอกร่วงไปหลายดอก หลายกลีบแล้ว เยอะด้วย
เหมือนต้นซากุระที่ญี่ปุ่น ร่วง 5 เซนติเมตรต่อวินาที
เมื่อมองย้อนกลับไป
ในช่วงที่ผมยังเป็นต้นไม้ต้นเล็กของคุณแม่
ในช่วงลูกผีลูกคน จะรอดแหล่ มิรอดแหล่ เพราะเจ็บป่วยประจำ
ตอนนั้นผมก็เห็นคุณแม่ปลูกต้นไม้
มีแปลงดอกกุหลาบที่หน้าบ้าน ยังติดตาผมอยู่เลย

ชวนคุณแม่ถ่ายภาพกับดอกไม้ที่ร้านอาหาร

[แปลงดอกกุหลาบ]
ในสวนหลังบ้านจะมีไม้ผล
แต่หน้าบ้านจะมีแปลงดอกกุหลาบ
คุณแม่ปลูกไว้หลายแปลง
เหมือนปลูกประชัน กับสวนกุหลาบใหญ่ที่อยู่บ้านตรงข้าม
บ้านนั้นมีตัง เค้ามีสวนดอกกุหลาบ สวนสัตว์ และอีกมากมาย
ทุกเช้าตอนตี 5
จะเห็นคุณยายท่านหนึ่ง เดินออกมาจากซอยนั้น
หิ้วคุหิ้วของใส่ดอกกุหลาบจนเต็ม ไปขายในตัวเมือง
มีรถสี่ล้อเจ้าประจำมารับ
แล้วเดินทางไกลออกไปถึง 16 กิโลเมตร
เพราะทุกเช้าจะตัดดอกกุหลาบจากในสวน
ที่อยู่ตรงข้ามบ้านเรา มีรั้วรอบขอบชิดเป็นสังกะสีสูงท่วมหัวผม
ออกไปขายทุกวัน ในฤดูที่ดอกเบ่งบาน
ชักเล่าไปไกลล่ะ
กลับมาเล่าเรื่องที่บ้านของคุณแม่ดีกว่า
ที่บ้าน จะมีแปลงกุหลาบประมาณ 4 แถว ราว ๆ นั้น
แต่ละแปลงก็มีต้นกุหลาบอยู่หลายต้น
ปลูกกันเป็นงานอดิเรก เอางาม ไม่ได้ปลูกแบบมืออาชีพเขา
จำได้ เพราะตอนเด็ก เช้ามืด ผมชอบแอบไปยืนฉี่ที่ต้นกุหลาบ
ห้องน้ำก็อยู่ไกล ฉี่เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ล่ะกัน คิดบวกไว้ก่อน
ออกไปก็กลัวผี แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ ปวดฉี่นี่ครับ

คุณแม่กับน้าตี (อัลบั้ม ปู่เก๋)


[เรือนกล้วยไม้]
สงสัยสมัยนั้น คุณแม่คงจะว่าง
ไฟฟ้าก็พึ่งเข้าบ้าน มีไฟส่องสว่าง แทนตะเกียงน้ำมัน
ทีวีก็พึ่งซื้อได้ไม่นาน
ไอ้มดแดง อิงคิวซัง ซามูไรพ่อลูกอ่อน ก็คงไม่ดู
เห็นดูแต่ดาวพระศุกร์ กระบี่ไร้เทียมทาน หรือละครน้ำเน่า
เช้ามา เย็นมา หรือสุดสัปดาห์ ก็ไปดูแลกล้วยไม้
คุณแม่ทำเรือนกล้วยไม้ขนาดกว้างยาว 6 เมตร
พึ่งรื้อไปได้ไม่นาน ตอนนี้เห็นแก้วมังกรขึ้นอยู่แถวนั้น
ในเรือนกล้วยไม้จะมีกล้วยไม้เกาะกับกาบมะพร้าว
ห้อยจากหลังคาระแนงไม้ เรียงกันเต็มไปหมด
ที่พื้นดินก็ยกขึ้นสูง ด้วยการหาท่อนไม้มาวาง
แล้ววางกระถางต้นไม้นานาพันธ์บนท่อนไม้
มีอิฐวางไปตามทางเดิน จะได้ไม่เฉาะแฉะเวลารดน้ำ
ผมถูกใช้ไปรดน้ำบ่อย ๆ
อยู่เฉย ๆ ผมก็คงไม่เข้าไปเองหรอกครับ
เพราะไม่ชอบ ดูมืดทึม ๆ ยุงเยอะ และกลัวงู
อยู่กันหลายคนก็ช่วยกันดูแล คุณยาย คุณแม่ คุณน้า

[บ่อน้ำ]
น้ำสมัยนั้น หายาก ต้องแบกต้องหาม
ก็คงไม่มีใครเอาน้ำประปามารดน้ำต้นไม้เป็นแน่
ที่ข้างเรือนกล้วยไม้ มีบ่อน้ำ
ที่ต้องใช้แรงสาวขึ้นมาทีละคุ ถึงจะได้น้ำไปใช้
เครื่องมือตักน้ำจากบ่อ
จะมีเสาต้นสูง เป็นที่ค้ำยันกัน
มีไม้ไผ่ผูกกับถังน้ำด้านหนึ่ง หย่อนลงไป แล้วดึงขึ้นมา
ใช้หลักคานงัด ทำให้ไม่ต้องออกแรงมากในการดึงขึ้น
เพราะมีหินถ่วงไว้กับปลายอีกด้านหนึ่งของคาน
น้ำในถังจะกระฉอก หากดึงเร็ว ดึงช้าก็ไม่เสร็จงานสักที
หากได้น้ำเต็มถังแสดงว่าเชี่ยวชาญล่ะ
บ่อนี้ มีที่กรองน้ำ
ที่บ้านจะกรองน้ำ แล้วเอามาต้มดื่มกัน
ช่วงแรกของชีวิตที่บ้านผูกไว้กับบ่อน้ำ
อาบน้ำ ซักผ้า ทำกับข้าว ผ่านบ่อนี้
สมัยนั้นผมก็แก้ผ้าลงกะละมัง อาบน้ำตรงนั้นหละ
ก่อนใช้น้ำ ก็ต้องเอามากรองก่อน
ทำเครื่องกรองเอง ใช้หิน ใช้ทราย ใช้ถ่าน เป็นใส้กรอง
เพราะมีตะกอนอยู่บ้าง ตามประสาน้ำบ่อ
จะใสปิ้งเหมือนน้ำประปาก็คงไม่ใช่
ดังนั้น รดน้ำในเรือนกล้วยไม้แต่ละที ทำกึดยากเลย
ก็ต้องสาว ต้องหิ้วกันหลายรอบ นั่นหละที่ผมไม่ชอบ
ทั้งหมดคือเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำเรื่องสวนดอกไม้ที่บ้านผึ้ง

คุณแม่ที่สวนทวีชล เชียงใหม่

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เลี้ยงด้วยไม้เลว/ไม้เรียวของแม่ - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #6 (๖๑.)


ไม้เรียวของคุณแม่ ก็เหมือนคฑาวิเศษ คอยชี้ทางให้ผม ไม่หลงทาง

ไม้เลวยาวเมตรกว่า ๆ ของคุณแม่ไม่เคยหายไปไหน มันยังอยู่ในใจของผมตลอดมา และตลอดไป


[ไม้เลว]
ที่บ้านผึ้ง เป็นบ้านหลังใหญ่
ช่วงหลังนี่ คุณน้าย้ายออกไปมีครอบครัวกัน
ในบ้านจะมีคุณแม่เป็นพี่ใหญ่ น้าปุ๊เป็นน้องเล็ก
มีคุณยายปัน และผมเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน
ตอนเด็กแอบคิดว่า เราคงเป็นเด็กเลว
โดนไม้เลวตีเป็นประจำเลย
ทำการบ้านไม่ได้ ก็โดนตี
ทำของตกหล่นเสียหาย ก็โดนตี
ทำอะไรไม่ได้อย่างใจ ก็โดนตี
ไปเที่ยวค่ำมืดดึกดื่นหน่อย ก็โดนลากคอกลับมาตีที่บ้าน
คุณแม่เป็นคนออก "ธำรงวินัย" ประจำบ้าน
คุณแม่เค้าตีลูกไม่เหมือนคุณครูนะครับ
เพราะคุณครูตีเด็ก จะมีเด็กหลายคนมารับไม้เลว
แต่คุณแม่ตีผม ก็จะมีผมคนเดียวคอยรับไม้เลว
แล้วตีไม่เป็นจังหวะด้วย ออกแนวรัว ๆ หน่อย
คุณครูตี ก็จะเป็นจังหวะ ให้หยุดหายใจหายคอ

[ตอนถูกตี]
ผมรู้ว่าที่ถูกตี เพราะผมทำผิดอะไรสักอย่าง
อย่างที่บอกว่าคุณแม่มี ธำรงวินัย ของท่าน
ท่องศัพท์ไม่จำ
อ่านหนังสือไม่ออก
คิดเลขไม่ได้
เอาหละ วันไหนคุณแม่สอน แล้วไม่ได้อย่างใจ
ผมก็จะโดนลงทัณฑ์
จำได้ว่าคุณน้า กับคุณยายจะคอยปกป้อง
คุณแม่ตีมา ก็เหวี่ยงเอาเหวี่ยงเอา
โดยคุณน้า กับคุณยายบ่อย ๆ
คำว่า "พอแล้ว" จากปากคุณน้า เหมือนเสียงสวรรค์
และเสียงนั้นจะได้ยินหลังผมโดนไปแล้วหลายป๊าบ
ในความทรงจำของผม
จำได้ว่าคุณแม่ไม่ตีผมต่อหน้าคุณพ่อ
สงสัยผมจะเป็นเด็กดี ตอนอยู่ต่อหน้าคุณพ่อเสมอ
ทำให้รู้สึกว่า คุณพ่อเสมือนเทวดาของผม

[ไม้เลว]
ไม้เลวอยู่บนหลังตู้
ตานวล เป็นน้องของยายปัน ท่านชอบมาที่บ้าน
ปะลองหมากฮอสกับผมเสมอ แพ้บ้าง ชนะบ้าง
จำได้ว่า ตานวลเป็นคนเตรียมไม้เลวไว้ให้คุณแม่
เป็นไม้ไผ่ที่เหลาเอาเสี้ยนออกแล้ว
หรือไม้หวาย เพราะตีแล้วไม่หัก
ข้อดีของไม้แต่ละแบบต่างกันไป
ถ้าใช้ไม้ไผ่ เวลาตีแล้วแตก หรือหัก
คุณแม่จะหยุดตี คงรู้ว่าเป็นอันตราย
แต่ถ้าใช้ไม้หวาย เนื้อตัว แข้งขา
จะมีนายแดงนูนขึ้น เหมือนในข่าวนั่นหละครับ
คุณน้า คุณยาย ก็จะมาปฐมพยาบาล
เอายาหม่อง หรืออะไรที่ใช้สมานแผลโดนตีมาทาให้
ที่รู้ว่าไม้อยู่บนหลังตู้ และใช้ไม้อะไร
เพราะผมแอบปีนตู้ แล้วเอาไม้ไปเล่น
เป็นจอบดาบที่ชื่อ ฮุ้นปวยเอียง หรือ เอี้ยก้วย หรือ ยาจกซู
ก็แล้วแต่จินตนาการจะพาไป
เล่นเสร็จก็จะเอาไปซ่อน ไม่ให้แม่เอามาตี
หลายครั้งพอจะตี
แต่แม่ไปหาไม้ไม่พบ แล้วผมก็รอด อิอิ

[ติดนิสัยตีเด็ก]
ผมชอบตีเด็กนักศึกษา
คงติดมาจากคุณแม่ที่ตีผมมาแต่เล็กแต่น้อย
แต่การตี ณ วันนี้ ได้เปลี่ยนไปในทัศนคติของผม
เปลี่ยนการตีเป็นการลงทัณฑ์ด้วยการหักคะแนนนักศึกษา
และย้ำว่าคะแนนที่ลดลง ทำให้เข้าไปไม่ถึงเกรด A ที่ฝันไว้
แต่ผมใช้การว่ากล่าวนักศึกษา เน้นการยกตัวอย่าง idol แทน
เพราะการทำร้ายนักศึกษาด้วยคำพูด
จะเจ็บลึกกว่าตีด้วยไม้เลว และไม่ใช่ทุกคนที่ยอมรับการลงทัณฑ์
การตีของคุณแม่ หรือสาเหตุที่คุณแม่ตีผม
เพราะผมทำผิดกฎ ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ออกนอกลู่นอกทาง
หรือเหตุด้วยประการทั้งปวงตามที่คุณแม่จะกำหนด
จนคำว่า กฎ กลายเป็นอะไรที่ผมคุ้นชิน
เสพติดกฎ ว่าเป็นสิ่งที่ต้อง(ไม่)ปฏิบัติ บิดพริ้วไม่ได้เป็นอันขาด
เมื่อใดทำผิดกฎ ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความเสี่ยง
เสี่ยงที่จะต้องถูกลงทัณฑ์ และผมจำการลงทัณฑ์ได้ดีว่าเจ็บปวด
จึงกลายเป็นนิสัยติดตัว ที่ไม่ชอบทำผิดกฎ
เห็นไฟแดงก็ไม่ฝ่า กลัวฝ่าไม่พ้น
เห็นสุราก็ไม่กล้าดื่ม กลัวผิดศีล เดี๋ยวจะตายเร็วไปซะ
เห็นบุหรีก็เดินหนีเลย กลัวปอดไม่สวย
ทุกวันนี้ก็ลุ้นว่า DNA ของผมจะดั้นด้นไปถึง 60 ขวบรึเปล่า
รอลุ้นกันไป ก็คงอีกไม่นานเกินลืม วันนั้นก็ต้องมาถึง
สรุปว่า ขอบคุณไม้เลว ขอบคุณคุณแม่
ไม้เลวยาวเมตรกว่า ๆ ของคุณแม่
ไม่เคยหายไปไหน 
มันยังอยู่ในใจของผมตลอดมา และตลอดไป
อีกนัยหนึ่ง 
ไม้เรียวของคุณแม่ ก็เหมือนคฑาวิเศษ คอยชี้ทางให้ผม
ไม้เลวอันนั้น คือ ไม้เลวที่ทำให้ผมใส่ใจกับกฎ กติกา มารยาท
และอีกซะป๊ะซะเปด ที่จะต้องปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติ
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงทัณฑ์ ด้วยไม้เลวที่แสนน่ากลัว
ชีวิตผมที่คุณแม่เลี้ยงดูมา มาได้ถึงเพียงนี้ก็พอใจอย่างที่สุดแล้วครับ

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อะไรคือของรักของหวง - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #5 (๖๐.)

ภาพระหว่างเดินทางไปร่วมงานสำคัญ


[ของเต็มบ้าน]
ที่บ้านคุณแม่ ที่ผมเคยอยู่
เดี๋ยวนี้ยังเห็นของสะสม เยอะเหมือนเดิม
แม้จะเก็บบ้านมาหลายรอบ
หนังสือของคุณพ่อ ที่ท่านจากไป 20 ปีแล้ว
ก็ยังอยู่ในตู้เหมือนเดิม เป็นหนังสือเก่าที่คัดเก็บไว้
แม้มีไม่มาก แต่ก็รู้ว่าแม่จะไม่ทิ้งแน่
รูปถ่ายเก่า ใช้เล่าความหลังได้เสมอ
ไม่มีอัลบั้มไหนหายไปเลย งานศพ งานแต่ง งานบุญ งานเที่ยว
หยิบมาพูดมาคุยกับคุณแม่ได้หมด
ในของสะสมมากมาย ที่เกษียณมา 20 ปี
คุณแม่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะทิ้ง คือ ชุดทำงาน
ยังเบียดกันอยู่ในตู้เหมือนเดิม เหมือนสมัยที่ท่านทำงานอยู่

[สาวออฟฟิศ]
สมัยนี้ พนักงานองค์กรก็มักจะซื้อเสื้อใส่กัน
แต่สมัยก่อนไม่มีนะครับ ต้องจ้างตัด
อาชีพช่างตัดเสื้อ เป็นที่นิยมของสาว ๆ สมัยก่อนอยู่ไม่น้อย
คุณแม่ก็มีสังคมเป็นเพื่อนสาวออฟฟิศ
ประเด็นพูดคุยตามประสาสาว ๆ ก็คงเป็นเรื่องชุดทำงาน
ดูจากเสื้อในตู้แล้ว ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ
ผมคงแก่ขึ้นเยอะ
เพราะมีลูกศิษย์คนหนึ่ง
ไปทำงานในแผนกเดิมที่คุณแม่เคยทำ
เพื่อนคุณแม่ ณ ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนร่วมงานกับลูกศิษย์ไปแล้ว

[ชุดสวย]
ในออฟฟิศของคุณแม่
เวลาพูดคุยกันยามว่าง ก็คงมีเรื่องชุด
ก็คงจะคุยเรื่อง ชุดใครสวย ชุดใครใหม่ ตัดที่ไหน ช่างชื่ออะไร
คุณแม่จะมีข้อมูลเรื่องช่างตัดเสื้อคนใหม่มาตลอด
ตัวที่พึ่งตัดมา ก็ใส่ได้ไม่กี่ครั้งเอง ยังไม่ทันหมอง ก็จะตัดใหม่ล่ะ
สมัยที่ผมโตพอจะขี่มอเตอร์ไซค์ได้แล้ว
คุณแม่จะวานให้ไปส่งตัดเสื้อ ไปทีก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง
คุยกันตั้งแต่ทำความรู้จัก เลือกแบบ ออกแบบ วัดตัว ปิดการขาย
รอจนเหงาหงอยเลยหละ
นั่นทำให้ผมเป็นคนไม่ชอบค่านิยมการแต่งตัวที่ต้องใหม่ตลอด
ผมจึงซื้อเสื้อใหม่น้อยมาก
และเสื้อที่มีโลโก้ของมหาวิทยาลัยก็เยอะอยู่แล้ว
หลังไปตัดเสื้อแต่ละครั้ง
เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ผมก็ต้องทำหน้าที่ไปรับเสื้อตามนัด
ถ้าคุณแม่ไปด้วย ก็จะไปลองเสื้อ มีการแก้ไข เอาเข้านิด เอาออกหน่อย
ถ้าโชคดี ไปแล้วก็ได้เสื้อกลับมา ลองแล้วไม่ต้องแก้ไข
ถ้าโชคไม่ดี ไปแล้วก็ไปอีก เพราะตัดยังไม่เสร็จ แก้ไข หรือไม่พบช่าง

[ไม่ทิ้งไป]
ชุดสวยหลายสิบชุด
ที่คุณแม่ก็คงตัดใจทิ้งไม่ลง แม้เกษียณมาแล้ว 15 ปี
ยังมี เอกสาร หนังสือ พระเครื่อง เหรียญ สแตมป์
กระเป๋า รองเท้า และของที่ระลึกอีกเยอะ
ที่เป็นของคุณพ่อ พบเห็นได้ในบ้านอยู่ไม่น้อย
ยังเก็บไว้ในความทรงจำ ให้รำลึกถึงเสมอ
กลับมามองตนเองบ้าง
ผมก็มีของสะสมเหมือนกัน คือ หนังสือ กับอุปกรณ์เก่า
จะทิ้งอะไรไปแต่ละอย่างตัดใจยากมาก
ถึงได้เข้าใจคุณแม่
ว่าของในบ้าน ณ ตอนนี้ คงสำคัญทุกชิ้น

วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ห้องแถวเมื่อห้าสิบปีก่อน - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #4 (๕๙.)

ภาพของผม กับบ้านหลังแรกที่บ้านผึ้ง


"คุณแม่มีบ้านหลังเดียว มาตลอด  75 ปี
ตอนเล่าอาจดูเหมือนมีหลายหลัง
เพราะ ย้ายบ้าง รื้อบ้าง ไปอยู่บ้านน้าชั่วคราวบ้าง
ผมต่างหากที่มีมากกว่า 1 หลัง
เมื่อนับรวมบ้านภรรยาเข้าไปด้วย
"


[บ้านหลังแรก]
คุณแม่เกิดที่วังกะพี้ อุตรดิตถ์ พร้อมพี่น้องอีก 5 คน
ดังนั้นบ้านที่วังกะพี้ จึงเป็นบ้านหลังแรกของท่าน
รายละเอียดผมไม่ทราบเลย ท่านไม่ใช่นักเล่าเรื่องซะด้วย
ย้ายมาตอนอายุ 12 ขวบ และคงเลือนรางสำหรับท่านเช่นกัน
น้องของท่านก็คงจำอะไรไม่ได้เลยเหมือนกัน
แต่ผมเคยกลับไปเยี่ยมบ้านยายมูลหลายครั้ง
เคยไปเดินเล่นในทุ่งนา เพราะมีที่นาที่ต้องดูแล
เป็นมรดกของตระกูลชาวนาน่ะครับ

[ห้องแถวในโรงงานน้ำตาล]
คุณแม่ย้อนวัยไปราวอายุ 18 ปี
จะรักสวยรักงาม หวีผม ชอบเสื้อสีฉูดฉาด และขี้อาย
เวลาพูดถึงห้องแถว ที่เป็นบ้านพักในโรงงานน้ำตาล
ก็จะพูดถึงเพื่อนบ้าน อาทิ ป้าทอง ที่สี่แยก
เพื่อนสมประสงค์ที่สนิทกัน และอีกหลายคน
ที่ผมเองก็จำไม่ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์ก่อนผมเกิดซะอีก
ท่านบอกว่าจำห้องแถวได้ เพราะพึ่งไปนอนที่ห้องแถวมา
และย้ายมาได้ไม่กี่วันนี้เอง
พบน้อง ก็จะให้น้องไปส่ง
พบพี่มะลิ ก็จะให้พี่มะลิเอารถไปส่ง
พบผม ก็จะให้ผมไปส่ง บ่อยเลย
บอกว่าอยากไปเอาของ เอาถุงที่แขวนไว้กับมุ้ง
เอาเสื้อเอาผ้า เอารองเท้า เพราะไม่มีใส่เลย
ท่านจำบ้านตนเองไม่ได้
ความจำเสื่อมตั้งแต่ พ.ย.59 ตอนที่ล้ม แล้วเปลี่ยนข้อสะโพกที่หัก
ตอนนั้นน้าปุ๊มาช่วยดูแลใกล้ชิด ก่อนผมออกงาน
พอถามเรื่องบ้านก็บอกว่าเป็นบ้านน้า ไม่ใช่บ้านของท่าน
และท่านก็ยังไม่มีลูก มีหลาน
และอยากกลับบ้านของตนเอง นั่นก็คงหมายถึงห้องแถว

[บ้านผึ้ง]
ตาหลิน พาคุณแม่และครอบครัว
ย้ายออกจากห้องแถว ที่เป็นสวัสดิการของพนักงานโรงงานน้ำตาล
มาซื้อที่อยู่ที่บ้านผึ้ง ที่เป็นบ้านสวน ปีไหนก็ไม่ทราบ
แต่ก่อนที่ผมจะเกิดหลายปีทีเดียว
บ้านเดิมหน้าตาเป็นอย่างไร ผมก็จำไม่ได้เลย
แต่มีภาพถ่ายอยู่ใบหนึ่งที่คุณพ่อเคยถ่ายไว้ แต่ก็ไม่เห็นอะไรมากนัก
เป็นบ้านชั้นเดียว อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่
รวมพี่น้องแม่หกคน ตาหลิน กับยายปัน ก็มีกันถึง 8 คน
ที่อยู่บ้านหลังนี้
ผมเป็นเด็กเล็กคนเดียวในบ้าน
และเป็นเด็กคนเดียวของบ้านนี้มาโดยตลอด
ผมไม่ค่อยสนิทกับคุณแม่ เพราะครอบครัวใหญ่
น้า ๆ จะช่วยกันดูแลผม คือ น้าปุ๊ น้าเปี้ยก น้ารินทร์
ส่วนน้าม๊อก กับน้าตีนั้น แยกบ้านออกไปตั้งแต่หนุ่มสาว
และน้าม็อกกลับมาใช่ช่วงที่ผมโตเป็นหนุ่มน้อยแล้ว
ก็มาทันดูแลยายปันที่ป่วยเป็นมะเร็งตับ
ช่วงผมจบ และทำงานใหม่ ๆ ได้เพียง 2 - 3 ปี

[บ้านพักในหมือง]
คุณแม่ย้ายงานจากโรงงานน้ำตาล ไปอยู่เหมืองแม่เมาะ
คาดว่าท่านไปอยู่บ้านพัก กับเพื่อน ๆ พนักงาน
แบบไหน ยังไง ไม่รู้เลย ท่านก็ไม่เคยเล่า
ตอนนี้ท่านก็จำอะไรไม่ได้เลย ถามใครก็คงไม่ได้แล้ว
แต่ท่านมีที่อยู่ในเหมืองแน่นอน
คงอยู่กับเพื่อนหลายคน
เคยเห็นภาพใช้ชุดเดรสย้อนยุคกับเพื่อน ๆ

[บ้านพักของคุณพ่อ]
หลังแต่งานกัน และมีผม
คุณแม่อยู่บ้านพักในเหมืองกับคุณพ่อ
ผมไปอยู่ตอนเล็ก ๆ มีพี่เลี้ยงมาดูแล ตอนท่านไปทำงาน
ภายหลังถึงส่งผมไปอยู่กับยายที่บ้านผึ้ง
เคยเห็นในรูปถ่าย และเห็นตอนที่ผ่านบ้านพักตอนไปฝึกงานในเหมือง
สมัยที่ยังไม่ได้รื้อบ้านพักทิ้ง ก็จะเห็นเป็นบ้าน 2 ชั้น
มีระแนงไม้ ให้ไม้เลื้อยขึ้นไปอย่างสวยงาม
ก็เห็นจากภาพน่ะครับ
ในความทรงจำ ก็รู้แต่ว่าเป็นบัาน 2 ชั้น เท่านั้นเอง

[บ้านหลังที่สอง]
ที่บ้านผึ้งมีบ้านหลังแรก และรื้อออกสร้างใหม่
ผมเรียกบ้านไม้ 2 ชั้นที่สร้างใหม่ว่า บ้านหลังที่สอง
ผมไม่ทราบที่มาที่ไปของบ้านหลังแรกเลย
อาจซื้อที่ดินพร้อมบ้านก็ได้
แต่บ้านหลังที่สองนั้น น่าจะสร้างก่อนผมเข้าโรงเรียน
เป็นบ้านที่คุณแม่สร้าง หลังจากทำงานมีเงินเดือนแล้ว
เป็นไม้ 2 ชั้น ใต้ถุนสูง
แล้วคุณแม่ก็ต่อเติมไปเรื่อย ๆ
เริ่มจากการขยายด้านหลังเป็นห้องครัว
ขยายเรือนชานติดครัว ออกไป
ทำให้ออกมานอนกันกองคะรึบ ในช่วงหน้าร้อน
กางมุ้งกันเต็มเรือนชาน เพราะอากาศร้อนมาก
ล้างหน้าแปรงฟัน ก็ยืนที่ชั้นสอง
ผมก็แอบยืนฉี่จากเรือนชานบ่อย ๆ ไม่อายฟ้าดิน
จากนั้นก็ก่อผนังที่ใต้ถุน แรก ๆ มีน้ารินทร์ไปนอน
จนน้า ๆ แยกออกมาสร้างบ้านในระแวกเดียวกัน
แล้วสุดท้ายก็ ก่อผนักปูนเป็นห้องนอนให้ผม
นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมมีห้องส่วนตัว
ที่อยู่ใต้ห้องนอนของคุณแม่
ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ในเมืองกับอาอิ๊ด อาน้อย
เพื่อเรียนพิเศษ เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

[บ้านหลังนี้]
บ้านที่อยู่ปัจจุบัน คงสร้างราวปี 2535 - 2537
โดยรื้อบ้านหลังเดิม
แล้วย้ายไปอยู่บ้านท้ายสวนเป็นการชั่วคราว
ซึ่งน้าเปี้ยกเคยสร้างไว้ ต่อมาก็แยกครอบครัวออกไป
ในบริเวณบ้าน ที่บ้านผึ้งนี้ เคยมีบ้าน 3 หลัง
คือ บ้านใหญ่ บ้านน้ารินทร์ และบ้านน้าเปี้ยก
แต่ปัจจุบันลื้อย้ายไปหมดแล้ว เหลือเพียงบ้านใหญ่หลังเดียว
สมัยก่อน บ้านน้าทั้งสองจะมีทรงคล้ายกัน
คือ 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น และ 1 ห้องน้ำ ใต้ถุนสูง
บ้านน้าเปี้ยก จะมีห้องน้ำบนบ้าน
บ้านน้ารินทร์ จะมีห้องน้ำแยกออกมาจากตัวบ้าน
ปัจจุบันบ้านใหญ่ที่สร้างใหม่ คือ บ้านคุณแม่
จะเป็นบ้านก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว มีไม้เป็นส่วนประกอบพองาม
มี 3 ห้องนอน 1 ห้องทานอาหาร 1 ห้องครัว 2 ห้องน้ำ
ส่วนห้องนั่งเล่น จะมีหลายห้อง เป็นบ้านเล่นระดับ
เห็นว่าได้ช่างทรัพย์ เป็นคนเถินมาเป็นผู้รับเหมา
หลังคุณแม่ล้ม ก็รู้ว่าท่านต้องมีคนดูแล
ผมจึงย้ายกลับเข้ามาดูแลคุณแม่เป็นเวลา 1 ปีแล้ว
เพราะก่อนหน้านี้
ผมแยกครอบครัวออกไปอยู่ดูแลลูกสาวทั้งสาม
ตอนนี้ลูก ๆ กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย จะจบ ม.6 ล่ะ
ดังนั้นการดูแลลูก จึงปล่อยเป็นหน้าที่ของภรรยา
ส่วนลูกสาวคนโต ไปเรียนที่บางกอก ดูแลตนเองได้แล้ว
ปีนี้ลูกสาวอีกสองคน ก็กำลังลุ้นว่าจะไปอยู่ที่ไหนต่อไป

วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ตื่นเช้า เดินทางไกล ทุกวัน - เล่าเรื่องคุณแม่ ให้คุณแม่ฟัง #3 (๕๘.)



[กิจวัตรตอนเช้า]
เดี๋ยวนี้ คุณน้าตื่นตีสี่กว่า ผมตื่นตีห้า แม่ตื่นหกถึงเจ็ดโมง
แต่ละคนก็มีกิจวัตรต่างกันไป ของผมจะเยอะหน่อย
เริ่มจากชงกาแฟ ทานอาหารเช้า เข้าห้องน้ำ
เตรียมอาหารให้คุณแม่ อย่างเยอะทุกมื้อเลย
แล้วก็พาคุณแม่ไปทานข้าว
แล้วแว็บมาล้างห้องน้ำ ถูห้องนอน ซักผ้า
จากนั้นก็เฝ้าไม่ให้คุณแม่หนีไปไหน
ทุกเช้า ผมจะนึกถึงกิจวัตรในอดีตของผมกับคุณแม่เสมอ



[ในอดีตนู้น ก่อนผมเกิด]
ก่อนผมเกิด ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กัน
คุณแม่ต้องไปอยู่ในเหมืองแม่เมาะ เพราะไกลบ้าน
เป็นช่วงบุกเบิกเหมือง จึงยังไม่มีรถบริการที่สะดวกแบบปัจจุบัน
ช่วงแรก คุณแม่ต้องไปอยู่ในเหมือง หลายปีทีเดียว
ยุคแรกจะเข้าแม่เมาะ จะไปทางงาว แต่เลี้ยวขวาเข้าแม่เมาะ
ระยะทางจากในเมืองไปถึงที่ทำงานก็กว่าครึ่งร้อยกิโลเมตร
ปัจจุบันไปทางแพร่ แล้วเลี้ยวซ้าย ระยะทางเพียง 27.4 กิโลเมตร
เส้นเดิมก็ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว เพราะไกลกว่ามาก แต่คนแถวนั้นใช้กันอยู่
ต่อมาก็เอาผมไปฝากไว้กับคุณยายที่เกาะคา
เพราะต้องทำงานกัน อยู่กับคุณยายดูแลง่ายกว่า
เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง การเดินทางก็สะดวกขึ้น
เริ่มมีไฟฟ้าใช้ ถนนดีขึ้น และมีรถบริการ
คุณแม่ จึงกลับมาอยู่ที่เกาะคา
ตื่นกันตั้งแต่ตี 5
เพราะต้องนั่งสองแถวจากเกาะคาไปในเมือง ระยะ 16 กิโลเมตร
ไปที่จุดจอดรถบริการ อยู่ข้างบุญวาทย์
ต่อมาจุดจอดรถบริการ เริ่มมีหลายสาย
ไปแม่เมาะอีก 27.4 กิโลเมตร
ในที่สุดก็มีรถบริการมาจอด ป้ำที่เลยบ้านฟ่อนมาหน่อย
คุณแม่ไม่ต้องตื่นแต่ตี 5 อีกแล้ว หกโมงออกบ้านก็ได้
สมัยแรกที่ต้องตื่นแต่ตี 5
เพราะถ้าไปไม่ทันรถบริการออก วันนั้นก็ไม่ได้ไปทำงาน ต้องกลับบ้าน
ส่วนผมก็ตื่นพร้อม ๆ กันกับคนในบ้าน แต่จะออกบ้านทีหลัง
มีรถประจำมารับผมที่หน้าบ้านตอน 6.30น.
ตื่นมาก็ต้องเตรียมตัวเข้าห้องน้ำ ผลัดกันเข้า เพราะมีห้องเดียว



[ไปรถไฟ]
ยังจำเหตุการณ์ขึ้นรถไฟตอนเด็กที่ไปกับคุณแม่ได้เลย
มีอยู่ครั้งหนึ่ง หรือหลายครั้งก็จำไม่ได้ถี่ถ้วน เพราะเล็กนัก
คุณแม่พาผมไปแม่เมาะ
นั่งรถไฟจากในเมืองไปลงสถานีรถไฟแม่เมาะ
แล้วก็มีรถมารับไปที่บ้าน
รู้สึกตื่นเต้น หลับไม่ลงไปตลอดทาง
มีของขายตลอดทางเช่นกัน
สมัยนั้นยังมีแม่ค้าหิ้วของพะรุงพะรังขายที่สถานีเต็มไปหมด
เพราะเป็นตอนเช้า นั่งรถไฟก็หนาว ลงรถไฟก็หนาว
ก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่ง
ที่คุณแม่ใช้เป็นเส้นทางเดินทางไปที่ทำงาน
หากให้นึกถึงที่ทำงานของคุณแม่ กับคุณพ่อแล้ว
ผมจะจำที่ทำงานของคุณพ่อที่กองโรงงานเหมืองได้มากกว่า
คงเพราะไปบ่อยกว่านั่นเอง